วิธีที่ทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นเหมือนสูตรโกง จงรายล้อมไปด้วยคนที่เอาจริงกับชีวิตพวกเขา

วิธีที่ทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นเหมือนสูตรโกง จงรายล้อมไปด้วยคนที่เอาจริงกับชีวิตพวกเขา

ถ้าอยากโตเร็วขึ้น อย่าเพิ่งถามว่าเราต้องขยันขึ้นแค่ไหน
(เหตุผลที่บางคนทำงานหนักมาก แต่ชีวิตยังวนอยู่ที่เดิม)
.
คำถามคลาสสิคที่เบ้นชอบโดนถามคือ ‘ทำยังไงให้มีชีวิตที่ดีขึ้น?’
(เบ้นรีบตอบกลับทันทีเลย
ตูไม่ใช่ Life Coach 555555 ตัวเองก็ยังเอาไม่รอดเหมือนกัน5555)
.
แต่เท่าที่สังเกตุมา เบ้นรู้จักคนมา หลายคนมากที่เป็นคนเก่ง แบบที่คิดว่าถ้าเรามีทักษะที่เขามีอยู่เราน่าจะ ไปได้ไกลกว่านี้
แต่สิ่งนึงที่น่าแปลก คนเก่งๆเหล่านี้
เขาไม่ได้ชีวิตไม่ดีเพราะไม่เก่ง
ไม่ได้เป็นคนไม่มีวินัย ไม่ได้แพ้คนอื่นเพราะไม่มี Passion น้อยกว่าใครเขา
.
[แต่แพ้เพราะอยู่ผิดห้อง ทำงานกับคนที่ไม่ได้จริงจัง
และใช้ชีวิตไปกับปัญหาที่เล็กเกินไปสำหรับตัวเอง]
.
Naval Ravinkant บอกว่า ‘Work with hardcore people on hardcore things’
.
Naval ไม่ได้บอกว่าให้เราไปทำงานหนักแบบบ้าคลั่ง
ไม่ได้บอกให้เราไปอยู่กับคน toxic
ไม่ได้บอกให้เรากลายเป็นคนแข็งกระด้าง
.
แต่เขากำลังบอกว่า
มาตรฐานชีวิตของเรา มักไม่ได้เกิดจากตัวเราคนเดียว
มันถูกยืมมาจากคนรอบตัว และถูกหล่อหลอมจากปัญหาที่เราเลือกเข้าไปสู้
.
ถ้าเราอยู่กับคนที่ไม่แคร์ เราจะค่อยๆ ไม่แคร์ตาม
.
ถ้าเราอยู่กับงานที่ไม่มีความหมาย เราจะค่อยๆ สูญเสียพลังในการใช้ชีวิต
ถ้าเราอยู่กับปัญหาที่ง่ายเกินไป สมองเราจะเริ่มชินกับการไม่ต้องเติบโต
.
และนี่คือ 21 ความจริงเกี่ยวกับการทำให้ชีวิตดีขึ้นแบบ Hardcore
จงอยู่กับคน Hardcore เยอะๆเข้าไว้
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
======================
[1] Your environment is stronger than your motivation.

หลายคนคิดว่าชีวิตเปลี่ยนได้ด้วยแรงฮึด
แต่ความจริงคือ แรงฮึดมักแพ้สิ่งแวดล้อมเสมอ
.
ถ้าเราอยู่ในห้องที่ทุกคนเอาจริง
เราจะค่อยๆ เอาจริงตามโดยไม่ต้องบังคับตัวเองมาก
.
(ถ้าเราอยู่ในเพจเบ้นนานๆ เราก็จะไม่ค่อยกลัวเวลาเห็นบทความยาวๆ คนที่เห็น เพจเราส่วนใหญ่ก็ จะมี Focus skill ที่เยอะกว่าคนในสังคมเยอะมากๆ)
.
แต่ถ้าเราอยู่ในห้องที่ทุกคนปล่อยผ่าน สมาธิสั้น
สุดท้ายมาตรฐานเราก็จะลดลงไปเรื่อยๆ ปล่อยให้เรื่องมันง่ายขึ้นเรื่อยๆ
แรงจูงใจเป็นของชั่วคราว แต่สิ่งแวดล้อมคือแรงโน้มถ่วงระยะยาว

[2] Standards are borrowed before they are built.

