ทำยังไงให้ยังสนุกกับธุรกิจหลังจากทำมา 22 ปี ตั้งแต่ปี 2003 จนถึงปัจจุบัน ฉบับตัวคนเดียว

ทำยังไงให้ยังสนุกกับธุรกิจหลังจากทำมา 22 ปี ตั้งแต่ปี 2003 จนถึงปัจจุบัน ฉบับตัวคนเดียว

ทำยังไงให้ยังรักธุรกิจของตัวเอง หลังจากทำมันมา 22 ปี
(บทเรียนจาก 5000bc ของ Sean D’Souza)
.
ช่วงนี้เบ้นเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตตัวเองใหม่ จากที่สมัยก่อนชอบถามว่า
“จะเริ่มธุรกิจยังไง จะเริ่มสร้างมันยังไงดี อะไรบ้างทำให้เราทำมันได้?”
.
และถ้าสำหรับคนที่พึ่งหัดเริ่มทำธุรกิจใหม่ๆ ถ้าเรายังติดอยู่ในคำถามพวกนี้ มันเป็นสิ่งที่ดี ที่เราควรพกคำถามพวกนี้ติดตัวเราไว้เสมอ
.
ใครที่กำลังเริ่มทำธุรกิจ One Person business ของตัวเอง 3 ปีแรกขอให้เราหาคำตอบนี้ต่อไป (เพราะเงินที่คุณได้มาก้อนแรกๆมันจะไปแบบไวมาก)
.
แต่พอมาวันนี้หลังจากเบ้นทำธุรกิจ สร้างมันใหม่มาเกิน 10 ครั้งแล้ว คำถามต่อมาที่เรากำลังอินหาคำตอบคือ “จะทำยังไงให้เราสนุกเหมือนตอนเราเริ่มสร้างมัน”
.
ช่วงที่เราเริ่มทำอะไรใหม่ๆ มันสนุกมาก มันใหม่ มันตื่นเต้น
Dopamine ในหัวผมมันพุ่งฉูดฉาดตลอดเวลา Model หาเงินเป็นยังไง หน้าตาสินค้าต้องออกมาแบบไหน Marketing, Sale, Offer แบบไหนดี
.
เบ้นเลยไปสมัครสมาชิก 5000bc ของ Sean เพื่อถามคำถามพวกนี้ ช่วงนี้เบ้นคุยกับ Sean D’Souza ยับๆ 55555
.
ถ้าคุณไม่รู้จักเขา ไม่เป็นไรเลย ผมสรุปให้สั้นๆ
Sean เป็นคนทำธุรกิจความรู้สาย marketing / education ที่อยู่ในวงการนี้มานานมาก เขาเป็นคนเขียนหนังสือ The Brain Audit, Suddenly Talented ที่มีแปลไทย และทำเว็บไซต์ Psychotactics
เขายังมี membership community ชื่อ 5000bc ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2003
.
ใช่ครับ ปี 2003
.
ยุคที่ Facebook ยังไม่เกิด ‘ตต’ ยังไม่มา AI ยังไม่ได้มานั่งช่วยเราเขียน caption แต่ผ่านมา 22 ปีกว่าแล้วที่ community ของเขายังอยู่จนถึงวันนี้
.
และนี่คือจุดที่ผมสนใจมาก เพราะคนส่วนใหญ่ชอบศึกษาเรื่องธุรกิจตอนมันเริ่มต้น หรือธุรกิจตอนมันโตเร็ว แต่เราไม่ค่อยศึกษาเรื่องธุรกิจที่ “อยู่ได้นาน” เท่าไหร่
.
เราเรียนเรื่อง launch ยังไงให้ปัง scale ยังไงให้ไว ทำเงินยังไงให้มากขึ้น แต่เราแทบไม่ค่อยถามว่า แล้วคนที่ทำธุรกิจเดิมมานาน 20 กว่าปี เขายังไม่เบื่อมันได้ยังไงนะ?
.
เพราะความจริงที่เจ็บนิดๆ คือ ธุรกิจที่เราเคยตื่นเต้นมากในวันแรก วันหนึ่งมันอาจกลายเป็นสิ่งที่เรารู้สึกเหนื่อยกับมันได้เหมือนกัน
.
