ทำไมคนที่อยากสร้าง Wealth ระยะยาวอาจต้องเลิกฝึกสมองให้ติด Social Media มากเกิน

ทำไมคนที่อยากสร้าง Wealth ระยะยาวอาจต้องเลิกฝึกสมองให้ติด Social Media มากเกิน

ทำไมคนที่อยากสร้าง Wealth ระยะยาว
อาจต้องเลิกฝึกสมองให้ติด Social Media มากเกินไป
.
เมื่อเช้านี้ผมไปเจอสัมภาษณ์ของ Chamath Palihapitiya (Founder ของ Social Capital) บอกว่า ‘Why Billionaires DON’T Use Social Media’
.
ตอนแรกก็นึกว่าเป็นคลิปแนว Billionaire Secret ทั่วไป
แบบตื่นตีห้า กินน้ำแร่หิมาลัย แล้วหาหุ้นดีๆเจอก่อนคนอื่นอะไรแบบนั้น 55555
.
แต่พอดูจริงๆ แล้วรู้สึกว่า เออ อันนี้น่าสนใจ
.
เพราะ Chamath ไม่ได้พูดว่า
คนรวยไม่ใช้ Social Media เพราะมันเสียเวลาเฉยๆ
.
แต่เขากำลังพูดว่า
.
[ Social Media อาจกำลังฝึกสมองเรา
ให้กลายเป็นคนที่สร้างของระยะยาวไม่เป็น ]
.
อันนี้น่าสนใจเลย
เพราะปัญหาอาจไม่ใช่แค่เราเสียเวลาไปกับการไถ Feed
.
แต่ปัญหาคือ
สมองชุดเดียวกับที่เราใช้ไถ Feed ทุกวัน
คือสมองชุดเดียวกับที่เราต้องใช้สร้างธุรกิจ สร้างงาน สร้างความมั่งคั่ง และสร้างชีวิต
.
เราไม่ได้มีสมองสองชุด
.
ชุดหนึ่งไว้ดูคลิปแมว5555
อีกชุดไว้คิดกลยุทธ์ชีวิต 10 ปี
.
มันคือสมองเดียวกันหมด
.
และถ้าเราฝึกสมองชุดนี้ทุกวัน
ให้ติด feedback เร็ว
ติดยอดไลก์
ติด notification
ติดความรู้สึกว่าโลกต้องตอบสนองเราทันที
.
วันหนึ่งเราอาจเอาสมองแบบนั้น
ไปใช้กับเกมที่ต้องใช้เวลา 5 ปี 10 ปี แล้วพังแบบไม่รู้ตัว
.
อย่าพึ่งบทความนี้ยังไม่จบ ถ้าเราจะกดออก มาอดทนอ่านต่อสร้างนิสัยสร้างของระยาวให้สมองเรากัน
มาเราลองค่อยๆ แกะเรื่องนี้กันครับ #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
– —
Part 1 : คำถามเรื่องเงิน แต่ Chamath ตอบเรื่องสมอง
.
ในคลิปนี้มีนักศึกษาคนหนึ่งถาม Chamath ว่า
ถ้าอยากสะสมทุน หรือ amass capital (สร้างเงินก้อน)
ควรทำยังไงในแบบ risk-adjusted basis (เสี่ยงแล้วคุ้ม)
.
ฟังดูเป็นคำถามสาย finance มาก
ประมาณว่า อยากรวยขึ้น แต่ขอแบบฉลาดๆ เสี่ยงน้อยๆ หน่อย
.
Chamath ได้ยินแล้วเหมือนจะไม่ค่อยซื้อคำถามนี้เท่าไร
.
เพราะสำหรับเขา การสร้าง wealth จริงๆ
ไม่ได้เริ่มจากการหาผลตอบแทนที่สวยที่สุด
.
แต่มันเริ่มจากการเลือกปัญหาที่ยากพอ
มีประโยชน์พอ และอยู่กับมันได้นานพอ
.
เขาบอกว่า ถ้าอยากสร้าง capital จริงๆ
ให้หาทางแก้ปัญหาที่ smart,useful ,practical และ hard
.
พูดง่ายๆ คือ