มาตรฐานของเราไม่ได้เกิดจากการนั่งคิดคนเดียวในห้อง
แต่มันเกิดจากการเห็นว่าคนเก่งจริงเขาทำงานกันยังไง
.
เขาคิดละเอียดแค่ไหน
เขาแก้งานกี่รอบ
เขาไม่ยอมปล่อยงานแย่ๆ ออกไปง่ายๆ แบบไหน
.
บางครั้งเราไม่ได้ต้องการคำสอนใหม่
เราแค่ต้องไปอยู่ใกล้คนที่มีมาตรฐานสูงกว่าเรา
แล้วให้มาตรฐานเขาตบหน้าเราทุกวัน จนเราละลายใจ
.
[3] Hardcore people are not noisy people.

คน Hardcore ไม่ได้แปลว่าคนเสียงดัง
ไม่ได้แปลว่าคนโพสต์ว่าตัวเองยุ่งตลอดเวลา
ไม่ได้แปลว่าคนทำตัวเหมือนชีวิตคือสนามรบ 24 ชั่วโมง
.
คน Hardcore จริงๆ มักเงียบๆ แต่เงียบแบบน่ากลัว
.
เพราะเขาไม่ได้หมกมุ่นกับภาพลักษณ์
เขาหมกมุ่นกับความจริง
ผลลัพธ์ ความแม่นยำ และงานที่ต้องออกมาดีจริง
.
[4] Hardcore people make excuses feel embarrassing.

เวลาเราอยู่กับคนที่จริงจังมากพอ ข้ออ้างของเราจะฟังดูน่าอายขึ้นมาทันที
.
คำว่าไม่มีเวลา คำว่าเหนื่อย คำว่าเดี๋ยวค่อยทำ คำว่าแค่นี้ก็ดีแล้ว
.
มันจะเริ่มฟังดูเบา
เพราะคนรอบตัวเราไม่ได้พูดภาษาเดียวกับข้ออ้าง
เขาพูดภาษาของความรับผิดชอบ

[5] Good enough dies in the right room
ห้องที่ดีจะฆ่าคำว่า “แค่นี้ก็พอ”
.
ไม่ใช่เพราะทุกคนบังคับเรา
แต่เพราะเรารู้สึกเองว่า งานแบบนี้ยังไม่ควรออกไป
.
คนเก่งบางคนไม่ได้ทำให้เรารู้สึกด้อย
แต่ทำให้เรารู้สึกว่า เรายังเล่นได้ดีกว่านี้อีก
.
และบางครั้งสิ่งที่เราขาด
ไม่ใช่กำลังใจ แต่คือห้องที่ทำให้เราอายที่จะปล่อยงานกลางๆ ออกไป

[6] Easy problems create fragile confidence.

ปัญหาง่ายทำให้เรารู้สึกเก่งเร็ว
แต่ความเก่งแบบนั้นเปราะมาก
.
เพราะมันยังไม่เคยถูกทดสอบด้วยความจริง
ยังไม่เคยเจอ Feedback ช้า
ยังไม่เคยเจอความล้มเหลวซ้ำๆ
ยังไม่เคยเจอปัญหาที่สูตรใช้ไม่ได้
.
ความมั่นใจที่เกิดจากงานง่ายๆ มักพังทันทีเมื่อเราเจอปัญหาที่ยากจริงๆ

[7] Hard problems build real confidence.

ปัญหายากๆไม่ให้ความมั่นใจเราทันที
แต่มันค่อยๆ สร้างความมั่นใจที่หนักแน่นกว่า
.
เพราะเรารู้ว่าเราเคยผ่านความไม่ชัดเจนมาแล้ว
เคยทำผิดแล้วแก้ เคยล้มแล้วกลับมา
เคยอยู่กับปัญหานานพอจนเริ่มเห็น Pattern
.
ความมั่นใจแบบนี้ไม่ได้เกิดจากคำชม
แต่มาจากหลักฐานที่เราสะสมจากการปะทะกับของยากๆ

[8] Hardcore things do not reward hacks.
เรื่องที่ยากจริง ไม่ยอมแพ้ให้เทคนิคง่ายๆ
.
Startup ที่จะสร้างของใหม่
งานวิจัยที่ยังไม่มีคำตอบ
ธุรกิจที่ต้องสร้าง Trust
ทักษะที่ต้องใช้เวลาเป็นสิบปี
งานเขียนที่ต้องสะสม Taste
.
ของพวกนี้ Hack ไม่ได้ ซื้อ Shortcut ไม่ได้
ดูคลิป 10 นาทีแล้วเป็นไม่ได้
.
มันบังคับให้เราต้องอยู่กับมันนานพอ
จนตัวเราเริ่มเปลี่ยนไปก่อน ผลลัพธ์ถึงจะเริ่มเปลี่ยน
.
[9] Hard things expose the ego.
.
เหตุผลที่คนส่วนใหญ่เลี่ยงงานยาก ไม่ใช่เพราะงานยากอย่างเดียว
แต่เพราะงานยากทำให้อีโก้เราถูกเปิดโปง
.
เราจะดูไม่เก่ง เราจะตอบไม่ได้ เราจะโดนคนทักท้วงให้แก้
เราจะต้องยอมรับว่าเรายังไม่เข้าใจ
.
และสำหรับหลายคน การดูไม่เก่ง เจ็บกว่าการไม่เติบโต
.
นี่แหละคือกับดัก
เราเลยเลือกงานง่าย เพื่อรักษาภาพลักษณ์ แต่แลกมาด้วยการหยุดโต
.
[10] If you never feel stupid, your room may be too small.

