เป็นคนเริ่มทำอะไรได้เเปปเดียวก็เลิกลองใช้ระบบ [ABC Goal System]

เป็นคนเริ่มทำอะไรได้เเปปเดียวก็เลิกลองใช้ระบบ [ABC Goal System]

ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบเริ่มอะไรใหม่ แต่ทำได้ไม่กี่วันแล้วเลิก ลองอ่านบทความนี้ก่อน
(ABC Goal System ระบบตั้งเป้าหมายแบบที่ทำให้คุณ Consistent ได้ แม้วันที่ชีวิตไม่เป็นใจ)
.
เราทุกคนน่าจะเคยได้ยินประโยคนี้กันจนเบื่อแล้ว
.
แค่ทำให้สม่ำเสมอสิ แค่ Consistent ก็พอ
แค่ทำทุกวัน เดี๋ยวมันก็สำเร็จเอง
.
ฟังดูง่ายมาก แต่ชีวิตจริงมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น 55555
.
Sahil Bloom(นักเขียน) เขาเล่าถึง Framework ชื่อว่า The ABC Goal System เป็นระบบตั้งเป้าหมายที่เขาได้ไอเดียมาจากนักวิ่งมาราธอนระดับตำนาน
.
แก่นของมันง่ายมาก
เราไม่ควรมีเป้าหมายเดียว แต่ควรมี 3 ระดับ {A,B,C}
มาเข้าใจวิธีคิดของกาทำระบบนี้กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
====================
[1] คนส่วนใหญ่ไม่ได้แพ้เพราะไม่มีเป้าหมาย แต่แพ้เพราะมีเป้าหมายเดียว
.
Sahil เล่าว่า ตอนเขากำลังจะลงมาราธอนครั้งแรก เขามีเป้าหมายเดียวคือ วิ่งให้ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง
.
ฟังดูดีใช่ไหม มีเป้าหมายชัด วัดผลได้ ท้าทาย
แต่สำหรับมือใหม่ ถือว่า aggressive มาก
.
พอเขาไปขอคำแนะนำ นักวิ่งคนนั้นไม่ได้บอกว่า
ซ้อมให้หนัก มีวินัย อดทน อย่ายอมแพ้
แต่เขาบอกว่า สำหรับมาราธอน คุณต้องมี 3 เป้าหมาย
.
A Goal คือเป้าหมายแบบดีที่สุด
B Goal คือเป้าหมายพื้นฐานที่ควรทำให้ได้
C Goal คือเป้าหมายขั้นต่ำสุด แค่ยังอยู่ในเกมก็พอ
.
สำหรับมาราธอน
A Goal อาจคือเวลาที่ดีที่สุด
B Goal คือเวลาที่พอใจได้
C Goal คือแค่วิ่งให้จบ
.
ปัญหาของการมีเป้าหมายเดียวคือ ถ้าระหว่างทางเริ่มรู้สึกว่าเป้านั้นหลุดมือไปแล้ว สมองจะตีความทันทีว่าเกมนี้แพ้แล้ว และพอรู้สึกว่าแพ้แล้ว แรงขับข้างในจะตกเร็วมาก
.
อันนี้ไม่ได้เกิดแค่กับการวิ่ง แต่มันเกิดกับชีวิตเราทุกเรื่อง
.
ตั้งใจจะออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง แต่วันนี้มีเวลาแค่ 20 นาที สุดท้ายไม่ออกเลย
ตั้งใจจะเขียนบทความยาวๆ แต่วันนี้สมองไม่มา สุดท้ายไม่เขียนเลย
ตั้งใจจะอ่านหนังสือวันละ 30 หน้า แต่วันนี้เหนื่อย สุดท้ายไม่อ่านเลย
.
นี่คือกับดักของคนจริงจังกับชีวิตมากๆ

เราไม่ได้แพ้เพราะไม่อยากทำ แต่เราแพ้เพราะภาพในหัวของคำว่าทำ มันใหญ่เกินไป
.
พอทำแบบดีที่สุดไม่ได้ เราก็เลือกไม่ทำเลย
(เมื่อวานเบ้นไม่ได้เขียนบทความเลย5555 เลยเป็นที่มาของบทความนี้)
.
Sahil เลยบอกว่า เราไม่ควรใช้เป้าหมายเดียวเป็นตัวตัดสินทั้งวัน เพราะชีวิตจริงไม่ได้มีแค่วันที่เราพร้อม แต่มันมีวันที่เราเกือบพังด้วย

