ทำไมพอชีวิตเริ่มดีขึ้นเรามักจะทำมันพัง ในสมองเรามีเพดานลับที่จะดึงเรากลับ

ทำไมพอชีวิตเริ่มดีขึ้นเรามักจะทำมันพัง ในสมองเรามีเพดานลับที่จะดึงเรากลับ

ทำไมพอชีวิตเริ่มดีขึ้น…เรามักจะทำพังเอง (โดยไม่รู้ตัว)

เคยสังเกตุตัวเองไหม เวลาชีวิตของเรากำลังไปได้ดี (ขาขึ้น)
งานเริ่มดี เงินเริ่มมา โอกาสเริ่มเปิด ความสัมพันธ์เริ่มลงตัว

แต่แปลกมาก…อยู่ดีๆมันก็มีเรื่องอะไรมาก็ไม่รู้ทำให้เรากลับไปอยู่จุดเดิม
.
เบ้นเคยติดอยู่ใน Phase นี้นานมากในชีวิต ช่วงอายุ 23-27 ช่วงนั้นปั้นธุรกิจแบบยับๆ แต่พอทุกอย่างจะไปได้ดี อยู่ดีๆมันก็มีเรื่องให้มันต้องพังไปตลอดเลย
.
ไม่ใช่เพราะเราไม่เก่ง ไม่ใช่เพราะโชคไม่ดีแต่เพราะ…
จริงๆสมองเรามี “เพดานลับ” ที่มันจะดึงเรากลับลงมาเสมอ
.
แนวคิดนี้เรียกว่า “Upper Limit Problem” จาก Gay Hendricks
เพดานบนความคิดของเรา ใครเป็นแบบเบ้น มาลองฟังแนวคิดนี้และวิธีแก้กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
==============
Part 1 : เพดานที่มองไม่เห็น…แต่กำลังควบคุมชีวิตเราอยู่

Gay Hendricks บอกว่า
ทุกคนมี “ระดับความสุข / ความสำเร็จ” ที่ตัวเองรู้สึกว่า “โอเคแล้ว”
เป็นเหมือนค่ากลางที่ติดอยู่ในใจเรา ชีวิตประมาณนี้จนเราชินกับมัน
พอเราใช้ชีวิตมันเกินระดับนั้นเมื่อไหร่

สมองจะเริ่มคิดว่า“เฮ้ย มันดีเกินไปแล้วนะ”

แล้วมันจะเริ่ม… สร้างปัญหา หาเรื่อง ทำพลาด กลัวบ้าง
(อย่างของเบ้นคืออยู่ดีๆก็แบบไม่อยากทำต่อ burnout)
เพื่อดึงเรากลับไปจุดเดิม
.
ลองสังเกตตัวเองดูถ้าใครเป็นแบบนี้

– งานกำลังดีขาขึ้น → สักพักอยู่ดีๆเริ่มผัดวัน
– เงินกำลังดี → ใช้มั่ว / ตัดสินใจพลาด
– ความสัมพันธ์ดีๆ → หาเรื่องทะเลาะ(หา Content หน่อยเตง)
– กำลัง flow → อยู่ดีๆหมดไฟ
.
ถ้าสังเกตุดีๆมันไม่ใช่เรื่องบัญเอิญเลย มันคือ “pattern”ในหัวเรา
และสิ่งที่น่ากลัวคือ “มันจะเกิดขึ้นตอนที่เรากำลังจะเติบโตเสมอ”

(มีบางคนโตมา พ่อแม่ชอบทะเลาะกัน พอมีแฟน อยู่ดีๆก็จะชอบหาเรื่องทะเลาะ เพราะไม่ค่อยชินกับความสัมพันธ์แบบปกติ เราเลยต้องลองหา pattern นี้ให้เจอในตัวเราเองแล้วแก้มัน )

ว่าแต่ ทำไมกันนะ นังตัวดี5555 ทำไมเราถึงทำแบบนี้ไปกันต่อ Part 2
————————
Part 2 : ทำไมเราถึง “ทำลายสิ่งที่เราต้องการ”

คำตอบมันไม่ได้อยู่ที่ logic มันอยู่ที่ “ความเชื่อข้างใน”
.
ลึกๆแล้วหลายคนมีชุดความเชื่อแบบนี้

– ฉันไม่คู่ควรกับสิ่งนี้
– ถ้าฉันเด่นเกิน คนจะไม่ชอบ
– ความสุขมันอยู่ไม่นานหรอก
– เดี๋ยวมันก็พัง ก็ได้แค่แปปเดียวแหละ
.
และสมองเรา “ไม่ชอบความไม่คุ้นเคย”
เพราะงั้น พอชีวิตมันดีเกินสิ่งที่เราเคยชิน
.
สมองจะพยายาม “พาเรากลับไปที่จุดที่มันรู้สึกปลอดภัย”**
แม้ว่าจุดนั้น…จะไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆก็ตาม

Part 3 : Self-Sabotage สภาวะการหักหลังตัวเอง

นี่คือจุดที่คนส่วนใหญ่พลาด
Self-sabotage มันไม่ได้มาในรูปแบบ “ฉันจะทำลายชีวิตตัวเองนะ!”
แต่มันมาแบบ อยู่ดีๆเราก็เริ่ม ลำเอียงทางความคิดแปลกๆ (Bias)
– วิเคราะห์เก่งขึ้น
– คิดเยอะขึ้น
– หาเหตุผลได้ดีขึ้น
– ดูเหมือนมี logic มากขึ้น
.
เช่น ชุดความคิดประมาณนี้เข้ามาในหัวเรา
– ตลาดมันตันแล้ว
– algorithm ไม่ดัน
– ตอนนี้ยังไม่ควรขยาย
– รอให้พร้อมกว่านี้ก่อน เศรษฐกิจไม่ดี
.
มันฟังดูมีเหตุผลหมดเลย แต่ลึกๆแล้ว…
มันคือการ “เลื่อนตัวเองออกจากโอกาสไป” แบบเนียนๆมาก
เราจะเริ่ม Story เรื่องเล่าที่ดูดีในหัวว่า ทำไมเราถึงไม่ควรทำต่อ