ถ้าเราไม่เคยรู้สึกว่า คนพวกนี้คิดเก่งจังวะ
ไม่เคยรู้สึกว่า งานนี้ยากกว่าที่คิด
ไม่เคยรู้สึกว่า เรายังมีอะไรต้องเรียนอีกเยอะ
.
อาจไม่ใช่เพราะเราเก่งมาก
แต่อาจเพราะห้องที่เราอยู่เล็กเกินไป
.
ห้องที่ดีควรทำให้เราถ่อมตัว แต่ไม่ทำให้เราหมดไฟ
มันควรทำให้เรารู้ว่าเรายังไม่สุด แต่ก็ยังอยากเดินต่อ
.
[11] Hardcore people on easy problems become cynical.
.
คนจริงจัง ถ้าไปอยู่กับงานที่เล็กเกินไปนานๆ
เขาจะเริ่มเบื่อ เริ่มประชด เริ่มมองโลกแบบเหนื่อยๆ
.
เพราะพลังของเขาไม่มีสนามให้ลง
มาตรฐานของเขาไม่มีปัญหาให้สู้
ความสามารถของเขาไม่ได้ถูกใช้เต็มที่
.
บางคนไม่ได้ Burnout เพราะงานหนัก
แต่ Burnout เพราะงานไม่คู่ควรกับพลังชีวิตของตัวเอง
.
[12] Average people on hardcore problems get crushed.
.
ในทางกลับกัน
ถ้าปัญหายากมาก แต่คนในทีมไม่ได้จริงจังพอ งานนั้นจะกลายเป็นนรก
.
เพราะปัญหายากต้องการความอดทน ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ
และความสามารถในการรับ Feedback
.
ถ้าคนยังเล่นเกมของอีโก้ โยนความผิด ทำงานครึ่งๆ กลางๆ
หรือแค่อยากได้ภาพว่ากำลังทำเรื่องใหญ่ สุดท้ายงานจะบดทุกคนจนพัง
.
[13] Magic happens when serious people meet serious problems.

แต่ถ้าคนจริงจัง มาเจอกับปัญหาที่จริงพอ พลังบางอย่างจะเกิดขึ้น
.
งานจะเริ่มดึงคนไปข้างหน้า ทีมไม่ต้องคอยปลุกใจกันทุกวัน
มาตรฐานไม่ต้องถูกบังคับตลอดเวลา ทุกคนรู้ว่าเรากำลังทำอะไร และทำไปทำไม
.
นี่คือจุดที่ การลงแรง เริ่ม ออกดอกออกผล
ไม่ใช่แค่เหนื่อยแล้วหายไป
แต่เหนื่อยแล้วกลายเป็นทักษะ
เหนื่อยแล้วกลายเป็น Judgment
เหนื่อยแล้วกลายเป็น Taste
.
[14] The mission becomes the motivation.

