AI กำลังเปลี่ยน การสร้างบริษัท ยังไงคนคิด Product เป็น จะได้เปรียบที่สุด

AI กำลังเปลี่ยน การสร้างบริษัท ยังไงคนคิด Product เป็น จะได้เปรียบที่สุด

นี่คือ Podcast ที่เหมือน “คนจากอนาคต” มานั่งคุยกันว่า
AI กำลังเปลี่ยนโลกของ Software, Creator และ One Person Business ยังไง
.
และเบ้นมา ขาย Podcast Naval ตอนใหม่อีกแล้ว
(เราจะพูดถึง Naval จนกว่าจะชวน Naval มาไทย)
ใน Podcast ตอน “Waste Tokens, Save Time” ของ Naval Ravikant
เขาชวน founder สาย frontier มานั่งคุยกันแบบโครต nerd แต่โครตมัน55555
.
คนแรกคือ Guillermo Rauch
Founder ของ Vercel
คนที่อยู่เบื้องหลัง infra ของเว็บ AI ยุคใหม่
.
คนที่สองคือ Blake Scholl
Founder ของ Boom Supersonic
บริษัทสร้างเครื่องบิน Supersonic
.
และอีกคนคือ Max Hodak
อดีต Co-founder ของ Neuralink
ตอนนี้ทำ Brain Interface แบบเอา neuron จริงมารวมกับ silicon
.
แล้วสิ่งที่โคตรน่าสนใจคือ คนพวกนี้ไม่ได้คุยกันว่า
“AI จะเก่งไหม”
.
แต่พวกเขากำลังคุยกันว่า
“โลกหลังจาก AI เก่งแล้ว จะหน้าตาเป็นยังไง”
.
เบ้นฟังแล้วแบบ โครตมัน โครตอันตราย เกมมันเปลี่ยนจริงๆว่ะ
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
———————–
[1] AI Software Factories
จาก “Programmer” สู่ “เจ้าของโรงงานผลิต Software”
.
Guillermo Rauch พูดประโยคนึงที่โคตรดี
.
เมื่อก่อน engineer ถูกวัดจาก “คุณเขียน output ได้เร็วแค่ไหน”
แต่ตอนนี้โลกกำลังเปลี่ยนเป็น
“คุณสร้างระบบที่ produce output ได้กี่เท่า”
.
จากเดิม programmer = คนลงมือทำเอง
.
ตอนนี้ programmer ที่ leverage สูง
คือคนที่สร้าง “AI Software Factory”
ให้ AI ผลิตงานแทนตัวเองได้
.
นี่คือเหตุผลที่โลกเริ่มมี
100x engineer 1000x engineer
จริงๆ
.
Naval บอกว่า ” เมื่อก่อนผมโดนด่าบน Twitter ตลอด เวลาพูดว่ามี engineer แบบ 10x จริงๆ
เพราะมันขัดกับแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมมากๆ ที่เชื่อว่าทุกคนควรจะ “เก่งเท่ากัน”
.
แต่ความจริงคือ
เวลาคุณทำงานในโลกของ “ไอเดีย”
โลกของ “ความคิด” โลกของ “digital”
.
มันไม่ใช่แค่ 10x ด้วยซ้ำ
มันคือ 100x หรือ 1,000x
และจริงๆมันก็เป็นแบบนี้มาตลอดอยู่แล้ว
คนที่ leverage สูงจน output เทียบคนทั่วไปไม่ได้
.
เช่น คนแบบ Satoshi Nakamoto (คนสร้างบิทคอย)
หรือ คนแบบ John Carmack (โปรแกรมแกรมเมอร์ในตำนาน)