และระบบที่ดี ต้องรองรับวันที่เราเหนื่อยด้วย
======================
[2] A Goal คือเป้าหมายของวันที่คุณพร้อมที่สุด
.
A Goal คือเป้าหมายแบบดีที่สุด เป็นวันที่ทุกอย่างเข้าทาง
.
นอนเต็ม พลังงานดี ใจมา สมองมา ตารางไม่พัง ไม่มีเรื่องแทรกเยอะ
วันแบบนี้เราควรใช้มันให้คุ้ม
.
ถ้าเป็นการออกกำลังกาย A Goal อาจเป็น เข้ายิม 60 นาที
ถ้าเป็นงาน A Goal อาจเป็น Deep Work 2 รอบใหญ่
ถ้าเป็นการเขียน A Goal อาจเป็น เขียนบทความยาวให้จบ 1 ชิ้น
ถ้าเป็นสุขภาพใจ A Goal อาจเป็น เดิน 30 นาทีแบบไม่แตะมือถือ
.
A Goal สำคัญ เพราะมันทำให้เรารู้ว่า ถ้าวันนี้เราพร้อมสุด เราจะเล่นเกมนี้ยังไงให้ดีที่สุด
.
แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ A Goal ไม่ควรถูกใช้เป็นมาตรฐานของทุกวัน
เพราะถ้าเราทำแบบนั้น เราจะเริ่มเอาวันที่ดีที่สุดของเรา ไปบีบคอวันที่ธรรมดาที่สุดของเรา
.
เบ้นว่าตรงนี้หลายคนพลาดมาก
.
เราเอาวันที่ตัวเองไฟแรงที่สุด ไปตั้งเป็นมาตรฐานชีวิตประจำวัน
แล้วพอวันปกติทำไม่ได้ ก็รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว
.
ทั้งที่จริงๆเราไม่ได้ล้มเหลว เราแค่เอาเป้าหมายผิดประเภทมาใช้ผิดวัน
A Goal ไม่ใช่เป้าหมายสำหรับทุกวัน แต่มันคือเพดานของวันที่เราพร้อม
——————————–
[3] B Goal คือ Baseline ที่ทำให้ชีวิตไม่หลุด
.
B Goal คือเป้าหมายระดับกลาง
.
ไม่โหดเกินไป ไม่ง่ายเกินไป แต่เป็นระดับที่เราควรทำได้ในวันปกติ
วันที่ไม่ได้ดีมาก แต่ก็ไม่ได้แย่มาก
.
พูดง่ายๆคือ B Goal คือ Baseline ของชีวิต
.
เช่น ออกกำลังกาย
A Goal = เข้ายิม 60 นาที
B Goal = ขยับร่างกาย 30 นาที
C Goal = เดิน 15 นาที
.
การเขียน
A Goal = เขียนบทความจบ 1 ชิ้น
B Goal = เขียน Draft ครึ่งหนึ่ง
C Goal = เขียน 10 บรรทัด
.
งาน
A Goal = Deep Work 2 Blocks
B Goal = Deep Work 1 Block
C Goal = โฟกัส 20 นาที
.
B Goal คือเป้าที่ช่วยให้เราไม่ต้องพึ่ง Motivation มากเกินไป
.
เพราะทุกวันเราไม่จำเป็นต้องถามว่า วันนี้ฉันไฟแรงไหม
แต่ถามว่า วันนี้ฉันทำ Baseline ได้ไหม
.
เบ้นว่าอันนี้ Practical มาก
.
เพราะหลายคนสร้างชีวิตด้วย A Goal แต่รักษาชีวิตด้วย B Goal ไม่เป็น
.
อยากเขียนบทความยาว แต่ออกแบบวันธรรมดาให้เขียนต่อไม่ได้
อยากสุขภาพดี แต่ออกแบบวันที่ยุ่งให้ยังขยับตัวไม่ได้
อยากทำธุรกิจ แต่ออกแบบวันที่เหนื่อยให้ยังทำงานสำคัญเล็กๆไม่ได้
.
สุดท้ายชีวิตเลยกลายเป็น ดีเป็นพักๆ แล้วพังเป็นรอบๆ
B Goal คือสิ่งที่ทำให้เราไม่ต้องเริ่มใหม่ตลอดเวลา
——————————-
[4] C Goal คือเป้าหมายที่ง่ายจนเกือบเขิน แต่มันช่วยชีวิตนิสัยเรา
.
Sahil บอกว่า C Goal ควรง่ายจนเกือบรู้สึกเขินที่จะเขียนมันลงไป
.
เช่น เดิน 15 นาที เขียน 10 บรรทัด อ่านหนังสือ 1 หน้า หายใจนิ่งๆ 5 นาที วิดพื้น 5 ครั้ง หรือส่งข้อความหาคนสำคัญ 1 ข้อความ
.
ฟังดูน้อยมากใช่ไหม ใช่ นั่นแหละประเด็น
.
เพราะ C Goal ไม่ได้มีไว้สร้างผลลัพธ์ใหญ่ในวันเดียว แต่มันมีไว้ป้องกันไม่ให้เรากลับไปที่ศูนย์
.
‘Anything above zero compounds’
อะไรก็ตามที่มากกว่าศูนย์ มันทบต้นได้
.
เดิน 15 นาที อาจไม่ได้ทำให้หุ่นเปลี่ยนในวันเดียว
เขียน 10 บรรทัด อาจไม่ได้กลายเป็นบทความไวรัลทันที
อ่าน 1 หน้า อาจไม่ได้ทำให้คุณฉลาดขึ้นแบบเห็นได้ชัด
.
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คุณยังไม่หายไปจาก Identity ใหม่ของตัวเอง
.
คุณยังเป็นคนที่ดูแลสุขภาพ
ยังเป็นคนที่เขียน ยังเป็นคนที่อ่าน
ยังเป็นคนที่พยายามสร้างชีวิตของตัวเอง
.
แม้วันนี้จะทำได้น้อยมากก็ตาม
.
เบ้นว่า C Goal คือสิ่งที่หลายคนมองข้าม เพราะมันดูเล็กเกินไป ดูไม่เท่ ดูไม่ Hardcore ดูไม่เหมาะกับคน ambitious (ทะเยอะทะยาน)
.
แต่ความจริงคือ คน ambitious นี่แหละที่ต้องมี C Goal มากที่สุด
เพราะคนกลุ่มนี้ชอบตั้งเป้าใหญ่ แล้วพอทำไม่ได้ตามภาพในหัว ก็เผาตัวเองด้วยความรู้สึกผิด
.
C Goal เลยไม่ใช่เป้าหมายของคนอ่อนแอ
แต่มันคือระบบกันพังของคนที่อยากไปไกล
————————-
[5] อย่าให้สิ่งที่ดีที่สุด ขวางสิ่งที่ยังดีอยู่
.
Sahil บอกว่า ABC Goal System ช่วยแก้กับดักหนึ่งของคนมีความทะเยอทะยาน
.
คือการปล่อยให้ Optimal ไปขวาง Beneficial
พูดง่ายๆคือ เราเอาสิ่งที่ดีที่สุด ไปขวางสิ่งที่ยังมีประโยชน์
.
ไม่มีเวลาออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง เลยไม่ออกเลย
ไม่มีเวลาทำงาน 2 ชั่วโมง เลยไม่ทำงานสำคัญเลย
ไม่มีเวลาอ่านหนังสือจริงจัง เลยไม่อ่านเลย
ไม่มีเวลาเขียนบทความยาว เลยไม่จดแม้แต่ไอเดียเดียว
.
นี่คือความเจ็บของคนยุคนี้
เราไม่ได้ไม่รู้ว่าอะไรดี แต่สิ่งดีที่เราตั้งไว้มันใหญ่เกินกว่าจะเริ่ม
สุดท้ายสมองเลยเลือกสิ่งง่ายกว่า คือไม่ทำอะไรเลย
ABC Goal System ทำให้เรามีทางเลือกที่ไม่สุดโต่ง
.
ไม่ใช่ต้องทำเต็มที่ หรือไม่ทำเลย
แต่มีพื้นที่ตรงกลางว่า วันนี้ทำได้น้อยลงก็ได้ แต่อย่าให้เป็นศูนย์
.
เบ้นว่าประโยคนี้ใช้ได้กับแทบทุกเรื่องในชีวิต