ในงานที่จริงจังมากพอ เราไม่ต้องหา Motivation ทุกเช้า
.
เพราะตัวงานมันดึงเราเอง
คนรอบตัวดึงเราเอง มาตรฐานของ Mission ดึงเราเอง
.
เราไม่ได้ทำเพราะอยากดูขยัน แต่ทำเพราะรู้สึกว่าเรื่องนี้สำคัญจริง
และพอเรื่องที่ทำสำคัญจริง เราจะเริ่มมีพลังที่ Productivity Hack ให้เราไม่ได้
.
[15] Long-term games need long-term people.
.
Naval ชอบพูดเรื่อง Long-term games with long-term people
.
เพราะเกมที่ใหญ่จริงๆ เล่นคนเดียวไม่ไหว
และเล่นกับคนที่ใจสั้นไม่ได้ (แม้กระทังการเป็น One Person Business เราก็ต้องการ กลุ่มผู้คน ที่มีความเชื่อเมื่อก่อน แชร์บทเรียน เติบโตไปด้วยกัน)
.
คนที่คิดสั้นจะทำลาย Trust
คนที่เอาแต่ผลลัพธ์เร็วจะทำลายมาตรฐาน
คนที่ไม่อดทนจะหนีไปก่อนที่ Compound จะเริ่มทำงาน
.
เกมระยะยาวต้องการคนที่อยู่ได้นานพอ
เชื่อใจกันมากพอ และจริงกับงานมากพอ
.
[16] Trust is leverage.
เวลาทำงานกับคนที่จริงจัง
เราไม่ต้องเสียพลังไปกับการเฝ้า
ไม่ต้องคอยเช็กทุกเม็ด
ไม่ต้องคอยปลุกให้เขาแคร์
.
เพราะเขา Commit กับงานภายในตัวเองไปแล้ว
.
นี่คือ Leverage ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยพูดถึง
คนที่ไว้ใจได้ ทำให้ทั้งระบบเร็วขึ้น
เพราะพลังงานไม่รั่วไปกับการควบคุมคน

[17] Sloppy people make everything expensive.

คนไม่ละเอียดไม่ได้ทำให้งานแค่ช้าลง
แต่ทำให้ทุกอย่างแพงขึ้น
.
แพงด้วยเวลา
แพงด้วยพลังใจ
แพงด้วยความเครียด
แพงด้วย Trust ที่ค่อยๆ หายไป
.
งานที่ควรเดินหน้า ต้องกลับมาแก้เรื่องเดิมซ้ำๆ
เพราะมีคนไม่รับผิดชอบในมาตรฐานของตัวเอง
.
บางครั้งต้นทุนที่แพงที่สุดของทีม
ไม่ใช่เงินเดือน แต่คือคนที่ไม่แคร์
.
[18] Hardcore is not intensity. It is integrity.

คำว่า Hardcore อาจทำให้หลายคนนึกถึงความเข้ม
แต่จริงๆ แล้วแก่นของมันคือ Integrity
.
คือการทำสิ่งที่ควรทำ แม้ไม่มีใครเห็น
คือการแก้งานให้ดีขึ้น แม้ลูกค้าอาจไม่รู้
คือการไม่ปล่อยของมั่ว แม้เราจะเหนื่อย
คือการซื่อสัตย์กับความจริง แม้มันจะทำให้เราดูไม่เก่งชั่วคราว

[19] Hard problems strip away illusion.

ปัญหายากมีข้อดีอย่างหนึ่ง คือมันไม่สนใจภาพลักษณ์ของเรา
.
มันไม่สนว่าเรามีผู้ติดตามกี่คน
อ่านหนังสือมากี่เล่ม พูดเก่งแค่ไหน เคยสำเร็จอะไรมาก่อน
.
ถ้าเราคิดผิด ผลลัพธ์จะบอก
ถ้าเราทำไม่พอ ความจริงจะสะท้อน
ถ้าเรายังไม่เก่งพอ งานจะเปิดโปง
Hardcore things คือกระจกที่สุภาพน้อยมาก แต่มันซื่อสัตย์มาก
.
[20] If your work feels stagnant, audit your people and problems.

ถ้างานเรารู้สึกตัน อย่าเพิ่งถามแค่ว่าเราขยันพอไหม
.
ลองถามว่า
เรากำลังอยู่กับคนที่ทำให้เราโตขึ้นหรือเล็กลง
เรากำลังทำปัญหาที่บังคับให้เราพัฒนาไหม
หรือเรากำลังทำเรื่องเดิมๆ ในห้องเดิมๆ กับมาตรฐานเดิมๆ
.
บางครั้งชีวิตไม่ได้ตันเพราะเราขาดศักยภาพ แต่เพราะเราอยู่ในสนามที่เล็กเกินไป
.
[21] Life is too short for people who do not care.

ชีวิตสั้นเกินกว่าจะใช้เวลาส่วนใหญ่
กับคนที่ไม่แคร์ กับงานที่ไม่สำคัญ กับปัญหาที่ไม่ทำให้เราโต
.
เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่เราเลือกทำทุกวัน
และคนที่เราเลือกอยู่ด้วยทุกวัน จะค่อยๆ ปั้นเราเป็นคนแบบนั้น
.
อยู่กับคนลวกๆ เราจะลวกขึ้น
อยู่กับคนจริง เราจะจริงขึ้น
อยู่กับงานเล็กเกินไป เราจะค่อยๆ เล็กลง
อยู่กับปัญหาที่ใหญ่พอ เราจะถูกบังคับให้ใหญ่ขึ้น