อย่าวิ่งหาทางลัดก่อน ให้หาปัญหาที่คุ้มค่าพอจะอยู่กับมันนานๆ ก่อน
.
ตรงนี้ผมว่าโคตรสวนทางกับโลกยุคนี้
เพราะโลกตอนนี้สอนเราว่า
เร็วกว่า = เก่งกว่า
โตไวกว่า = ฉลาดกว่า
viral กว่า = มีคุณค่ากว่า
หาเงินเร็วกว่า = เข้าใจเกมกว่า
.
แต่ Chamath กำลังบอกอีกแบบ
ของที่สร้าง wealth จริง มักไม่ได้ให้รางวัลกับคนที่ตื่นเต้นที่สุด
แต่มันให้รางวัลกับคนที่อยู่กับ ปัญหายากๆได้นานที่สุด
– —
Part 2 : สิ่งที่โตเร็วเกินไป มักพังเร็วพอๆ กัน
.
มีประโยคหนึ่งที่ Chamath พูดแล้วผมชอบมาก
เขาบอกประมาณว่า
‘บริษัทที่สร้างขึ้นมาเร็วแค่ไหนมันก็มีโอกาสถูกทำลายเร็วพอๆ กัน’
.
ถ้าธุรกิจหนึ่งใช้เวลา 8-10 ปีในการสร้าง
มันอาจใช้เวลา 8-10 ปีในการค่อยๆ ถูกทำลาย
.
แต่ถ้าอะไรบางอย่างถูกสร้างขึ้นเร็วมาก
มันก็อาจมี half-life ของการพังที่เร็วมากเหมือนกัน
อันนี้แสบดี
.
เพราะคนยุคนี้ชอบถามว่า ทำยังไงให้โตเร็ว
ทำยังไงให้ปังเร็ว ทำยังไงให้ได้เงินเร็ว ทำยังไงให้คนรู้จักเร็ว
.
แต่เราไม่ค่อยถามว่า
ถ้ามันโตเร็วขนาดนั้น มันมีรากพอจะอยู่ได้นานไหม
ถ้ามันปังเร็วขนาดนั้น มันมีระบบรองรับไหม
ถ้ามันได้เงินเร็วขนาดนั้น มันมี judgment พอจะรักษาเงินนั้นไหม
บางทีของที่เร็วเกินไป ไม่ได้แปลว่ามันดี
บางทีมันแค่ยังไม่เจอแรงกระแทกหรือวิกฤตมากพอ
.
เหมือนธุรกิจบางอย่าง พออยู่ในช่วงกระแส ทุกอย่างดูฉลาดหมด
โมเดลดูดี ตัวเลขดูดี
คนพูดถึงเยอะ เจ้าของดูเหมือนอัจฉริยะ
.
แต่พอกระแสหาย ถึงรู้ว่าจริงๆ แล้วมันไม่ได้มี foundation แข็งแรงขนาดนั้น
นี่แหละคือความต่างระหว่าง
ธุรกิจที่โตจาก hype กับธุรกิจที่โตจาก compounding
– —
Part 3 : Bezos และพลังของ Slow Compounding
.
Chamath ยก Jeff Bezos ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง
เขาบอกว่า ในมุมของเขา
Bezos คือคนที่เข้าใจเรื่อง slow compounding มากๆ
.
Amazon ไม่ได้ชนะเพราะวันแรกมันดูเท่ที่สุด หรือล้ำที่สุด
แต่มันชนะเพราะ Bezos อยู่กับปัญหาเดิมซ้ำๆ เป็นสิบปี
.
ทำยังไงให้ลูกค้าได้ของเร็วขึ้น
ทำยังไงให้ราคาดีขึ้น
ทำยังไงให้ระบบแข็งแรงขึ้น
ทำยังไงให้คนไว้ใจมากขึ้น
ทำยังไงให้ infrastructure รองรับการเติบโตได้มากขึ้น
.
มันไม่ใช่เกมของคนใจร้อน
มันคือเกมของคนที่ยอมทำเรื่องเดิม
ปรับเรื่องเดิม แก้เรื่องเดิม ซ้ำแล้วซ้ำอีก
.
จนวันหนึ่งสิ่งเล็กๆ เหล่านั้นเริ่ม compound
เพราะคนส่วนใหญ่ชอบภาพของความสำเร็จตอนมันใหญ่แล้ว
.
แต่ไม่ชอบช่วงที่มันยังน่าเบื่อ
