มีจุดหนึ่งที่ความพยายามไม่ได้พาเราไปข้างหน้าแต่มันจะเริ่มลากเราไปลงเหว

มีจุดหนึ่งที่ความพยายามไม่ได้พาเราไปข้างหน้าแต่มันจะเริ่มลากเราไปลงเหว

ความพยายามมากเกินไปจะยิ่งทำให้ไม่ไปข้างหน้า
(ศาสตร์ของการไปให้ไกล…โดยไม่ต้องดิ้นรนตลอดเวลา)
.
ทุกคนเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ในชีวิตตัวเองไหม
– ยิ่งพยายามนอน → ยิ่งไม่หลับ
– ยิ่งอยากพรีเซนต์ให้ดี → ยิ่งพูดไม่ออก ติดขัด
– ยิ่งพยายามจำ Password → ยิ่งกดผิด
– ยิ่งพยายาม “เป็นตัวเอง” → ยิ่งไม่เป็นตัวเอง
.
เหมือนมีบางอย่างแปลกๆในชีวิต
ทำไมมันยิ่ง “ฝืน”มันยิ่ง “พัง”

เบ้นเคยเป็นคนนึงที่ทำงาน 7/24 ตลอดเวลา 4 ปี ในช่วงเรียนจบใหม่ๆ แต่ช่วงนั้นตลกตรงที่ว่า ทำไมเรายิ่งทำธุรกิจเยอะ ยิ่งเงินไม่มี ทำไมยิ่งออกกำลังกายเยอะ สุขภาพเริ่มเละ 555555
.
เบ้นไปเจอ Concept นึงจากคลิปของ Shortsophy
ชื่อว่า “The Law of Reversed Effort”
.
กฎที่บอกว่า
“ในบางเรื่อง ยิ่งคุณพยายามมากเกินไป คุณจะยิ่งทำมันได้แย่ลง”
The harder you try… the further away you get.
.
ฟังดูขัดกับทุกอย่างที่เราโตมาเลยนะ
เพราะโลกนี้สอนเราตลอดว่า
อยากได้อะไร ต้องเอาให้สุด
อยากชนะ → ต้อง 100% ต้อง All In
.
แต่ปัญหาคือ… บางที “การพยายามเกินไป” มันคือสิ่งที่ทำให้เราหลุดจาก Flow เอง มาเข้าใจ The Law of Reversed Effort กัน
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
==========
Part 1 : สมองเรามีโหมดหนึ่งที่ชื่อว่า “Overcontrol”

