เข้าใจวิธีการทำงานของระบบของสมองเรียนรู้ทักษะให้เก่งเหมือนคน Top 1%

เข้าใจวิธีการทำงานของระบบของสมองเรียนรู้ทักษะให้เก่งเหมือนคน Top 1%

เข้าใจวิธีการทำงานของสมอง เพื่อเอาไปใช้พัฒนาทักษะของเรา
(วิธีใช้ประสาทวิทยา Neuroscience เพื่อเรียนรู้ให้เก่งเหมือนคน Top 1%)
.
คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า การเก่งขึ้นคือ Learn More
อ่านเพิ่ม ดูเพิ่ม เรียนเพิ่ม พยายามเพิ่ม
.
แต่ Dr.Justin Sung เป็นอดีตแพทย์ ที่ผันตัวมาเป็นโค้ชด้านการเรียนรู้ (Learning Coach) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบการเรียนรู้แบบมีประสิทธิภาพสูง (Self-regulated learning)

แกบอกว่า บอกว่า
จริงๆแล้วสิ่งที่ยากกว่า “การเรียนรู้” คือ “การ Unlearn” (เลิกเรียนรู้ทักษะ)
หรือพูดง่ายๆคือ การลบวิธีคิด วิธีทำ และ นิสัยเก่าๆที่สมองเสพติดอยู่
.
บาง skill ที่ดูเหมือนใช้เวลา 3 ปีในการเก่ง
จริงๆอาจใช้เวลาแค่ 1 เดือนในการเรียน
แต่อีก 2 ปี 11 เดือน คือการ “เลิกเป็นคนเดิม”
.
ลองดู [6] ข้อนี้ แล้วจะเข้าใจว่า ทำไมบางคนพัฒนาได้เร็วมาก
ในขณะที่บางคนติดอยู่กับชีวิตเดิมเป็น 10 ปี #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
====================
[1] สมองไม่ได้ชอบสิ่งที่ดีที่สุด มันชอบสิ่งที่ “คุ้นเคยที่สุด”
.
หลายคนชอบคิดว่า “ทำไมฉันเปลี่ยนตัวเองไม่ได้”
.
ทั้งๆที่เราก็รู้หมดแล้วนะว่า
ควรอ่านหนังสือ ควรฝึก skill ควรเลิกไถมือถือ ควรทำงานสำคัญก่อน
แต่สุดท้าย… เราก็กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมอยู่ดี
.
ในมุมของ neuroscience ปัญหามันไม่ใช่ “คุณไม่มีวินัย”
แต่มันคือ สมองคุณ “optimize วิธีเดิมไว้แล้ว”
.
Justin Sung อธิบายว่า
ในสมองเราจะมีระบบที่ชื่อว่า Basal Ganglia
มันคือส่วนที่ทำหน้าที่เก็บ habit และ pattern ที่เราใช้บ่อยๆ
.
หน้าที่ของมันง่ายมาก คือทำให้สมอง “ประหยัดพลังงาน”
เพราะการคิดใหม่ทุกครั้ง มันเหนื่อย สมองเลยชอบเอาสิ่งเดิมๆกลับมาใช้
.
แปลว่า ยิ่งเราทำอะไรซ้ำ สมองจะยิ่ง automate มัน จนวันนึงเราทำมันโดยแทบไม่รู้ตัว
.
เช่น ตื่นมาเปิดมือถือ ทำงานไปเช็ค social ไป
อ่านแบบผ่านๆ (เหมือนบางคนอ่านบทความนี้แบบมองผ่านๆ)
highlight มั่วๆเต็มหน้า
.
ตอนแรกสิ่งเหล่านี้อาจเป็น “แค่พฤติกรรม” แต่พอทำซ้ำไปเรื่อยๆ
สมองจะเริ่มมองว่า “นี่แหละคือ default mode” (มาตราฐานของเรา)
.
มันเหมือนการเดินในป่า ครั้งแรกเดินยากมาก
แต่ถ้าเดินเส้นเดิมทุกวัน มันจะเริ่มกลายเป็น “ทาง”
.
นิสัยก็เหมือนกันก็เหมือนกัน
.
ทุกครั้งที่คุณทำอะไรซ้ำ
สมองจะค่อยๆตัดเส้นทางนั้นให้ชัดขึ้นเรื่อยๆ
จนสุดท้ายมันกลายเป็นทางที่ “ง่ายที่สุด”
.
นี่แหละเหตุผลว่า บางทีเรายังไม่ทันคิดเลย มือก็หยิบมือถือไปแล้ว 55555
และสิ่งที่น่ากลัวคือ
ถ้าคุณใช้ชีวิตแบบเดิมซ้ำไปเรื่อยๆ สมองจะยิ่ง reinforce วงจรนั้นให้แน่นขึ้นทุกปี จนวันนึง เราเริ่มคิดว่านี่คือ “ตัวตน”
.
ทั้งๆที่จริง มันอาจเป็นแค่ neural pathway
ที่ถูกใช้บ่อยเกินไปเฉยๆ
.