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
.
ประโยคของ Naval ไม่ได้กำลังบอกให้เราไปทำงานหนักแบบไม่มีชีวิต
ไม่ได้กำลังบอกให้เราไปอยู่กับคนโหดๆ ที่ทำให้เราหมดความเป็นมนุษย์
.
แต่มันกำลังบอกความจริงที่หลายคนไม่อยากยอมรับ
.
คุณภาพชีวิตของเรา
ขึ้นอยู่กับคุณภาพของคนที่เราอยู่ใกล้
และคุณภาพของปัญหาที่เราเลือกใช้ชีวิตไปแก้
.
หลายคนอยากโต
แต่ยังอยู่ในห้องที่ไม่มีใครจริงจัง
.
หลายคนอยากเก่ง
แต่ยังทำแต่งานที่ไม่บังคับให้ตัวเองต้องเก่งขึ้น
.
หลายคนอยากมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่
แต่ใช้พลังทั้งหมดไปกับปัญหาที่ไม่ได้สำคัญจริง
.
เบ้นว่ามันเหมือน One Person Business มากๆ
เพราะสุดท้าย OPB ไม่ได้โตจากแค่เครื่องมือ
ไม่ได้โตจากแค่ AI
ไม่ได้โตจากแค่ Funnel
ไม่ได้โตจากแค่ Attention, Content
.
แต่มันโตจากตัวเราที่ค่อยๆ กลายเป็นคนที่มีมาตรฐานสูงขึ้น
เลือกคนรอบตัวดีขึ้น เลือกคอนเท้น เลือกคนที่เราจะเชื่อ
เลือกปัญหาที่จะสูู้ให้ชีวิตเราดีขึ้น
และเลิกเอาชีวิตไปฝากไว้กับเรื่องที่ไม่ได้ทำให้เราเปลี่ยน
.
ถ้าเราอยู่กับคนที่ไม่แคร์นานพอ
เราจะเริ่มแคร์น้อยลง
.
ถ้าเราอยู่กับงานที่ง่ายเกินไปนานพอ
เราจะเริ่มกลัวงานยาก
.
ถ้าเราอยู่กับปัญหาที่เล็กเกินไปนานพอ
เราจะเริ่มเข้าใจผิดว่าตัวเองมีศักยภาพแค่นั้น
.
แต่ถ้าเราได้อยู่กับคนที่จริง
บนงานที่จริง
บางอย่างในตัวเราจะเริ่มเปลี่ยน
.
ข้ออ้างจะเริ่มตาย
มาตรฐานจะเริ่มสูงขึ้น
ความคิดจะเริ่มชัดขึ้น
และความมั่นใจจะไม่ได้มาจากคำชม
แต่มาจากการที่เรารู้ว่าเราเคยปะทะของจริงมาแล้ว
.
นี่คือเหตุผลที่บางห้องเปลี่ยนชีวิตเราได้
ไม่ใช่เพราะเขาสอนเทคนิคใหม่
แต่เพราะเขาทำให้เราไม่สามารถกลับไปเป็นคนเวอร์ชันเดิมได้อีก
.
ถ้างานของคุณเริ่มนิ่ง
ลองมองไปรอบตัว
.
คนรอบตัวคุณกำลังยกมาตรฐานคุณ
หรือกำลังทำให้มาตรฐานคุณลดลงแบบเงียบๆ
.
ถ้าชีวิตคุณไม่ค่อยโต
ลองมองไปที่งานที่คุณทำ
.
มันกำลังบังคับให้คุณคิดดีขึ้น
อดทนขึ้น
ซื่อสัตย์ขึ้น
และกล้าขึ้นไหม
.
หรือมันแค่ทำให้คุณยุ่ง
แต่ไม่ได้ทำให้คุณเปลี่ยน
.
เพราะสุดท้ายแล้ว
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะทำงานกับคนที่ไม่แคร์
บนปัญหาที่ไม่สำคัญ
.
อย่าเลือกแค่ที่สบาย เลือกห้องที่ทำให้เราโต
อย่าเลือกแค่งานที่ทำได้ เลือกงานที่บังคับให้เราเป็นคนใหม่
.
Work with hardcore people. On hardcore things.
เพราะทุกอย่างที่เหลืออาจเป็นแค่เสียงรบกวน
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้มันจะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ถ้าต้องเริ่มยิง Google Adsตั้งแต่ 0 จะเริ่มยังไง?

  • AI จะแก้ปัญหาโรคชราได้ไหม?

  • 13 ข้อ Checklist ที่คนจิตใจเข้มแข็งจะไม่ทำมัน


ความเห็น

ใส่ความเห็น