สมมุติคุณพิม Password ตัวเองมาแล้ว 10,000 ครั้ง
ปกติพิมแบบไม่ต้องคิดเลย
.
แต่พอมีคนมายืนจ้องข้างหลัง แบบจ้องที่คุณแบบกดดันเบาๆ
อยู่ดีๆนิ้วเริ่มเกร็ง จำไม่ได้ กดผิดเฉย
.
ทำไมนะ? 55555 ปกติก็พิมพ์ถูกตลอดนะ
.
เพราะปกติ Skill หลายอย่างในชีวิต
มันอยู่ใน “ระบบอัตโนมัติ” ร่างกายจำได้เอง
.
แต่พอเราเริ่ม “พยายามให้มันสมบูรณ์แบบ”
สมองจะเริ่มเข้าไป “ควบคุมทุก step”
.
จากที่เคยลื่นๆมันเลยเลยกลายเป็นรู้สึกฝืน ตอนเราเริ่มมาควบคุมมันแบบละเอียดมากเกินไป เปลี่ยจากระบบ Performance มาเป็นระบบ Manual
.
พอชีวิตเริ่มเป็นแบบ Manual มากเกินไป Performance จะตกทันที
เหมือนนักฟุตบอลที่ต้องยิงลูกตัดสินแชมป์ จะเกร็งมากกว่าปกติเยอะมาก
.
หรือเวลาพูดบนเวที ถ้าเราพยายาม “อย่าพลาด” เราจะเริ่มไม่เป็นธรรมชาติทันที
.
เพราะความพยายามบางประเภท มันคือ “ความเกร็ง”
ไม่ใช่พลังที่ดีมากขนาดนั้น ซึงช่วงนั้นเบ้นทำงานหนักมาก ร่างกายแบบพังจัดๆ แต่เราก็รู้สึกว่า “มันต้องพยายามมากกว่านี้สิ”
กลายเป็นว่า งานที่ทำตอนหลังมันเละกว่าเดิมอีก 5555
———————–
Part 2 : ปัญหาไม่ใช่ “ไม้กระดาน” ปัญหาคือ “สมองเราคิดว่ามันสำคัญเกินไป”
.
ลองคิดภาพแบบนี้ดูนะ
ถ้าเราเอาไม้กระดานแผ่นหนึ่งวางบนพื้น
ให้ทุกคนเดินข้ามได้สบาย ไม่ต้องคิดอะไรเลย
.
แต่ถ้าเอา “ไม้กระดานแผ่นเดิม” ไปวางระหว่างตึกสูงสองตึก
.
อยู่ดีๆ คนเดินข้ามทุกคน
หัวใจเต้นแรง กล้ามเนื้อเกร็ง ขาแข็ง เริ่มกลัวตก
ทั้งที่จริงๆ “ไม้กระดานไม่ได้เปลี่ยน”
.
สิ่งที่เปลี่ยนคือ “ความหมายในหัวเรา”
.
เราเริ่มคิดว่า “มันสำคัญเกินไป” “พลาดไม่ได้” “ชีวิตขึ้นอยู่กับสิ่งนี้”
แล้วยิ่งคิดแบบนั้น ร่างกายจะยิ่งเสียจังหวะเอง
.
Effortless Achievement
ศาสตร์ของการพยายามน้อยแต่ได้ผลลัพธ์ เลยไม่ใช่การไม่ทำอะไร
แต่มันคือ “การลดความสูงของไม้กระดานในหัวตัวเอง”
.
ทำให้สมองรู้สึกว่า
เออ…มันก็แค่การทำงานชิ้นหนึ่ง
ก็แค่การคุย ก็แค่การใช้ Skill ที่เรามี
.
พอแรงกดดันหาย Flow จะกลับมาเอง เราจะเริ่มกลับมาใช้ Mode ปกติ
——————–
Part 3 : คนเก่งจริง ไม่ได้ “เร่งตลอด” แต่เขารู้ว่าเมื่อไหร่ควรผ่อน
.
การทำงานมันไม่ได้โตแบบเส้นตรง
.
มันไม่ใช่
ทำ 1 ชั่วโมง = ได้ผล 1x
ทำ 10 ชั่วโมง = ได้ผล 10x
.
ชีวิตจริงมันเป็น “Curve”
.
จะมีช่วงหนึ่งที่เรา Productive มาก แต่ถ้าฝืนเกินจุดนั้น
เราจะเริ่ม ทำพลาด หงุดหงิด แก้พลาด พอพลาดเพิ่ม Burnout
สุดท้ายเวลาที่เหลือ ไม่ได้ใช้สร้างผลงาน แต่ใช้ “ซ่อมตัวเอง”
.
หลายครั้งที่เราต้อง “งัด”
อาจไม่ใช่เพราะเราขยันไม่พอ แต่อาจเพราะวิธีที่เราใช้มันผิดตั้งแต่แรก
.

Naval Ravikant บอกว่า “Work like a Lion not cow”
อย่าทำงานเหมือนวัว ให้ทำงานเหมือนสิงโต
.
วัวจะใช้ชีวิตแบบ ทำงานทั้งวัน กิน เดิน ทำซ้ำ ลากยาว
ใช้แรงต่อเนื่อง
แต่สิงโตไม่ใช่แบบนั้น พอถึงเวลาล่า
มันจะ Sprint สุดแรงในช่วงเวลาสั้นๆ แล้วกลับไปพักอีก
.
Naval กำลังจะบอกว่า
มนุษย์ระดับสูงจริงๆ ไม่ได้อยู่ในโหมด “เร่งตลอดเวลา”
แต่เขาเข้าใจ Rhythm ของพลังงานตัวเอง
.
โลกสมัยนี้ชอบ Romanticize การ Burnout มาก
.
นอนน้อย = เท่
ทำงาน 16 ชั่วโมง = ดู Hustle
ตอบแชทตี 3 = ดูจริงจัง
.
แต่ปัญหาคือ
สมองมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ “Peak Performance” ได้ทั้งวัน
.
เราอาจนั่งหน้าคอม 12 ชั่วโมง
แต่เวลาที่สมอง “คิดได้จริงๆ” อาจมีแค่ 2 ชั่วโมง
.
ที่เหลือคือ นั่งฝืน นั่งล้า นั่งรู้สึกผิด
แล้วหลอกตัวเองว่า productive
.
Naval เลยเชื่อในสิ่งที่เรียกว่า
“Sprint and Rest”
.
ทำงานหนักจริงๆแต่หนักเป็นช่วง
——————–
Part 4 : Achievement ที่ดีที่สุด จะเริ่มตอนที่เรา “เลิกบีบตัวเอง”
.
คนที่อ่านมาถึงตรงนี้จะบอกว่าไม่ได้ Anti-Hardwork เลยนะ