ยังช้า ยังไม่ชัด ยังไม่มีใครปรบมือให้
ยังตอบเพื่อนไม่ได้ว่า สรุปเรากำลังทำอะไรอยู่
.
Chamath บอกว่า
‘คุณต้องมีความกล้าพอ ที่จะกลับไปเจอเพื่อนในงาน reunion ตอนปีที่ 2 หรือปีที่ 5 แล้วมีคนถามว่าเป็นยังไงบ้าง’
.
และคุณตอบได้ว่า
‘ยังไม่รู้เหมือนกัน ยังหาคำตอบไม่ได้ แต่ยังคงทำอยู่’
โอ้โห อันนี้จุก
.
เพราะชีวิตจริงของ builder มันเป็นแบบนี้แหละ
ไม่ใช่ทุกปีจะมี story เท่ๆ ให้เล่า
ไม่ใช่ทุก quarter จะมี achievement ใหม่
ไม่ใช่ทุกช่วงชีวิตจะมี traction สวยๆ
.
บางช่วงคือแค่ยังไม่ตาย ยังไม่ยอมแพ้ ยังนั่งแก้ปัญหาเดิมอยู่
และนั่นคือ Character ของ Buillder ตัวจริง
– —
Part 4 : Fast Money อาจทำลาย Long-term Thinking
.
อีกจุดที่ Chamath พูดไว้น่าสนใจคือเรื่อง IRR (Internal Rate of Return)
เขาบอกว่าในโลกการลงทุน คนชอบอวดตัวเลขผลตอบแทนสวยๆ
บางคนบอกได้ IRR 92%
.
ฟังดูโคตรเก่ง โคตรฉลาด โคตรอยากเอาไปใส่สไลด์ 55555
แต่ Chamath บอกประมาณว่า ‘คุณกิน IRR ไม่ได้’
เพราะบางที fast money return
.
มันอาจทำลาย วิธีคิดระยะยาว และวิธีตัดสินใจที่ดีไป
.
อันนี้ผมว่าจริงมากในโลกธุรกิจและคอนเทนต์ด้วย
พอเราเคยได้ผลลัพธ์เร็ว เราจะเริ่มติดความเร็ว
พอเราเคยได้ยอดไวรัล เราจะเริ่มทนโพสต์ธรรมดาไม่ได้
พอเราเคยได้เงินง่าย เราจะเริ่มดูถูกเงินที่ต้องค่อยๆ สร้าง
.
พอเราเคยชินกับ dopamine ของชัยชนะเร็ว
เราจะเริ่มไม่อดทนกับเกมที่ต้องใช้เวลา
.
ปัญหาคือ wealth จริงจำนวนมาก ไม่ได้ถูกสร้างจากจังหวะที่เราตื่นเต้นที่สุด
แต่มันถูกสร้างจากจังหวะที่เรายังทำต่อ แม้มันไม่น่าตื่นเต้นแล้ว
.
ส่วนใหญ่ เพราะใครๆ ก็อยากเริ่มตอนมันสนุก แต่มีไม่กี่คนที่อยู่ต่อได้ตอนที่มันงั้นๆเงียบๆอยู่ไปวันๆ ช่วงนี้คือช่วงที่ยากที่สุด
– —
Part 5 : แล้ว Social Media เกี่ยวอะไรกับการสร้าง Wealth
.
เขาบอกว่า
‘ให้เริ่มจากการปิด social apps ก่อน เพื่อให้สมองได้พักจากสิ่งที่คนอื่นคิด
เพราะ Social Media กำลังฝึกสมองเรา ให้ติด fast feedback’
.
ลองคิดดูดีๆ เราโพสต์รูป แล้วรอดูว่าใครมากด Like
เราโพสต์ Story แล้วรอดูว่าใครเข้ามาดู เราเขียนอะไรสักอย่าง
แล้วรอดูยอด engagement เราเปิดแอป
แล้ว feed ก็โยนสิ่งใหม่มาให้เรื่อยๆ สนุก เร็ว ง่าย
.
ไม่ต้องอดทน และเราก็เริ่มชินกับโลกแบบนั้น
โลกที่ทุกอย่างต้องตอบสนองทันที
โลกที่ทุกความคิดต้องมี reaction
โลกที่ทุกการกระทำต้องมีคนเห็น
โลกที่ทุกความน่าเบื่อต้องถูกแทนที่ด้วยสิ่งใหม่

