กับดักของคนที่เลือก Tools ใหม่ๆตลอดจนไม่ได้เริ่มทำอะไรจริงๆสักที
ช่วงนี้เบ้นเชื่อว่ามีหลายคนเป็นแบบนี้แน่นอน Loops ติดอยู่ตรงนี้
1.ไปเลื่อนเจอ App ใหม่ , Tool ใหม่
2.ไปนั่งดูคลิป Productivity ไปนั่งเรียน tools นั้น
3. ได้ไอเดีย จัด Workflow ใหม่
4. นั่ง SetSetup Second Brain ใหม่ๆอยู่หลายวัน
5. เจอ Tools ใหม่ กลับไปข้อ 2
.
ใครติดแบบนี้บ้าง ปัญหาจริงๆ แล้วมันจะมีประโยคนึงในหัวตลอดว่า
“ถ้าได้ Tool ที่ใช่ เราน่าจะไปได้ไกลกว่านี้”
.
ปัญหาคือ สุดท้ายเวลาหายไป 5 ชั่วโมง (บางทีเป็นวัน)
แต่สิ่งที่ควรทำจริงๆ ยังไม่เริ่มเลย 55555
.
เบ้นไปนั่งหาอาการนี้มันคืออะไรนะ จนไปเจอ บทความหนึ่งของ Ness Labs ชื่อว่า “The Pull of the New”
.
มันอธิบายอาการนี้ได้โคตรดี เขาเรียกมันว่า ‘Shiny Toy Syndrome’ (อาการเห่อของใหม่ จนไม่ได้ทำอะไรจริงๆสักที)
.
และที่น่ากลัวคือ คนที่เป็นเยอะที่สุด มักไม่ใช่คนขี้เกียจ
แต่คือคนที่ “อยากพัฒนาตัวเองตลอดเวลา” มาเข้าใจสาเหตุ+วิธีแก้นิสัยนี้กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
—
[1] ปัญหาคือสมองมนุษย์ “ถูกออกแบบมาให้ติดของใหม่”
.
สมองมนุษย์ชอบ novelty (ความแปลกใหม่) หรือ “ความใหม่”
.
เวลามนุษย์เจอ
Tool ใหม่ ,Framework ใหม่ ,Technology ใหม่,AI ใหม่.
ระบบ dopamine จะถูกกระตุ้นทันที
.
แต่หลายคนเข้าใจ dopamine ผิด คิดว่ามันคือ “สารแห่งความสุข”
จริงๆ dopamine คือ “สารแห่งความคาดหวัง”
มันคือความรู้สึกว่า หรืออันนี้จะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเรา?”
.
หรือ App นี้จะทำให้เรา productive จริงๆสักที
หรือ Framework นี้จะทำให้ธุรกิจเรา scale
หรือ AI ตัวนี้จะทำให้เราเก่งขึ้น
และตรงนี้แหละทีทำให้เราติด Loop นี้
.
เพราะสมองจะเริ่ม “เสพความเป็นไปได้” แทนที่จะสร้างอะไรจริง
เราเลยรู้สึก productive ทั้งๆที่ยังไม่ได้ produce อะไรเลย
————
[2] คนยุคนี้เก่ง “การ optimize”มากกว่า “การลงสนาม”
.
เบ้นว่าโลกยุคนี้มันแปลกมาก
คนจำนวนมาก Research เก่งกว่า Execute (ลงมือทำ)
.
ดูคลิปเก่งกว่าเริ่มทำจริง จัดระบบเก่งกว่าใช้ชีวิตจริง
.
หลายคนเปลี่ยน App productivity มาแล้ว 4 รอบ
แต่ยังไม่เริ่มงานทำจริงๆ สักที
.
หลายคนซื้อคอร์สเต็มไปหมด แต่เรียนไม่จบสักอัน
หลายคนเปิด side project ใหม่ทุกเดือน แต่ไม่มีอะไรโต
.
เพราะสมองติด “ความรู้สึกตอนเริ่มต้นใหม่”
ช่วงเริ่มต้น dopamine จะสูงมาก
.