การทำงานหนักเป็นสิ่งที่ดี ในช่วงต้น เพราะถ้าสังเกตุดีๆ คือเราต้อง Set
Default Performance เราใหม่ก่อน เหมือนต้องตั้งค่าเราให้ดีก่อน
แล้วค่อยปล่ยอเข้า Flow ตัวเอง งงไหม ?
.
แปลว่า เราควรทำงานหนัก เรียนรู้ skill จนเข้าใจหลักการมันก่อน
เช่น การพูดที่ดีเป็นยังไง ทำจนเข้าใจมันแล้ว ค่อยปล่อยให้เป็นธรรมชาติ
.
ไม่ได้บอกให้ขี้เกียจ ไม่ได้บอกว่าไม่ต้อง Discipline
แต่มันกำลังบอกว่า “การฝืน” กับ “การใช้พลังอย่างฉลาด” มันคนละเรื่องกัน
.
Flow State จริงๆ ไม่ใช่โหมดที่พยายามที่สุด
แต่มันคือโหมดที่ ร่างกาย สมอง และจังหวะ ทำงานสอดคล้องกัน
.
เหมือนเวลาที่เราทำอะไรแล้ว
เวลาไหลเร็วมาก ไม่ต้องบังคับตัวเอง แต่ Output กลับดีที่สุด
.
คนส่วนใหญ่ติด Hustle Culture มาก จนเริ่มเสพ “ความเหนื่อย”
รู้สึกว่าถ้าไม่ทรมาน แปลว่ายังทำไม่พอ (แล้วบอกว่าสะใจด้วย55555)
.
แต่บางครั้ง
สิ่งที่ทำให้ชีวิตเราไปต่อไม่ได้ อาจไม่ใช่ “ความขี้เกียจ”
แต่อาจเป็นเพราะ เราพยายามแบบ “ต้านธรรมชาติของตัวเอง” มากเกินไป
================

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ

กลับมาเล่าเรื่องเบ้น (ช่วงต้นของบทความนี้)
ใช่ตอนนั้น เบ้น All in เลย No Life ของจริงๆ ทำงานวันละ 14-16 ชั่วโมง คืนปีใหม่ยังนั่งทำงานอยู่เลย ละตอนนั้นก็เลยแบบ เออลองหยุดทำงานบ้างวะ หยุดวันอาทิตย์วันนึงละกัน ปรากฎว่า ‘ชีวิตดีขึ้นเฉย ทำงานได้เยอะขึ้น หาเงินได้มากขึ้น มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้น’
.
แต่แบบที่เล่าไปในบทความคือเราต้อง set baseline ของตัวเองให้ได้ก่อนนะเหมือนต้องฝึก Skill ให้เป็นก่อนค่อยมาใช้ พลังงานแบบฉลาด
.
เหมือนคนไป Gym แรกๆเราต้อง โฟกัสในการสร้างทักษะการใช้อุปกรณ์ก่อน แล้วพอเราเข้าใจหมดแล้ว เราค่อยไปแบบใช้เวลาน้อยที่สุดแต่ได้ผลลัพธ์เยอะที่สุด
.
ชีวิตไม่ใช่เกมของคนที่ “ใส่แรงเยอะที่สุด”
แต่มันคือเกมของคนที่ “รักษาจังหวะตัวเองได้ดีที่สุด”
.
บางทีสิ่งที่เราต้องทำ ไม่ใช่ “พยายามเพิ่ม”
แต่คือ หยุดเกร็ง หยุดฝืน แล้วปล่อยให้สิ่งที่เราฝึกมา…มันทำงานของมันเอง
.
The harder you try,
the more you get in your own way.
.
Slow is smooth.
Smooth is fast.
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • วัยกลางคน[MID-LIFE] วัยที่แบกทุกอย่างพร้อมกัน

  • ปัญหาที่เกิดจากการคิดบวกมากไป

  • ป้ายยาหนังสือ เรื่อง Skincare ที่ ไม่ Bias ที่สุด


ความเห็น

ใส่ความเห็น