-ธุรกิจไม่จำเป็นต้องโตแบบก้าวกระโดดทุกเดือน แต่ขอให้ไม่หยุดเรียนรู้
-สุขภาพไม่จำเป็นต้อง Perfect ทุกวัน แต่ขอให้ไม่กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมทั้งหมด
-การเขียนไม่จำเป็นต้องได้บทความ Masterpiece ทุกวัน แต่ขอให้ยังมีการคิด มีการจด มีการขยับ
.
ชีวิตจริงไม่ได้ชนะจากวัน Perfect แต่มันชนะจากวันที่ไม่ Perfect แล้วเรายังไม่หายไป
———————-
[6] Consistency ไม่ใช่การไม่เคยหลุด แต่คือการกลับมาได้เร็ว
.
คนจำนวนมากเข้าใจว่า คนมีวินัยคือคนที่ไม่เคยหลุดกรอบ
แต่จริงๆแล้ว คนมีวินัยอาจไม่ใช่คนที่ไม่เคยหลุดกรอบ
.
แต่คือคนที่หลุดกรอบแล้วกลับมาเร็ว
.
คนทั่วไปหลุดจาก A แล้วกลายเป็น Zero
.
วันนี้ไม่ได้เข้ายิม 60 นาที เลยไม่ทำอะไรเลย
วันนี้เขียนบทความไม่จบ เลยปิดคอมไปเลย
วันนี้อ่านไม่ได้ 30 หน้า เลยเลิกอ่านทั้งสัปดาห์
.
แต่คนที่มี ABC Goal System จะหลุดจาก A ลงมา B
หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ลงมา C
.
แต่ไม่ปล่อยให้ตัวเองตกไปที่ Zero นี่คือความต่างที่สะสมไปเรื่อยๆ