ลูกค้าถามคำถามเดิม ปัญหาเดิมวนกลับมา งานเดิมต้องทำซ้ำ ระบบเดิมต้องดูแล ทีมเดิมต้องแก้ ตลาดก็เปลี่ยน ตัวเราเองก็เปลี่ยน แล้ววันหนึ่งเราก็เริ่มงงว่า “นี่เรายังรักมันอยู่ไหม หรือเราแค่ทำมันต่อเพราะมันยังหาเงินได้?”
.
ผมว่าอันนี้เป็นคำถามที่โคตรจริงสำหรับคนทำธุรกิจระยะยาว เพราะช่วงแรกเราขับเคลื่อนด้วยความใหม่ได้ แต่ระยะยาวเราขับเคลื่อนด้วยความใหม่อย่างเดียวไม่ได้ ‘ของใหม่มีวันหมดฤทธิ์เสมอ’
.
ความตื่นเต้นแบบ dopamine มันเหมือนน้ำอัดลม เปิดกระป๋องแรกๆ ซ่า หลังจากนั้นถ้าวางทิ้งไว้นาน มันจะค่อยๆ จืดโดยที่เราไม่รู้ตัว
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
===========
บทความนี้ไม่ใช่เรื่อง “ทำยังไงให้ธุรกิจโตเร็ว”
แต่มันคือเรื่อง “ทำยังไงให้เราออกแบบธุรกิจที่เราอยากอยู่กับมันนานๆ”
.
เพราะบางทีธุรกิจที่ดี อาจไม่ใช่ธุรกิจที่ทำเงินได้อย่างเดียว แต่มันต้องเป็นธุรกิจที่ยังทำให้เราคิด ทำให้เราเขียน ทำให้เราพัฒนา ทำให้เราเจอผู้คน และทำให้เราเติบโตไปพร้อมกับมันด้วย
==========
Part 1: ความสนุกของธุรกิจไม่ได้หายไป เพราะธุรกิจแย่เสมอไป แต่มันหายไป เพราะเราใช้เชื้อเพลิงผิดแบบ
.
Sean เขียนไว้อย่างจริงใจมากว่า เขาไม่ได้ตื่นเต้นกับ 5000bc ทุกวัน
.
บางช่วง community ก็เงียบมาก เงียบจนเขาเองยังสงสัยว่า มันยังคุ้มที่จะทำต่อไหม บางช่วงเขาก็หมดแรง บางช่วงก็อยากดึงม่านลง ปิดร้าน แล้วไปทำอย่างอื่นเหมือนกัน
.
ผมชอบตรงนี้มาก เพราะมันทำให้ภาพของคนทำธุรกิจระยะยาวดูจริงขึ้นเยอะ
.
ไม่ใช่ภาพ entrepreneur ที่ตื่นเช้ามาแล้วมีไฟทุกวัน ไม่ใช่ภาพ founder ที่พูดเรื่อง mission ด้วยแววตาเปล่งประกายตลอดเวลา แต่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่บางวันก็รักงานตัวเอง บางวันก็เหนื่อยกับมัน บางวันก็สงสัยว่าทั้งหมดนี้ยังควรทำต่อไหม
.
และผมว่าคนทำธุรกิจหลายคนไม่กล้าพูดเรื่องนี้ เพราะมันดูไม่เท่
.
เราชอบพูดเรื่องยอดขาย เราชอบพูดเรื่อง growth เราชอบพูดเรื่อง new project แต่เราไม่ค่อยพูดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง “ตัวเรา” กับ “ธุรกิจของเรา” เท่าไหร่
.
ทั้งที่จริงๆ แล้วธุรกิจที่เราทำทุกวัน มันไม่ได้อยู่ข้างนอกตัวเราเท่านั้น
.
มันเข้ามากินพื้นที่ในสมอง ในเวลา ในอารมณ์ ใน identity ของเราไปเรื่อยๆ จนบางทีธุรกิจไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่เราสร้าง แต่มันกลายเป็นสิ่งที่สร้างเรากลับด้วย
.