และ พวก Leverage แบบ x1000
AI กำลัง democratize สิ่งนี้
พูดง่ายๆคือ
คนคนเดียวเริ่มมี output เท่ากับทีมเล็กๆได้แล้ว
นี่คือเหตุผลที่ One Person Business ยุคนี้กำลังมาและน่ากลัวมากๆ
———————–
[1.5] AI จะเก่งเท่าระดับความคิดของคุณ
.
Max Hodak บอกว่า “AI model ส่วนใหญ่จะ “เก่งพอๆกับคนใช้”
.
ถ้าคุณเป็น programmer เก่ง AI จะเหมือนมี senior engineer มาช่วยงาน
แต่ถ้าคุณยัง junior มาก AI ก็จะ behave คล้าย junior
.
เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ model
แต่คือ feedback / judgment / direction ของมนุษย์
.
อันนี้เบ้นว่าโคตรจริง
.
หลายคนคิดว่า AI คือ magic พิมพ์มั่วๆแล้วจะได้ของเทพ
แต่จริงๆ AI เหมือน amplifier มากกว่า
.
ถ้าความคิดคุณชัด AI จะขยายความชัดนั้น
แต่ถ้าคุณคิดไม่เคลียร์ AI ก็จะ “ขยายความมั่ว” ของคุณเหมือนกัน
.
นี่คือเหตุผลว่าทำไม
คนที่อธิบายเก่ง เขียนเก่ง คิดเป็นระบบ จะได้เปรียบขึ้นเรื่อยๆ
.
เพราะ AI ไม่ได้มาทำให้เราชัดเจนขึ้น
มันแค่ “ขยายความชัดเจนในตัวเรามากขึ้น”
.
และนี้คือเหตุผลที่ Naval พูดว่า
“English is becoming the hottest programming language”
เพราะสุดท้าย skill สำคัญอาจไม่ใช่ coding อย่างเดียวแล้ว
แต่มันคือ “การอธิบายสิ่งที่อยู่ในหัวตัวเองให้ชัดเจนที่สุด”
—————————————————-
[2] Waste Tokens, Save Time
Mindset ที่ Founder ยุค AI ต้องเริ่มมี
.
Naval Ravikant บอกว่า “Waste Tokens, Save Time”
“เปลืองค่า AI ไปเถอะ แต่ประหยัดเวลาชีวิต”
.
Naval บอกว่า เขาแทบไม่สนใจ Prompt Engineering เลย
.
ไม่ optimize token
ไม่ optimize workflow
ไม่ optimize framework
.
เพราะเขาคิดว่า
“AI จะเก่งเร็วกว่า ที่มนุษย์จะ optimize วิธีใช้มัน”
.
ดังนั้นวิธีของเขาคือ
โยนปัญหาเดียวกันให้หลาย model แก้พร้อมกัน
.
Claude ,Gemini ,Codex
เปลือง token ก็ช่างมัน (เพราะผมรวย! อันนี้เบ้นเติมเอง55555)
.
เพราะสุดท้าย AI ยังถูกกว่าค่าเวลามนุษย์มาก
.
คนทั่วไปพยายามลด cost
แต่ founder ระดับสูงพยายามลด “friction”
.
เพราะสิ่งที่แพงที่สุด ไม่ใช่ token
แต่มันคือ
Momentum ,Focus , Speed และเวลาชีวิต
.
นี่คือ mindset shift ใหญ่มากของยุค AI
————————————-
[3] Models Instructing Humans
วันที่ AI เริ่ม “สั่งมนุษย์กลับ”
.
เมื่อก่อน AI จะเป็นแนว สั่งอะไรไปก็ทำตรงๆ
แต่ตอนนี้ model ใหม่ๆเริ่มตอบกลับแบบ
.
“สิ่งที่คุณกำลังทำมี 3 ทางนะ”
“ทางนี้ trade-off แบบนี้”
“Database นี้ไม่เหมาะ”
.
คือมันเริ่มมี “judgment”(การตัดสินใจ)
.
Guillermo Rauch บอกว่า เมื่อก่อน model เหมือน junior engineer
แต่ตอนนี้เริ่มเหมือน principal engineer (วิศวกรหลัก)
ที่กลับมาคุย architecture กับเรา
.
แล้วมีช่วงนึงที่เขาพูดขำๆแต่น่าคิดมาก
.
อนาคตอาจกลับกัน จากเดิมมนุษย์สั่ง AI
กลายเป็น AI สั่งมนุษย์แทน
.
เช่น
“ไปเอา API Key นี้มาให้หน่อย”
“ไป raise เงินมาก้อนนึง”
“ไปทำ task ที่มีแต่มนุษย์ทำได้”
.
Naval บอกว่า ช่วงนี้อาจเป็นแค่ transition
เพราะอีกหน่อย AI ก็อาจใช้ API เอง
จ่ายเงินเอง
เชื่อม system เอง จนแทบไม่ต้องรอมนุษย์แล้ว
——————————————
[4] Is Pure Software Dead?
หรือจริงๆ “Software เฉยๆ” จะไม่มี moat(จุดแข็ง) แล้ว
.
Naval ฟาดแรงมาก เขาถามว่า
“Pure Software ยัง น่าลงทุนอยู่ไหม?”