🟢

 สมองชอบสิ่งที่คุ้นเคยและใช้พลังงานต่ำ

🔴

 ไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นดีต่อชีวิตคุณ
———————-

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


[2] เวลาคุณพยายามเปลี่ยนตัวเอง จริงๆมันคือ “สงครามของสมอง 2 ส่วน”
.
Justin Sung อธิบายว่า
เวลาที่เราพยายามฝึก skill ใหม่ หรือเปลี่ยนนิสัย
สมองเราจะมี 2 ระบบที่กำลังสู้กันอยู่
.
A – ระบบแรกคือ
Prefrontal Cortex (PFC) [จำชื่อนี้ไว้ว่า PFC]
มันคือสมองส่วนคิด วิเคราะห์ วางแผน และ “ฝืนตัวเอง”
.
เช่น ตอนที่เราพยายาม ตั้งใจอ่าน ห้ามเปิดมือถือ บังคับตัวเองให้ focus
.
แต่ปัญหาคือ สมองส่วนนี้ใช้พลังงานสูงมาก เหมือนกล้ามเนื้อที่ล้าได้
.
B – ส่วนอีกระบบคือ Basal Ganglia ระบบอัตโนมัติของนิสัย
ระบบนี้แทบไม่ต้องใช้พลังงานเลย และมันจะพยายามดึงคุณกลับไปใช้ pattern เดิมตลอด
.
ถ้าราเข้าใจ PFC กับ Basal เราก็จะเข้าใจว่าแรกๆสมองเราจะมีฮึดหน่อยแล้วสักพักเราก็เริ่มกลับไปใช้นิสัยชิวๆเดิมๆของเรา
เช่น เปิด social แป๊บนึง ดูคลิปสั้นก่อน กลับไปทำอะไรที่ง่ายกว่า
.
เพราะสมองกำลังพยายาม “ประหยัดพลังงาน”
.
Justin Sung บอกว่า
นี่คือเหตุผลว่า การเปลี่ยนตัวเองมันเหนื่อยมากในช่วงแรก
.
เพราะเรากำลังใช้สมองส่วน conscious
ไปสู้กับวงจรอัตโนมัติ ที่ถูกสร้างมาหลายปี
.
และถ้าเราเหนื่อยก่อน Habit เดิมจะกลับมายึดร่างกายเราทันที
.

🟢

 คุณไม่ได้อ่อนแอ

🔴

 สมองแค่กลับไปใช้ระบบที่ประหยัดพลังงานกว่า
————————
[3] ปัญหาคือ สมองคุณยัง “ให้รางวัลกับวิธีเดิมอยู่”

Justin Sung บอกว่า สิ่งที่ทำให้คนเปลี่ยนยาก ไม่ใช่แค่ habit เก่า
แต่คือ “ระบบรางวัลในสมอง” มันยังผูกอยู่กับวิธีเดิม
.
เช่น เวลาเราอ่านหนังสือเร็วๆ highlight เต็มหน้า จด note เยอะๆ
เราจะรู้สึกว่า“วันนี้ productive วะ”
.
ทั้งๆที่จริง เราอาจไม่ได้เข้าใจอะไรเลย.
สมองกำลัง dopamine กับ “ความรู้สึกเหมือนกำลังพัฒนา”
ไม่ใช่ “การพัฒนาจริง”
.
นี่แหละคือกับดักของคนยุคนี้
.
Busy ≠ Progress
Consumption ≠ Learning
Movement ≠ Growth
.
บางคนดูคลิป productivity มา 4 ชั่วโมง
แล้วรู้สึกว่าตัวเองกำลังพัฒนาชีวิต
ทั้งๆที่ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรจริงเลย 55555
.
Justin Sung บอกว่า
ปัญหาคือสมองเราไม่ได้แยกออก ว่าอะไร “มีประโยชน์จริง”
มันจำแค่ว่า อะไรทำแล้ว “รู้สึกดี”
พอเราทำพฤติกรรมเดิมซ้ำๆ สมองจะเริ่มผูก dopamine เข้ากับมัน
.
เช่น
เปิด social = ได้ dopamine
scroll = ได้ dopamine
consume = ได้ dopamine
.
แต่พอถึงเวลาที่ต้อง
อ่านจริงจัง คิดเอง ฝึก skill จริง ทำงานยากๆ
.
สมองจะเริ่มรู้สึกว่า
“สิ่งนี้ใช้ effort สูงเกินไป”
.
นี่แหละ moment ที่หลายคนพูดว่า “ขี้เกียจจัง”
.
ทั้งๆที่จริง ระบบ reward ในสมอง
มันถูก train มาให้ชอบ “ของง่าย” มากเกินไปแล้ว
.