ช่วงแรกของธุรกิจ ความสนุกมักมาจาก novelty (ความแปลกใหม่)
ทุกอย่างใหม่หมด ลูกค้าคนแรกก็ตื่นเต้น ยอดขายแรกก็ตื่นเต้น การเขียน offer ครั้งแรกก็ตื่นเต้น แม้แต่การเปิด Google Sheet มาวาง model รายได้ ยังรู้สึกเหมือนเรากำลังจะสร้างอาณาจักร 55555
.
แต่ปัญหาคือ novelty เป็นเชื้อเพลิงที่หมดเร็ว
พอเราทำสิ่งเดิมซ้ำมากขึ้น สมองจะเริ่มชิน จากที่เคยตื่นเต้นกับยอดขายแรก เราจะเริ่มเฉยกับยอดขายเดิม จากที่เคยสนุกกับการตอบลูกค้า เราจะเริ่มรู้สึกว่าทำไมคำถามนี้กลับมาอีกแล้ววะ
.
นี่ไม่ได้แปลว่าเราหมด passion เสมอไป
บางทีมันแปลว่า เรากำลังพยายามใช้เชื้อเพลิงแบบเริ่มต้น กับเกมที่ต้องใช้เชื้อเพลิงแบบระยะยาว
.
เหมือนตอนเริ่มวิ่ง เราใช้ adrenaline ได้ แต่ถ้าจะวิ่ง marathon เราต้องมีระบบหายใจ จังหวะ กำลังขา และเหตุผลบางอย่างที่ใหญ่กว่าแค่ความคึกตอนออกตัว
.
ธุรกิจก็เหมือนกัน
.
ถ้าเราสร้างธุรกิจให้สนุกได้เฉพาะตอนมันใหม่ เราจะต้องเริ่มใหม่ไปเรื่อยๆ เพื่อให้ตัวเองรู้สึกมีชีวิต แต่ถ้าเราสร้างธุรกิจให้มันยังท้าทายทางความคิด เรายังสามารถอยู่กับสิ่งเดิมได้นานขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องหนีไปหาของใหม่ตลอดเวลา
.
นี่คือสิ่งที่ 5000bc ทำได้ดีมากในสายตาผม
มันไม่ได้เป็นแค่ membership ที่เอา content ไปใส่ไว้แล้วเก็บเงินรายเดือน แต่มันกลายเป็นพื้นที่ที่ทำให้ Sean ยังต้องคิด ยังต้องตอบ ยังต้องเขียน ยังต้อง refine ยังต้องกลับไปมองเรื่องเดิมด้วยสายตาใหม่
.
และบางทีนี่แหละคือความลับของการยังรักธุรกิจเดิม
ไม่ใช่ทำให้มันตื่นเต้นตลอดเวลา
แต่ทำให้มันยัง “เรียกความคิดใหม่” จากเราได้เรื่อยๆ
————————-
Part 2: 5000bc อยู่มา 22 ปี เพราะมันไม่ใช่แค่ community แต่มันคือเครื่องจักรผลิตความคิด
.
จุดเริ่มต้นของ 5000bc ไม่ได้อลังการเลย
.
มันไม่ได้เริ่มจากแผนสร้าง community ระดับโลก ไม่ได้เริ่มจาก strategy deck สวยๆ ไม่ได้เริ่มจากคำว่า ecosystem หรือ recurring revenue อะไรเทือกนั้น
มันเริ่มจากการเป็นพื้นที่ตอบคำถามเกี่ยวกับ The Brain Audit
สมาชิกถาม Sean ตอบ (แล้ว Sean ตอบยาวด้วย ถามอะไรไปยาวมาก5555)
.
คำถามหนึ่งนำไปสู่อีกคำถามหนึ่ง คำตอบหนึ่งกลายเป็น draft แล้ว draft ก็ค่อยๆ กลายเป็น framework เป็น report เป็น article เป็น cartoon เป็น course เป็น workshop และสุดท้ายกลายเป็น archive ขนาดใหญ่ที่สะสมมานานหลายสิบปี
.
อันนี้ผมว่าเบ้นชอบมาก
เพราะมันทำให้เห็นว่า community ที่ดี ไม่ใช่แค่ “ที่รวมคน” แต่มันเป็นระบบผลิตความคิด
.