เพราะถ้า AI ทำ software ได้เร็วขึ้นเรื่อยๆ
.
ข้อได้เปรียบจะย้ายไปอยู่ที่อะไร? คำตอบที่ทุกคนในวงเห็นตรงกันคือ
Taste,Judgment,Distribution,Architecture ,Community และ Data
.
พูดง่ายๆคือ Code กำลังถูกลง แต่ “Taste” กำลังแพงขึ้น
Software จะสร้างง่ายขึ้น
แต่ Product ที่คน “อยากใช้จริง” ยังยากเหมือนเดิม
.
Guillermo Rauch เลยพูดเรื่องที่น่าสนใจมาก
.
อนาคต AI จะไม่ได้สร้างทุกอย่างจากศูนย์
.
แต่มันจะใช้ “building blocks” หรือ infra ที่คนอื่นสร้างไว้แล้ว
เหมือนโลก software กลายเป็น Lego ที่ AI หยิบมาต่อใหม่ได้เรื่อยๆ
.
และใครถือ infrastructure คนนั้นจะ leverage สูงมาก
.
อันนี้เบ้นว่าโคตรสำคัญ
เพราะมันแปลว่า “การมี taste + ecosystem” อาจสำคัญกว่า “เขียน code เก่ง”
——————————
[5] You Don’t Get Stuck Anymore
สิ่งที่ AI เปลี่ยนจริงๆ อาจไม่ใช่ productivity แต่มันคือ “mental friction”
.
Max Hodak บอกว่า

เมื่อก่อนเวลา build software ปัญหาไม่ใช่สร้างไม่ได้
แต่คือ “ติด bug งงๆอยู่ 8 ชั่วโมง”
(ใครเคยเขียน code จะเข้าใจเลย55555)
.
บางทีไฟมาเต็ม แต่โดน error โง่ๆดูดพลังชีวิตหมด
แต่ตอนนี้ AI ช่วย debug ได้เร็วมาก
.
สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่งาน แต่คือ “friction ทางจิตใจ”
.
มนุษย์หลายคนไม่ได้เลิกทำเพราะไม่ฉลาด หรือไม่เก่ง
แต่แพ้เพราะ momentum หาย (เหมือนเจออุปสรรคเยอะเลยท้อ)
.
AI เลยไม่ได้เป็นแค่ productivity tool
แต่มันเป็น “momentum machine”
.
เพราะเวลาคุณไม่ติด คุณจะ build ต่อเรื่อยๆ
.
และนี่แหละที่ทำให้ creator ยุคนี้น่ากลัวกว่าเดิม
————————————————

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
.
Podcast นี้ไม่ได้พูดแค่เรื่อง AI
แต่มันกำลังพูดถึง
“โลกหลังจากต้นทุนการสร้าง software เข้าใกล้ศูนย์”
.
เมื่อก่อน leverage มาจาก เงิน ทีม programmer infrastructure
แต่ตอนนี้ leverage เริ่มมาจาก
Clarity ,Taste ,Judgment ,Vision, Direction
.
ทุกคนอาจ build ได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะรู้ว่า “ควร build อะไร”
AI จะทำให้ execution ถูกลงเรื่อยๆ
แต่ จินตนาการ รสนิยม จะยิ่งแพงขึ้น
.
โลกกำลังเปลี่ยนจาก Code Economy
ไปเป็น Judgment Economy
.
จากยุคที่ “ใครทำได้” สำคัญที่สุด
ไปสู่ยุคที่ “ใครเลือกถูก” สำคัญกว่า
.
Software จะถูกลง
แต่การเข้าใจมนุษย์ เข้าใจ pain point
เข้าใจ psychology จะยิ่ง leverage สูงขึ้น
.
และที่น่ากลัวที่สุดคือ
AI กำลังทำให้ “คนคนเดียว” มี output ระดับบริษัทเล็กๆได้จริง
.
บริษัทที่ไม่ได้ scale ด้วยจำนวนคน
แต่ scale ด้วย Model + Infrastructure + Taste
.
ยุคนี้คนที่น่ากลัวที่สุด อาจไม่ใช่ programmer ที่ code เก่งที่สุด
.
แต่คือคนที่
คิดเป็นระบบ อธิบายสิ่งในหัวได้ชัด เข้าใจมนุษย์
และ leverage AI ได้เร็วที่สุด

โครตมันนน ชอบที่ทุกคนใน Podcast นี้พูดด้วยความไม่กังวลเลย คือไม่รู้ว่าเพราะพวกเขา รวยกันมากๆอยู่แล้ว (เลยไม่เดือดร้อนแน่นอน555555) หรือ พวกเขากำลังสนุกกับยุคใหม่นี้
.
เพราะในโลกที่ AI ทำงานแทนเราได้เกือบหมด
Execution จะไม่ใช่คอขวดอีกต่อไป
.
“ความชัดเจนในหัว” ต่างหาก ที่จะกลายเป็น moat ใหม่ของมนุษย์

ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • วิธีรีเซ็ทสมองให้คิดแบบสร้างสรรค์ ไอเดียหาย สมองคิดไม่ออกเหมือนก่อน

  • ทำไมไม่ควรเสพติดดูคลิปพัฒนาตัวเองผลกระทบมุมของนักจิตแพทย์ในยุคดิจิตอล

  • เทคนิคจิตวิทยาของ CIA’S ที่ทำให้เราเผลอพูดทุกอย่างออกมาโดยไม่รู้ตัว


ความเห็น

ใส่ความเห็น