🟢

 สมองจะวิ่งเข้าหาสิ่งที่ reward เร็วเสมอ

🔴

 ไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นพาคุณโตจริงๆ
———————-
[4] หลายครั้งชีวิตเราไม่ได้ติดเพราะ “ไม่รู้”
แต่ติดเพราะ “Unlearn ไม่ได้”
.
Justin Sung บอกว่า
เวลาที่เราพยายามหยุด habit เดิม
สมองจะเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า Memory Destabilization
.
มันคือช่วงที่วงจรเดิมในสมอง เริ่ม “คลายตัว”
และช่วงนั้นแหละ คือโอกาสที่สมองจะ rewrite ตัวเองใหม่
.
เช่น เวลาที่คุณกำลังจะหยิบมือถือ
แต่ทันคิดได้ว่า “เฮ้ย เราจะเปิดทำไมวะ”
.
หรือเวลาที่กำลังอ่านแบบไหลผ่าน แล้วหยุดตัวเองไว้ทัน
.
Moment สั้นๆแบบนี้ จริงๆคือช่วงที่สมองกำลัง “เปิดช่อง” ให้ rewiring
.
ปัญหาคือ
คนส่วนใหญ่หยุด habit เดิมได้แค่แป๊บเดียว
แล้วก็กลับไปใช้ pattern เดิมต่อ
.
เช่น รู้ว่าควร focus แต่ก็เปิด social
รู้ว่าควรฝึก active learning
แต่สุดท้ายก็กลับไป reread เหมือนเดิม
.
เพราะสุดท้าย สมองจะเลือก “สิ่งที่คุ้น” ก่อน “สิ่งที่ถูก” เสมอ
Justin Sung เลยบอกว่า
การเปลี่ยนตัวเองจริงๆ ไม่ใช่แค่ “รู้เยอะขึ้น”
แต่มันคือ การ rewrite วงจรเดิม ซ้ำๆ จนสมองเริ่มชินกับวิธีใหม่
.
มันเหมือนการสร้างทางเดินใหม่ในป่า
ตอนแรกมันรก เดินยาก ไม่มีใครใช้
แต่ถ้าเราเดินเส้นใหม่ซ้ำไปเรื่อยๆ
วันนึงมันจะเริ่มกลายเป็น “ทางหลัก” แทนเส้นเดิม
.
สมองก็เหมือนกัน
.

🟢

 การเปลี่ยนชีวิต = การ rewiring สมองซ้ำๆ

🔴

 ไม่ใช่แค่ดูคลิป motivation แล้วฮึบ 3 วัน 555555
————————-
[5] วิธีเปลี่ยนสมอง ไม่ใช่ “ฝืนให้หนักขึ้น”
แต่คือ “หยุดปล่อยให้สมองใช้ autopilot เดิม”
.
หลายคนเวลาอยากเปลี่ยนตัวเอง จะใช้วิธี “ฮึบ”
.
เช่น
พรุ่งนี้จะตั้งใจอ่าน
จะเลิกเล่นมือถือ
จะ focus จริงๆแล้ว
จะมีวินัย
.
แต่ปัญหาคือ ถ้าระบบสมองยังเหมือนเดิม
สุดท้ายเราจะกลับไปใช้ habit เดิมอยู่ดี
.
Justin Sung บอกว่า
สิ่งสำคัญไม่ใช่ motivation แต่คือ “การสร้างระบบมาขัดจังหวะ habit เดิม”
.
ถ้าปกติเราอ่านหนังสือแบบไหลผ่าน อ่านยาวๆแล้วไม่คิด
แทนที่จะบอกตัวเองว่า “ต้องตั้งใจอ่าน”
.
ให้เปลี่ยนเป็น “ถ้าอ่านเกิน 2 paragraph ต้องหยุดสรุป”
.
หรือถ้าปกติทำงานแล้วชอบเปิด social
อย่ารอใช้ willpower แต่เอามือถือไปไว้อีกห้องก่อนเริ่มงานเลย
.
เพราะสมองเราชอบ “ทางที่ง่ายที่สุด”
ถ้าของล่อใจอยู่ใกล้ สุดท้ายสมองจะกลับไปทางเดิมอัตโนมัติ
.
Justin Sung เลยบอกว่า
คนเก่งหลายคนไม่ได้มีวินัยมากกว่า
แต่เขา “ออกแบบ environment” ให้สมองทำสิ่งที่ถูกง่ายขึ้น
.
มันเหมือนการจัดบ้าน
ถ้าของ junk food วางอยู่เต็มโต๊ะ สุดท้ายเราก็กิน
แต่ถ้าอาหารดีอยู่ใกล้กว่า สมองก็เลือกสิ่งนั้นแทน
.
Habit ก็เหมือนกัน
.