คำถามจากสมาชิกกลายเป็นวัตถุดิบ การตอบคำถามกลายเป็นการคิด การคิดกลายเป็นโครงสร้าง และโครงสร้างสุดท้ายกลายเป็น product
.
นี่เป็น model ที่ผมว่าเหมาะมากกับคนทำ One Person Business
เพราะปัญหาของคนมีของในหัวเยอะคือ เราไม่ได้ไม่มีความรู้ แต่เราไม่รู้ว่าจะหยิบอะไรออกมา ไม่รู้ว่าอะไรสำคัญ ไม่รู้ว่าโลกกำลังต้องการคำตอบไหนจากเรา
.
Sean พูดประโยคหนึ่งที่ผมชอบมาก
เขาบอกประมาณว่า เขาเหมือนมีคำตอบอยู่แล้ว แต่เขาไม่รู้ว่าคำถามคืออะไร
ฟังดูเหมือนคำคม แต่จริงๆ มันคือ bug ของคนเก่งจำนวนมาก
.
เรามีประสบการณ์เยอะ เราอ่านมาเยอะ เราเจ็บมาเยอะ เราลองมาเยอะ แต่ถ้าไม่มีใครถาม เราอาจไม่รู้ว่าของที่อยู่ในตัวเราชิ้นไหนมีค่ากับคนอื่นจริงๆ
คำถามจึงเป็นเหมือนกุญแจ มันไขความรู้ที่ซ่อนอยู่ในตัวเราออกมา
.
นี่คือเหตุผลที่เบ้นเริ่มรู้สึกว่า คนทำธุรกิจความรู้ไม่ควรมีแค่ audience แต่ควรมีพื้นที่ที่คนถามคำถามได้จริงๆ
ไม่ว่าจะเป็น community, live session, workshop, Q&A หรือแม้แต่ comment ใต้โพสต์ เพราะคำถามจริงจากคนจริง คือ raw material ของ intellectual business
.
ถ้าไม่มีคำถาม เราจะผลิต content จากสิ่งที่เราคิดว่าโลกต้องการ
แต่ถ้ามีคำถาม เราจะเริ่มผลิตคำตอบจากสิ่งที่โลกกำลังขอจริงๆ
และมันไม่ได้หยุดแค่การตอบคำถาม
สำหรับ Sean การตอบคำถามคือจุดเริ่มต้นของการเขียน และการเขียนคือจุดเริ่มต้นของการคิดที่ชัดขึ้น
.
เขาบอกว่าก่อนมี 5000bc การเขียนของเขาช้ามาก บทความหนึ่งใช้เวลาสองวัน บางช่วงเขียนไม่ได้เป็นเดือน แต่พอมีพื้นที่ที่ต้องตอบ ต้องอธิบาย ต้องเขียน ต้อง refine อยู่เรื่อยๆ การเขียนก็กลายเป็นระบบคิดของเขา
.
เขามีประโยคหนึ่งที่ผมชอบมาก
“I think, therefore I am, but I write so I can think.”
ผมคิด เพราะฉะนั้นผมจึงมีอยู่ แต่ผมเขียน เพราะฉะนั้นผมจึงคิดได้
.
หลายคนคิดว่าการเขียนคือการเอาความคิดที่เสร็จแล้วออกมาเป็นตัวหนังสือ แต่จริงๆ หลายครั้ง การเขียนคือกระบวนการที่ทำให้ความคิด “เสร็จ”
.
ก่อนเขียน เราอาจมีแค่ก้อนความรู้สึก มี idea ลางๆ มี concept ที่ดูดีในหัว มีประโยคเท่ๆ ที่เรารู้สึกว่ามันใช่
.
แต่พอเขียนจริง เราจะเห็นทันทีว่า อะไรยังไม่ชัด อะไรยังมั่ว อะไรยังขาด อะไรยังเป็นแค่คำสวยๆ แต่ไม่มีทางเดินให้คนเอาไปใช้
.
‘นี่คือเหตุผลที่การเขียนทรมาน’ (ใช่ตอนนี้เบ้นเขียนบทความนี้มา ชั่วโมงกว่าแล้ว 5555555 เวลามันเดินช้ามาก ถ้าคุณเขียนไม่ออก)
.