Part 4 : วิธีหลุดจาก Upper Limit (แบบไม่โลกสวย)

มันไม่มีสูตรลัดเลย และก็ไม่ง่ายด้วยๆ55555 แต่ให้เริ่มจาก 4 อย่างนี้
.
[1] จับสัญญาณให้ทัน (Awareness)
พอชีวิตเริ่มดี แล้วมีอะไรแปลกๆเกิดขึ้น
ให้ถามตัวเองทันทีว่า “นี่คือปัญหาจริงๆ…หรือฉันกำลังดึงตัวเองลง?”
.
[2] อย่ารีบแก้ปัญหา บางครั้ง “ปัญหา” ที่เกิด ไม่ต้องแก้
แค่ “อย่าสร้างปัญหาเพิ่ม” มันก็จะหายไปเอง
.
[3] ฝึกอยู่กับความดีที่มากขึ้น แทนที่จะหนีมันลองอยู่กับมันเฉยๆ อย่าพึ่งอย่าพึ่งเปลี่ยนนิสัยแค่ทำต่อไปก่อน
.
[4] ยอมรับว่า “คุณโตขึ้นแล้ว” บางทีสิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การเก่งขึ้น แต่คือ
“การยอมรับว่าตัวเองคู่ควรกับชีวิตที่ดีขึ้น”
.
[5] Update ข้อมูลในหัวคนที่คุณรู้จัก (ข้อนี้สำคัญมากๆ )
สังคมสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ มันจะตั้งค่า มาตราฐานไว้ พอเราจะชีวิตดีขึ้น
ค่าเฉลี่ยมันจะดึงเรากลับมา สิ่งที่เราควรทำคือ ‘หา Database ก้อนใหม่’
ออกไปเจอ คนที่เขาทำได้แบบเรา คุยกับพวกเขาจน “มันเป็นเรื่องปกติ”

ถ้าเราเริ่มเคยชินกับนิสัยใหม่ รายได้ใหม่ เราจะเริ่มจับ Pattern ใหม่ได้
และตั้งค่ามันใหม่ให้มันเป็นค่ามาตราฐาน

===============

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ

ปัญหาของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ “ไปไม่ถึง”
แต่คือ“ไปถึงแล้ว…แต่ไม่ยอมอยู่ตรงนั้น”

ย้อนกลับไปตอนต้นของบทความนี้ ช่วงนั้นเบ้นเริ่มหาเงินจากธุรกิจได้ถึง 6 หลัก ปั๊ปสักพักเอาละ เราจะเริ่มไม่อยากทำต่อ เริ่มหาเหตุผลที่มา Scale ไมไ่ด้ ต่างๆนานๆ และนั้นทำให้เราหยุดทำมัน

เพราะ Upper Limit ของเรามันคือ เพดานที่ชินกับ “การตั้งต้นธุรกิจไม่ใช่ Scale ธุรกิจ” ก็วนเวียนอยู่ตรงงนั้นนานมาก จนเราเริ่ม Update database ใหม่ ถึงหลุดออกมา Scale ได้
.
Upper Limit ไม่ได้หยุดตอนที่เราล้มเหลว มันจะหยุดเราตอนที่คุณกำลังจะสำเร็จ
.
และเกมจริงๆชีวิตไม่ใช่การ push ให้ตัวเองเก่งขึ้นอย่างเดียว
แต่คือ “การไม่ดึงตัวเองลง ตอนที่ชีวิตมันเริ่มไปข้างหน้าแล้ว”
.
บางทีสิ่งที่คุณต้องระวังที่สุด ไม่ใช่โลกข้างนอก
แต่คือ “ตัวคุณเอง…ในวันที่ทุกอย่างกำลังจะดี”
.
เพราะตอนนี้เบ้นก็กำลังติด Upper limit ใหม่ของตัวเองเหมือนกัน กำลัง Slow burn (Burn out) แบบชิวเกิน 55555 และเบ้นกำลังดึงตตัวเองลงไปจุดเดิม
.
พวกแกฟังนะ5555555 ถ้าพวกแกอ่านมาถึงตรงนี้ได้ พวกแกเก่งมากแล้ว
พวกแกเก่งกว่าคนในสังคมที่ไม่ค่อยชอบอ่านบ้าอะไรยาวๆแบบนี้แล้ว
.
พวกแกอ่านประโยคนี้อีกรอบ เบ้นจะพูดเลย ท่องเอาไว้เลย 5555555
“ชีวิตเรากำลังดีอยู่แล้ว เราเหมาะสมที่จะมีชีวิตแบบนี้ ทำต่อไปๆ ขอบคุณนะ” (ท่องสามจบก่อนนอน 555555555555)
.
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • คนธรรมดาจะกลายเป็นคนเก่งได้ยังไง

  • ทำไมเราติดปัญหาในการเรียนทักษะอะไรใหม่ๆ

  • สิ่งเดียวที่คุณควรโฟกัสคือ “สร้างทางเดินของตัวเอง”


ความเห็น

ใส่ความเห็น