วันหนึ่งอาจดูไม่เยอะ
แต่ถ้า 1 ปีผ่านไป คนที่มี C Goal จะยังเดินอยู่ในเส้นทาง
ในขณะที่คนที่มีแต่ A Goal อาจเริ่มใหม่มาแล้ว 12 รอบ
.
หลายครั้งชีวิตเราไม่ได้ต้องการแผนที่ซับซ้อนกว่าเดิม
แต่ต้องการแผนที่ทำให้เรากลับมาได้ง่ายกว่าเดิม
.
เพราะระบบที่ดี ไม่ใช่ระบบที่ทำให้เราไม่มีวันพลาด
แต่คือระบบที่ทำให้ความพลาด ไม่กลายเป็นการหายไปทั้งชีวิต
==================

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
.
คนส่วนใหญ่ไม่ได้แพ้เพราะไม่มีเป้าหมาย แต่แพ้เพราะมีเป้าหมายเดียว
[A Goal] คือเป้าหมายวันที่เราพร้อมที่สุด
[B Goal] คือ Baseline ที่ทำให้ชีวิตเดินต่อได้ในวันปกติ
[C Goal] คือเป้าหมายขั้นต่ำที่ช่วยไม่ให้เรากลับไปที่ศูนย์
.
C Goal ควรง่ายจนเกือบเขิน เพราะหน้าที่ของมันคือกันหลุด ไม่ใช่สร้างผลงานใหญ่
.
อย่าให้สิ่งที่ดีที่สุด มาขวางสิ่งที่ยังดีอยู่
Consistency ไม่ใช่การ Perfect ทุกวัน แต่คือการไม่หายไปจากเกม
อะไรก็ตามที่มากกว่าศูนย์ มันทบต้นได้เสมอ
.
สิ่งที่เบ้นชอบที่สุดจาก ABC Goal System คือมันไม่ได้มองมนุษย์แบบโลกสวยเกินไป

มันไม่บอกว่า ถ้าคุณมีวินัยพอ คุณจะทำได้ทุกวัน
แต่มันบอกว่า วันที่คุณมีวินัยน้อยลง คุณยังทำอะไรได้บ้าง
.
และนี่คือคำถามที่สำคัญมาก

เพราะชีวิตเราไม่ได้พังในวันที่เราพร้อม
ชีวิตเรามักพังในวันที่เราไม่พร้อม

วันที่ยุ่ง วันที่เหนื่อย วันที่สับสน วันที่หมดไฟ วันที่ไม่มีใครเห็น วันที่ทำได้น้อยกว่าที่หวัง

ถ้าเรามีแต่เป้าหมายสำหรับวันที่ดีที่สุด
เราจะไม่รอดในชีวิตจริง
.
แต่ถ้าเรามี A B C Goal เราจะเริ่มเห็นว่า

บางวันเราวิ่งได้
บางวันเราเดินได้
บางวันเราแค่ก้าวเล็กๆได้

แต่ทั้งหมดนี้ ยังดีกว่าการหยุดอยู่กับที่
.
สุดท้าย Consistency อาจไม่ใช่เรื่องของการบังคับตัวเองให้ทำเต็มที่ทุกวัน
แต่มันคือการออกแบบระบบให้ตัวเองยังกลับมาได้
แม้วันที่ตัวเองไม่เต็มร้อย

เพราะ Small things become big things
สิ่งเล็กๆที่ทำซ้ำสุดท้ายจะใหญ่กว่าความตั้งใจใหญ่ๆที่ทำแค่ไม่กี่วัน
.
ถ้าปีนี้คุณอยากเริ่มอะไรสักอย่าง อย่าเพิ่งถามแค่ว่า
วันที่ฉันพร้อมที่สุด ฉันจะทำอะไรได้บ้าง
แต่ลองถามอีกคำถามหนึ่งด้วยว่า

วันที่ฉันแย่ที่สุด ฉันยังทำอะไรเล็กๆได้บ้าง เพื่อไม่ให้ตัวเองกลับไปที่ศูนย์
บางทีเป้าหมายที่เล็กจนดูไม่น่าภูมิใจ อาจเป็นสิ่งที่พาคุณไปไกลที่สุดก็ได้
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้าง

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • Key Takeaway Podcast ในตำนาน ถ้าอยากมีทั้งความมั่งคั่งและความสุขในชีวิต

  • ผมปฎิเสธข้อเสนอ $3พันล้านตอนอายุ 23 จาก Mark Zuckerberg

  • วัยกลางคน[MID-LIFE] วัยที่แบกทุกอย่างพร้อมกัน


ความเห็น

ใส่ความเห็น