เพราะมันไม่ใช่แค่การพิมพ์ แต่มันคือการจัดระเบียบความคิดตัวเองต่อหน้ากระดาษเปล่า เวลาเราพูด เราอาจดูฉลาดได้ แต่เวลาเราเขียน ทุกอย่างต้องเรียง เหตุผลต้องต่อกัน ช่องโหว่จะโผล่ และส่วนเกินจะเห็นชัดมาก
.
ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่คนทำธุรกิจความรู้ต้องเข้าใจ
เราไม่ได้มีหน้าที่แค่ทำให้คนรู้สึกว่าเราเก่ง แต่เรามีหน้าที่ทำให้สิ่งที่เรารู้ กลายเป็นสิ่งที่คนอื่นใช้ได้
.
และการเขียนคือสะพานตรงกลาง
ระหว่างความรู้ในหัวเรา กับผลลัพธ์ในชีวิตคนอื่น
——————–
Part 3: ถ้าอยากรักธุรกิจระยะยาว ต้องเลิกสร้างธุรกิจที่มีแต่ “ของใหม่” แล้วเริ่มสร้างธุรกิจที่ทำให้เราเกิด mastery
.
Sean บอกว่าเขาไม่ได้ตื่นเต้นกับ novelty เท่ากับ mastery
.
ผู้ประกอบการจำนวนมากตื่นเต้นกับ scale, disruption, reinvention, trend ใหม่, platform ใหม่, launch ใหม่ แต่ Sean ดูเหมือนจะสนุกกับอีกอย่างมากกว่า
.
เขาสนุกกับการกลับไปดูเรื่องเดิม แล้วถามว่า
ตรงไหนยังรกอยู่ ตรงไหนยังยากเกินไป ตรงไหนยังมีส่วนเกิน ตรงไหนทำให้คนไปถึงผลลัพธ์ช้าเกินจำเป็น
.
มีครั้งหนึ่ง Sean คุยกับ AI เป็นภาษาฝรั่งเศส แล้ว AI สรุปสิ่งที่เขาทำว่า
“Vous éliminez le superflu.”
แปลประมาณว่า คุณกำจัดสิ่งที่เกินจำเป็นออกไป
Sean บอกว่า Bingo
.
นั่นแหละคือสิ่งที่เขาทำมาตลอด
เขาไม่ได้แค่สอน เขาไม่ได้แค่เขียน เขาไม่ได้แค่สร้างคอร์ส แต่เขาเป็นเหมือนคนที่คอยกำจัดส่วนเกินออกจากความคิด
.
ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็น ลดความรก และทำให้สิ่งที่ซับซ้อน กลายเป็นสิ่งที่คนทำได้จริง
.
ผมว่าอันนี้คือ mastery อีกแบบหนึ่ง
ไม่ใช่ mastery แบบยืนบนเวทีแล้วดูยิ่งใหญ่ แต่เป็น mastery แบบคนที่อยู่กับเรื่องเดิมนานพอ จนเริ่มเห็นว่าอะไรคือแก่น และอะไรคือเสียงรบกวน
.
ตัวอย่างที่ชัดมากคือคอร์สของเขา
คอร์สเขาเคยยาวถึง 9 เดือนแต่ตอนหลังเขาบีบเหลือ 8 สัปดาห์
.
ไม่ใช่เพราะเขาตัดคุณภาพออก แต่เพราะเขาตัดแรงเสียดทานออก
นี่เป็นบทเรียนที่สำคัญมากสำหรับคนทำ product
เราไม่ได้การของยาวๆเราต้องการผลลัพธ์
.
Sean ยังมีอีกมุมที่น่าสนใจมาก
เขาเชื่อว่า speed มาก่อน quality
.
ตอนแรกฟังดูแปลก เพราะเรามักคิดว่าต้องดีมากก่อน แล้วค่อยเร็ว แต่สิ่งที่เขาหมายถึงไม่ใช่การทำลวกๆ
.
เขาหมายถึง ถ้าคนสามารถไปถึงผลลัพธ์ได้เร็วขึ้น เขาจะใช้พลังงานน้อยลง
.