ชีวิตจะดูแบบตื่นเต้น รู้สึกเหมือนกำลังจะกลายเป็นใหม่สักที
แต่พอผ่านช่วง novelty ช่วงเจอของแปลกใหม่ไป
สิ่งที่เหลือคือ
การทำซ้ำๆ ความน่าเบื่อ และการทำต่อเนื่อง จนเราต้องไปทำงานจริงๆ
ซึ่งเป็นช่วงที่สมองมนุษย์ “ไม่ชอบ” (เพราะมันไม่ตื่นเต้นแล้ว)
.
เราเลยวนลูป เริ่ม → ตื่นเต้น → เบื่อ → หาใหม่
แทนที่จะ เริ่ม → ทำต่อ → ทนห่วย → ดีขึ้นไปเรื่อยๆ
—
[3] โลกสมัยใหม่ “ทำเงิน” จากการที่เรา focus ไม่ได้
.
ปัญหาคือ Platform สมัยนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เราลึก
.
มันถูกออกแบบมาให้เรา “เปลี่ยนแปลง” ตลอดเวลา
.
Tool ใหม่
Trend ใหม่
AI ใหม่
Framework ใหม่
Workflow ใหม่
.
ทุกอย่างกำลังตะโกนว่า “ของเดิมที่คุณใช้อยู่ ยังไม่ดีที่สุด”
และถ้าเราหยุดนิ่ง Algorithm จะเสีย engagement
มันเลยทำให้ Content Creator ต้องทำให้เรารู้สึกแบบนั้น
.
คนเลยเริ่มติดนิสัยว่า แทนที่จะถามว่า
“จะทำสิ่งนี้ให้ดีขึ้นยังไง?”
.
เรากลับถามว่า “มีวิธีใหม่กว่านี้ไหม?”
ทั้งๆที่หลายครั้ง ปัญหาไม่ใช่ Tool แต่คือ เราอยู่กับอะไรไม่ลึกพอ นานพอ
.
และสิ่งที่น่ากลัวคือ Shiny Toy Syndrome มันดู “ฉลาด”
เพราะเราไม่ได้กำลังเสียเวลาแบบไร้สาระ
.
เรากำลังดูคลิป productivity
กำลังศึกษา Tool ใหม่
กำลัง optimize workflow
.
มันเลยให้ภาพมายา ว่า “เรากำลังพัฒนาตัวเอง”
ทั้งๆที่จริงเราอาจแค่กำลังผลัดวันไปเรื่อยๆแบบช่ำชอง 55555
—
[4] Curiosity (ความอยากรู้ไม่ผิด)
แต่ถ้าไม่มีIntention (ความตั้งใจ) มันจะกลายเป็น distraction
.
เราไม่ได้กำลังจะบอกว่า “อย่าสนใจของใหม่”
เพราะ curiosity(ความอยากรู้) คือสิ่งสำคัญมาก
คนที่ไม่ curious เลย ก็หยุดเติบโต
.
แต่ปัญหาคือ
หลายคนปล่อยให้ “ความตื่นเต้น” เป็นคนตัดสินใจแทนเหตุผล
.
เปลี่ยน Tool เพราะเป็นความรุ้สึกตื่นเต้น ไม่ใช่เพราะมันจะใช้ได้จริง
เปลี่ยน workflow เพราะเบื่อ ไม่ใช่เพราะมันดีกว่า
.
เริ่ม project ใหม่
เพราะ dopamine จากการเริ่มต้น ไม่ใช่เพราะ mission จริงๆ
สุดท้าย Attention เริ่มแตก Momentum เริ่มหาย Energy เริ่ม drain
.
แล้วเราจะเริ่มรู้สึกเหนื่อย ทั้งๆที่ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
———————————–
[5] วิธีจัดการ Shiny Toy Syndrome
.
1. สร้าง Cooling-off Period ถ้าเจอ Tool ใหม่
อย่าพึ่งเปลี่ยนทันที รอ 3 วัน 7 วัน หรือเป็นเดือน เพราะ ความรู้สึกตื่นเต้นตอนแรก มันอาจจะไม่น่าเชื่อถือเสมอไป ถ้าเวลาผ่านไปแล้วยังอยากใช้จริงๆ ค่อยไปข้อถัดไป
.
2. เขียนเหตุผลออกมา ถามตัวเองตรงๆว่า
“เราอยากใช้สิ่งนี้เพราะมันมีประโยชน์จริงๆ หรือว่ามันน่าตื่นเต้น”
เขียนออกมาเลย เวลาเขียนลงไป เราจะโกหกตัวเองยากขึ้น
It’s harder to fool yourself on paper than in your head.