ทีนี้ปัญหาคือ
‘สมองที่ถูกฝึกแบบนี้ทุกวัน ต้องเอาไปใช้กับการทำธุรกิจจริงๆ’
แต่ธุรกิจจริงมันไม่ตอบสนองเราเร็วขนาดนั้น
คุณอาจทำของดี 6 เดือน แล้วแทบไม่มีใครสนใจ
คุณอาจเขียน content เป็นปี
กว่าคนจะเริ่มจำชื่อคุณได้
คุณอาจสร้าง product หลายรอบ
กว่าจะเจอสิ่งที่ตลาดต้องการจริง
คุณอาจทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่ แต่โลกยังเงียบใส่คุณ
.
ถ้าสมองคุณติด fast feedback มากเกินไป
คุณจะเริ่มคิดว่าสิ่งนี้ไม่เวิร์ก
ทั้งที่จริงๆ มันอาจแค่ยังไม่ถึงเวลาของมัน
– —
Part 6 : เราไม่ได้มีสมองสองชุด

Chamath พูดประโยคหนึ่งที่ผมว่าสำคัญมาก
เขาบอกว่า
.
อย่าคิดว่าเรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกัน การที่คุณโพสต์วาฟเฟิลลงออนไลน์
การที่คุณรอ feedback การที่คุณใช้ social apps วันละหลายชั่วโมง
.
มันเกี่ยวกับการสร้างธุรกิจ เพราะคุณใช้สมองเดียวกัน
อันนี้ผมว่าโคตรจะจริง

เราไม่ได้มีสมองชุดหนึ่งไว้ไถมือถือ
แล้วอีกชุดไว้คิด business strategy
เราไม่ได้มีสมองชุดหนึ่งไว้เสพ drama
แล้วอีกชุดไว้คิด long-term compounding
.

มันคือสมองเดียวกัน และสิ่งที่เราทำซ้ำทุกวัน
กำลังฝึกสมองเราให้เป็นคนแบบหนึ่ง
ถ้าทุกวันเราฝึกตัวเองให้หิว reaction
เราจะกลายเป็นคนที่ตัดสินใจจาก reaction
ถ้าทุกวันเราฝึกตัวเองให้เบื่อง่าย
เราจะกลายเป็นคนที่อยู่กับ ปัญหายากๆไม่ไหว
ถ้าทุกวันเราฝึกตัวเองให้ต้องมี dopamine ใหม่ตลอด
.
เรากลายเป็นคนที่ทนกับการนั่งทำงานเงียบๆไม่ได้
นี่คือจุดที่ Social Media อันตราย
ไม่ใช่เพราะมันทำให้เราเสียเวลาอย่างเดียว
แต่มันกำลังฝึกเรา
ให้กลายเป็นคนที่ใช้ชีวิตด้วยจังหวะของ Feed
ทั้งที่การสร้าง wealth
ต้องใช้จังหวะของ compounding
สองจังหวะนี้ไม่เหมือนกันเลย
– —
Part 7 : จาก Builder กลายเป็น Reactor แบบไม่รู้ตัว