เมื่อใช้พลังงานน้อยลง เขาจะกลัวน้อยลง
เมื่อกลัวน้อยลง เขาจะทำบ่อยขึ้น
และเมื่อทำบ่อยขึ้น quality จะค่อยๆ ดีขึ้นเอง
.
อันนี้ผมว่าโคตรจริง
.
หลายคอร์สทำให้คนรู้เยอะขึ้น แต่ทำให้คนกลัวมากขึ้นด้วย เพราะเนื้อหาเยอะเกินไป ขั้นตอนเยอะเกินไป รายละเอียดเยอะเกินไป
คนเรียนจบแล้วไม่ได้รู้สึกว่าอยากทำ แต่รู้สึกว่าแบตหมด
เหมือนเราพาลูกค้าไปถึงปลายทางก็จริง แต่พอถึงแล้วเขาเหลือแบต 3%
สุดท้ายเขาไม่ได้อยากทำต่อ เขาอยากนอน 55555
.
[เหตุผลที่เบ้นยังไม่เปิด One Person Business Bootcamp รุ่นที่ 4 ทุกวันนี้เพราะเบ้นอยู่ตรงนี้อยู่ เราอยากทำเนื้อหาให้มันได้ ผลลัพธ์ที่มากขึ้น เพื่อนๆที่ รอเรียน รอหน่อยนะค้าบปีนี้เราเปิดแน่นอน]
.
แต่ product ที่ดีควรทำให้ลูกค้าไปถึงผลลัพธ์โดยที่ยังเหลือพลัง
เพราะถ้าเขายังเหลือพลัง เขาจะกลับมาทำซ้ำ
และการทำซ้ำนั่นแหละที่สร้าง skill จริง
นี่คือเหตุผลที่ธุรกิจระยะยาวต้องมี philosophy อยู่ข้างใต้
.
ไม่ใช่ philosophy แบบคำคม แต่เป็น philosophy ในฐานะ operating system ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อะไรที่เราจะยอมช้า อะไรที่เราจะไม่แลก แม้มันทำเงินได้
.
Sean บอกว่าเขาไม่เคยนั่งลงแล้วสร้าง philosophy ของตัวเองขึ้นมาแบบเป็นทางการ แต่มันค่อยๆ ก่อตัวจากการสังเกต จากบทสนทนา จากการดูว่าอะไรเวิร์ก อะไรไม่เวิร์ก อะไรทำเงินได้แต่รู้สึกผิด และอะไรไม่สะดวกแต่รู้สึกถูก
.
ผมว่าอันนี้สำคัญมาก
ธุรกิจจำนวนมากมี strategy มี tactic มี funnel มี offer มี product แต่ไม่มี philosophy
พอไม่มี philosophy เราจะวิ่งตามทุกเสียงรบกวน (Noise)
เห็นคนอื่น scale ก็อยาก scale
เห็นคนอื่นยิง ads ก็อยากยิง ads
เห็นคนอื่นทำ cohort ก็อยากทำ cohort
เห็นคนอื่นย้าย platform ก็อยากย้ายตาม
เห็นคนอื่นใช้ AI ก็อยากใช้ AI แบบไม่รู้ว่ามันเข้ากับแก่นของเราหรือเปล่า
.
แต่ธุรกิจที่อยู่ยาวต้องมีแกนบางอย่างที่นิ่งพอ
ไม่ใช่นิ่งจนไม่เปลี่ยน
แต่นิ่งพอที่จะไม่ถูกลากไปทุกทิศทางจาก noise ของโลก
ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา internet เปลี่ยนไปไม่รู้กี่รอบ
.
Forum มาแล้วก็ไป Blog มาแล้วก็เปลี่ยนรูป Social media โตขึ้น Newsletter กลับมาฮิต Course กลายเป็น cohort AI เข้ามาเปลี่ยนทุกอย่าง
.
ทุกยุคมีคนบอกว่า นี่คืออนาคต
นี่คือสิ่งที่ต้องทำ นี่คือ platform ที่ห้ามพลาด
นี่คือ model ใหม่ นี่คือโอกาสครั้งใหญ่
.