🟢

 สมองจะเลือกสิ่งที่ friction ต่ำที่สุด

🔴

 อย่าหวังชนะ habit ด้วย willpower อย่างเดียว
——————–
[6] คุณจะกลายเป็น “สิ่งที่สมองทำซ้ำ”
.
ใน neuroscience จะมีประโยคนึงว่า
Neurons that fire together wire together.
.
แปลแบบง่ายๆคือ วงจรไหนถูกใช้บ่อย มันจะยิ่งแข็งแรงขึ้น
.
ถ้าคุณ
เปิด social ทุกวัน scroll ทุกวัน
เสพ ดูอะไร เร็วๆทุกวัน
.
สมองจะ optimize ตัวเอง ให้ “ชอบของง่าย”
แต่ถ้าคุณ อ่านให้เยอะๆ ฝึก focus อยู่กับความยาก ฝึกคิดเอง
.
สมองก็จะ build วงจรอีกแบบ
นี่แหละเหตุผลว่า
คนที่ไปได้ไกล ไม่ใช่คนที่ motivation สูงสุด
.
แต่คือคนที “สมองชินกับ effort แล้ว”
.
ช่วงแรกมันจะฝืนมาก

แต่ถ้าคุณทำซ้ำไปเรื่อยๆ
วันนึงสิ่งที่เคยฝืน จะเริ่มกลายเป็น default mode ใหม่
.
เหมือนตอนหัดออกกำลังกายแรกๆ โครตเหนื่อย
แต่พอทำไปนานๆ วันไหนไม่ได้ทำ กลับรู้สึกแปลกแทน
.
สมองก็เหมือนกัน
ทุกครั้งที่คุณ ไม่หนี discomfort หยุด habit เดิมได้
.
คุณกำลัง “เขียนตัวตนใหม่”
.

🟢

 Every repetition builds identity

🔴

 ทุก habit กำลังสร้างอนาคตใหม่ของคุณ
————————-
#สรุปแบบลงดาบ

เบ้นว่าเรื่องนี้โครตสำคัญ เพราะหลายครั้ง เราโทษตัวเองแรงเกินไป
.
ทั้งๆที่จริง
ปัญหาอาจไม่ใช่ “ตัวเรา”
แต่มันคือ “ระบบสมองที่ถูก train มาผิดๆ”
.
เราโตมาในโลกที่ reward
dopamine ง่าย
content สั้นๆ
distraction
fake productivity
Speed
.
จนวันนึง สมองเริ่มต่อต้าน effort โดยอัตโนมัติ
.
และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ
ชีวิตเราจะค่อยๆกลายเป็น “สิ่งที่เราทำซ้ำทุกวัน”
.
ถ้าคุณใช้สมองแบบเดิมซ้ำๆ อีก 5 ปีชีวิตคุณก็จะเหมือนเดิม
.
แต่ถ้าคุณเริ่ม rewrite วงจรใหม่
ฝึกอยู่กับ discomfort หยุด reward วิธีเดิม
.
วันนึง…เรื่องที่เคยฝืน จะกลายเป็น default mode ใหม่ของคุณ
.
และตอนนั้น คุณจะไม่ต้อง “พยายามหนัก” เหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปเลย
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • เมื่อคอนเทนต์ที่ดูมีประโยชน์เริ่มไม่มีคุณค่า ยุคที่ AI ที่ปั้มสื่อไม่หยุด

  • ทำไมคนที่เคนเรียนดีมักล้มเหลวช่วงแรก จนกว่าจะเข้าใจว่าเราต้องเลิกเป็นคนพิเศษ

  • บทเรียนจากมหาเศรษฐีหญิงอายุน้อยที่สุดของโลก เป็นคนที่คุณอาจไม่เคยรู้จักชื่อเธอมาก่อน


ความเห็น

ใส่ความเห็น