.
3. คิดต้นทุนของการเปลี่ยน (Switching Cost)
ทุกครั้งที่เปลี่ยนระบบ สิ่งที่เสียไม่ใช่แค่เงิน
แต่เสีย พลังงาน เสียเวลา เสียความต่อเนื่อง
บางครั้งของใหม่อาจ “ดีกว่า” จริง
แต่ไม่ได้ดีกว่า “มากพอ” ที่จะคุ้มกับสิ่งที่เสียไป
.
4. จำไว้ว่า “ทักษะที่ดีมาจากการทำซ้ำ” ไม่ใช่จากความตื่นเต้น
ความเชี่ยวชาญต้องการ repetition (การทำซ้ำ)
แต่ dopamine ชอบ stimulation (สิ่งกระตุ้นใหม่ๆ)
.
คนที่เก่งจริงจำนวนมาก ไม่ได้ใช้ Tool เยอะสุดแต่ใช้ “สิ่งเดิมๆ” ได้ดีที่สุด
.
Programmer เก่งๆ หลายคน ใช้ Editor เดิมมาเป็น 10 ปี
นักเขียนบางคน ใช้แค่ Google Docs ธรรมดา
Creator หลายคนไม่ได้มี Workflow ซับซ้อนอะไรเลย
แต่สิ่งที่เขามีคือ “เวลาที่อยู่กับ skill เดิมนานพอ”
.
เบ้นว่าอันนี้สำคัญมาก เพราะคนยุคนี้ชอบเข้าใจผิดว่า
Tool ที่ดีกว่า = ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
.
ทั้งๆที่จริงหลายครั้ง สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเรา ไม่ใช่ App ใหม่
แต่คือการ “หยุดเปลี่ยน” แล้วเอาเวลาไปทำของจริงสักที
เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่ทำให้คนเก่งขึ้นไม่ใช่การเริ่มใหม่บ่อยๆ
.
แต่มันคือการอยู่กับสิ่งเดิมให้นานพอ
จนเราเริ่มเห็น layer ที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยไปถึง
—
ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)
#สรุปแบบลงดาบ
สิ่งที่ Shiny Toy Syndrome ขโมยไปจากเรา
มันไม่ได้ขโมยแค่เวลา แต่มันขโมย
Compound skill ในตัวเราไป มันทำให้เราต้องเริ่มใหม่
.
เพราะทุกครั้งที่เราเปลี่ยนระบบใหม่
เราเหมือน “reset ตัวเอง” กลับไปจุดเริ่มต้นตลอดเวลา
.
มันเลยมีคนจำนวนมาก ที่ยุ่งมาก เรียนเยอะมาก Setup เก่งมาก
แต่ไม่มีอะไร “เติบโตจริงๆ”
.
เพราะเวลาส่วนใหญ่ หมดไปกับการ “เตรียมตัวจะเริ่ม”
ไม่ใช่ “การสร้าง”
เบ้นว่าโลกยุคนี้มีคนจำนวนมาก ที่ “เสพความเป็นไปได้” (Possibility)
จนลืมสร้าง reality (ความจริง)
.
เรา setup เก่งกว่า execute research เก่งกว่าลงมือ optimize เก่งกว่าสร้าง
.
ทั้งๆที่บางที สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตจริงๆ อาจไม่ใช่ Tool ใหม่
แต่อาจเป็นการอยู่กับสิ่งเดิม นานพอ จนมันเริ่มออกดอกผล
.
เพราะสุดท้ายแล้ว ชีวิตไม่ได้เปลี่ยนจากการ “เริ่มใหม่บ่อยๆ”
แต่มันเปลี่ยนจาก การทำสิ่งเดิม ให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ
.
และบางที สิ่งที่เราต้องการที่สุดในยุคที่ทุกอย่างใหม่ตลอดเวลา
อาจไม่ใช่ App ใหม่อีกตัว AI ตัวใหม่ Tools เทพๆ
แต่อาจเป็นความสามารถในการพูดกับตัวเองว่า
“พอแล้ว กลับไปทำงานจริงๆได้แล้ว”
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ




ใส่ความเห็น