ผมว่า Social Media ทำให้คนจำนวนมาก
ค่อยๆ เปลี่ยนจาก builder เป็น reactor
Builder คือคนที่สร้างจากข้างในออกไปข้างนอก
เขามีโจทย์
มีปัญหา
มีวิสัยทัศน์
มีสิ่งที่อยากแก้
แล้วค่อยๆ สร้างมันขึ้นมา
.
แต่ Reactor คือคนที่รอให้โลกกระตุ้นก่อน
เห็นอะไรกำลังเป็นกระแส ค่อยทำ
เห็นคนพูดเรื่องอะไร ค่อยคิด
เห็นยอดอะไรขึ้น ค่อยวิ่งตาม
เห็นใครสำเร็จ ค่อยอยากเป็นแบบนั้น
ชีวิตไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย direction
แต่ขับเคลื่อนด้วย notification
.
นี่แหละอันตราย
เพราะถ้าเราใช้ชีวิตแบบ reactor นานพอ
เราจะเริ่มสูญเสียความสามารถในการเลือกเกมของตัวเอง
เราจะไม่รู้แล้วว่าเราอยากสร้างอะไรจริงๆ
เพราะทั้งวันเราเอาแต่ตอบสนองต่อสิ่งที่คนอื่นโยนมาให้
.
และการสร้าง wealth ระยะยาว
มันต้องการสิ่งตรงข้าม
มันต้องการคนที่เลือกเกมเอง อยู่กับเกมเอง อดทนกับเกมเอง
และไม่เปลี่ยนเกมทุกครั้งที่โลกโยน dopamine ใหม่มาให้
– —
Part 8 : Attention คือ Capital ก้อนแรกของชีวิต

ผมชอบมุมนี้มาก ‘เพราะหลายคนคิดว่า capital ก้อนแรกคือเงิน’
แต่จริงๆ สำหรับคนเริ่มต้น
capital ก้อนแรกอาจเป็น attention
.
ถ้าคุณยังไม่มีเงินเยอะ คุณยังมี attention
ถ้าคุณยังไม่มี connection ใหญ่
คุณยังมี attention แต่ถ้า attention ก้อนนี้ถูกขโมยทุกวัน
.
ถูกแบ่งเป็นร้อยชิ้นทุกวัน ถูกปั่นให้หิว reaction ทุกวัน
ถูกฝึกให้ทนของยากไม่ได้ทุกวัน ต่อให้มีโอกาสดีเข้ามา
คุณก็อาจไม่มีสมองพอจะอยู่กับมันให้นานพอ
เพราะ attention ที่ดี ค่อยๆ กลายเป็น judgment
.
Judgment ที่ดี ค่อยๆ กลายเป็น decision
Decision ที่ดี ค่อยๆ กลายเป็น asset
Asset ที่ดี ค่อยๆ กลายเป็น wealth
แต่ถ้า attention เราเละตั้งแต่แรก
ห่วงโซ่ทั้งหมดก็พังตาม
นี่คือเหตุผลที่การปกป้อง attention
ไม่ใช่เรื่อง productivity เล็กๆ
แต่มันคือเรื่อง wealth building โดยตรง
– —
Part 9 : ไม่ใช่ต้องเลิกใช้ Social Media แต่ต้องเลิกให้มันฝึกสมองแทนเรา
.
ผมไม่ได้คิดว่าเราต้องลบทุกแอป
หนีเข้าป่า แล้วไปปลูกผักแบบ billionaire monk อะไรขนาดนั้น 55555
.
โดยเฉพาะคนทำคอนเทนต์แบบเรา
Social Media ก็ยังเป็นเครื่องมือสำคัญ
แต่คำถามคือ
เราใช้มันเป็น tool หรือปล่อยให้มันใช้เราเป็น product
.
เราเข้าไปเพื่อสร้าง หรือเข้าไปเพื่อถูกกระตุ้น
เราเปิดมันด้วยเจตนา หรือเปิดมันเพราะสมองหิว dopamine
.
เราใช้มันเพื่อ distribution หรือใช้มันเพื่อ validation
ความต่างอยู่ตรงนี้ Social Media ไม่ผิด
แต่ถ้าเราใช้มันแบบไม่รู้ตัว
มันจะค่อยๆ เปลี่ยนจังหวะสมองเรา จากช้าเป็นเร็วเกินไป
จากมั่นคงเป็นวอกแวก จากสร้างเป็นตอบสนอง
จากคิดระยะยาวเป็นหิวผลระยะสั้น
.
แล้ววันหนึ่งเราจะสงสัยว่า
ทำไมเรารู้เยอะ แต่ทำอะไรยาวๆ ไม่ค่อยได้
ทำไมเราอยากสร้างของใหญ่ แต่เบื่อเร็ว
ทำไมเราเริ่มอะไรเต็มไปหมด แต่ไม่ค่อย finish
ทำไมเรามีไอเดียเยอะมาก แต่ไม่มีอะไร compound จริงๆ
บางทีคำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่เราขี้เกียจ
แต่อยู่ที่สมองเราถูกฝึกผิดจังหวะมานานเกินไป
============