มันเหมือนธุรกิจที่ขยับอยู่ใน deep time
ช้า นิ่ง ตกตะกอน ไม่รีบพิสูจน์ตัวเองกับทุกกระแส
Sean บอกว่าสิ่งที่ fashionable มักเคลื่อนที่เร็ว เพราะมันจำเป็นต้องเร็ว
แต่สิ่งที่ useful สามารถเคลื่อนที่ช้าได้ เพราะมันไม่ได้แข่งกับอะไร
.
ผมชอบประโยคนี้มาก
.
เพราะโลกธุรกิจยุคนี้ทำให้เรารู้สึกผิดถ้าเราไม่รีบ ไม่ scale ไม่ launch ไม่ pivot ไม่ rebrand ไม่ย้าย platform ไม่ทำตาม trend
.
แต่บางธุรกิจไม่ได้ต้องการความเร็วแบบนั้น
บางธุรกิจต้องการความสม่ำเสมอ การ refine ความสัมพันธ์ ความเชื่อใจ และเวลา
.
ไม่ใช่ทุกอย่างที่ช้าคือแพ้
บางอย่างช้าเพราะมันกำลังตกผลึก
บางอย่างช้าเพราะมันไม่ได้อยากเป็นกระแส
แต่มันอยากเป็นสิ่งที่ใช้ได้จริง
======================

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
ถ้าอยากยังรักธุรกิจของตัวเองในอีก 22 ปีข้างหน้า อย่าสร้างแค่ธุรกิจที่ทำเงินได้ แต่ต้องสร้างธุรกิจที่ยังทำให้เราคิดได้ด้วย
.
จริงๆตอนนี้เบ้นมีแอบเปิด Community ของตัวเองชื่อ Focus Club กำลังจะ เปิดตัวปลายเดือนๆนี้ อยากเป็นพื้นที่ให้คนมาถามคำถาม มาคุย update เดินไปด้วยกัน ก็เลยพยายาม ศึกษาว่าอะไรทำให้คนได้ประโยชน์ใน Community แบบอยู่กันแบบยาวๆ
.
สุดท้าย ธุรกิจระยะยาวไม่ได้อยู่ได้ด้วยความตื่นเต้นอย่างเดียว
ความตื่นเต้นมาแล้วก็ไป ยอดขายขึ้นแล้วก็ลง community คึกคักแล้วก็เงียบ บางเดือนมั่นใจ บางเดือนสงสัยตัวเอง
.
แต่ถ้าธุรกิจนั้นยังให้คำถามกับเรา ยังบังคับให้เราคิด ยังทำให้เราเขียน ยังทำให้เรา refine ยังเชื่อมเรากับผู้คน และยังทำให้เรารู้สึกว่าเรากำลังกำจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปเรื่อยๆ
.
ธุรกิจนั้นจะไม่ใช่แค่เครื่องจักรทำเงิน แต่มันจะกลายเป็นพื้นที่ที่เราค่อยๆ กลายเป็นตัวเองมากขึ้น
.
บางทีการรักธุรกิจหลังจากทำมา 22 ปี ไม่ได้แปลว่าเราต้องตื่นเต้นกับมันทุกวัน
.
แต่แปลว่า แม้ในวันที่เราไม่ตื่นเต้น มันยังมีบางอย่างในธุรกิจนั้นที่ค่อยๆ เรียกเรากลับไปที่โต๊ะเดิม คำถามเดิม ผู้คนเดิม งานเดิม
แต่ตัวเราไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป
.
และนั่นแหละ
อาจเป็นเหตุผลที่บางธุรกิจไม่ได้แค่โตขึ้น
แต่มันค่อยๆ ทำให้เจ้าของเติบโตไปพร้อมกับมันด้วย
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • นี้คือรูปที่ถูกถ่ายเมื่อตอนปี 1946 ตำแหน่งงานของพวกเขาคือ “คอมพิวเตอร์”

  • รวมความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวจับ เทรนเนอร์ นักกายภาพ แพทย์ มาคุยกัน

  • วิธีสร้างเซลล์สมองให้ดีเหมือนเด็ก เข้าใจหลักกลไก Neuro Genesis


ความเห็น

ใส่ความเห็น