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ

Chamath ไม่ได้บอกว่า ‘อย่าใช้ Social Media เพราะมันเสียเวลา’

เขากำลังบอกว่า อย่าปล่อยให้ Social Media ฝึกสมองคุณให้คิดสั้น
ในวันที่คุณบอกว่าคุณอยากสร้างของระยะยาว
อยากสร้าง wealth
ต้องมีสมองที่ทน slow compounding ได้
อยากสร้าง business
ต้องมีสมองที่อยู่กับ hard problem ได้
อยากสร้างชีวิตที่ไม่เหมือนคนอื่น
ต้องมีสมองที่ไม่หิว approval จากคนอื่นตลอดเวลา
.
เพราะโลกของ Feed ให้รางวัลกับความเร็ว
แต่โลกของ Wealth ให้รางวัลกับความอดทน
โลกของ Social Media ให้รางวัลกับ reaction
แต่โลกของ Builder ให้รางวัลกับ judgment

โลกของ dopamine ทำให้เรารู้สึกดีทันที
แต่โลกของ compounding ต้องใช้เวลานานกว่าจะเริ่มเห็นผล
และนี่คือเหตุผลที่คนที่อยากสร้างอะไรใหญ่ๆ

อาจต้องจริงจังกับการปกป้อง attention มากกว่าที่คิด
เพราะก่อนที่คุณจะสร้างเงินได้
คุณต้องสร้างสมองที่อยู่กับเกมระยะยาวให้ได้ก่อน

ก่อนที่คุณจะสร้างธุรกิจที่ compound
คุณต้องเลิกใช้ชีวิตแบบรอ feedback ทุก 5 นาที
.
ครั้งหน้าที่เราเปิด Social Media แบบไม่รู้ตัว
ลองถามตัวเองสั้นๆ ว่า
‘ตอนนี้เราเข้ามาเพื่อสร้าง หรือเข้ามาเพื่อให้โลกกระตุ้นเราอีกแล้ว’
.
ถ้าคำตอบคืออย่างหลัง บางทีสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้
อาจไม่ใช่การหา content ใหม่ดูต่อ
.
เพราะสุดท้าย
ชีวิตที่ใหญ่กว่า Feed
ต้องเริ่มจากสมองที่ไม่ถูก Feed ควบคุม
.
จะมีคนอ่านบทความนี้ 1000 คน
มีคนอ่านแค่ 100 คน
90 คน อ่านไม่จบแล้วกดออกไปก่อนถึงบรรทัดนี้
10 คน ที่อดทนอ่านได้จนจบ
9 คน อ่านแล้วบอกว่า เออจริงว่ะ แล้วก็ไถมือถือต่อ
และอาจมี 1 คน ที่อ่านจบแล้วปิดแอป
กลับไปทำงานที่ตัวเองหนีมาทั้งวัน
.
เบ้นหวังว่าคุณคือคนนั้นนะ ใช่ๆ คุณนั่นแหละ 55555
ปิดแอป แล้วกลับไปสร้างอะไรสักอย่างเถอะ
ไม่ต้องให้ใครเห็นวันนี้ก็ได้แต่ขอให้มัน compound ในชีวิตคุณจริงๆ
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • Mr.Beast เข้าใจจิตวิทยาคนดูเขาแค่ไหน เขาเป็นคนที่เข้าใจ Attention Economy

  • วิธีทำให้เราเสพติด การเรียนเหมือนติดมือถือ Duolingo’s ออกแบบการเรียนยังไงให้คนติด

  • การฝืนตัวเองเป็นสิ่งที่คนอวยมากเกินไป ในมุมวิทยาศาสตร์ วินัยไม่ควรถูกใช้บ่อย?


ความเห็น

ใส่ความเห็น