วิธีพัฒนาชีวิตตัวเองแบบมีความหมาย (หนังสือแนะนำที่ควรอ่านก่อน อายุ 40 ปี)

วิธีพัฒนาชีวิตตัวเองแบบมีความหมาย (หนังสือแนะนำที่ควรอ่านก่อน อายุ 40 ปี)

วิธีพัฒนาตัวเองให้มีชีวิตที่มีความหมาย (ถ้าคุณอายุยังไม่ถึง 40 อ่านหนังสือเล่มนี้)
.
[0] เบ้นพึ่งได้อ่านหนังสือของ พี่ชาย Kasidis Satangmongkol ก่อนหน้านี้เบ้นได้อ่านต้นฉบับมารอบนึงแล้ว แต่พึ่งได้อ่าน Final ช่วงวันหยุดที่ผ่านนมาา เพราะอยากตั้งใจอ่านจริงๆ อ่านรวดเดียวนั่งเครื่องบินมา 6 ชั่วโมง เป็นหนึ่งในหนังสือที่อยาก ใครที่อยากได้สรุป Shortcut ทุกศาสตร์ในการทำให้ชีวิตดีขึ้น เบ้นแนะนำเลย เต็ม 10 ไม่หัก
.
และนี้คือ [7] บทเรียนที่เบ้นได้ Reflect มาตลอดการอ่านหนังสือเล่มนี้ ฉบับผสมเบื้องหลังที่เบ้นรู้จักกับแอดทอยมาด้วย #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
.
[1] ชีวิตนี้เราเกิดมาเพื่ออะไร ?
คำถามนี้คือคำถามแรกที่เราควรตอบกับชีวิตของเรา
นักปรัชญาอย่าง Immanuel Kant บอกว่าคนส่วนใหญ่จะคิดได้จริงๆ ก็วัยกลางคน 40 ปีขึ้นไป
.
Mark Twain บอกว่า The two most important days in your life are the day you are born and the day you find out why
(วันที่สำคัญที่สุดในชีวิตมีสองวันคือ วันที่เราเกิดมากับวันที่เรารู้ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร?) ถ้าใครตอบคำถามนี้ได้ว่า “ชีวิตที่ดีหน้าตาเป็นยังไง”
.
คำถามนี้ถ้าเกิดใครตอบได้ ชีวิตที่ดีของเราหน้าตาเป็นยังไง ถ้าแค่ตอบได้ขาข้างนึงเราก็ก้าวเข้าไปสู่สิ่งนั้นแล้ว
.
[2] แต่ถ้าเรายังตอบไม่ได้ เราควรศึกษาปรัชญา (Philosophy)
Philosophy มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกโบราณ นำสองคำนี้มารวมกัน “philos” = ความรัก + “Sophia” = ความรู้ แปลง่ายๆ LoveOfWisdom

(ตั้งแต่เบ้นเริ่มศึกษาปรัชญามา 4 -5 ปี ก็เข้าใจตัวเองขึ้นเยอะ มันเหมือนได้ถกเถียงกับคนหลายพันปีที่เขา เขียนแนวคิดของเอาไว้ผ่านตัวอักษร เราจะได้ Upgrade Database ในหัวเรา จนเราเริ่มเห็นวิธีคิดในการใช้ชีวิตหลายๆแบบ เช่น Stoicism, Hedonism,เต้า เต๋อ จิง หรือแม้แต่ ไบเบิ้ล, พระไตรปิฎก ,อัลกุรอาน)
.
เราจะได้มองเห็นวิธีการมองเพื่อนมนุษย์ การตีความกับสิ่งต่างๆ มุมมองเราสามารถ Pick idea Concept และเลือกวิถีชีวิตตัวเองได้ จนเราตอบคำถามในข้อ [1] ได้
.
[3] ถ้าเราได้คำตอบในข้อ [1] นั้นมาแล้ว ให้เราพัฒนาตัวเองไปในเส้นทางนั้น โดยพัฒนา ทักษะ (Skills) มีกฎง่ายๆ 3 ข้อ
.
1.จงปกป้องเวลาเยี่ยงชีวิต อะไรไม่เข้ากับข้อ [1] โยนทิ้งไป
2.เข้าใจเรื่อง Optimization (การใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ในข้อจำกัด)
2.1 เข้าใจ Choice ที่เรามีและ & ข้อจำกัด Constraint ที่เราต้องถืออยู่
2.2 เข้าใจเรื่อง Time Preference การ Trade off ความสุขในปัจจุบัน
3.ใช้วิธีการพัฒนาตัวเองแบบ Generalist (เป็ดโปร) เก่งกว้างดีกว่า
(ถ้าใครงงข้อ 2. copy ข้อนี้ไปถาม AI ให้สอนต่อได้ๆ)
.
[4] ทักษะ 3 ประเภทใหญ่ๆ ที่เราเลือกฝึกได้ (Pat Flynn)
1.ทักษะพื้นฐาน (Meta-Skills) – วินัย โฟกัส ตรรกะ สื่อสาร ศรัทธา
2.ทักษะที่เราสนใจ (Interest Skills) – เรื่องเราชอบ ปรัชญา ถ่ายรุป ศิลปะ
3.ทักษะหาเงิน (Need-based skills) – ทักษะที่ทำแล้วได้เงิน เช่นพวกเขียนโปรแกรม
.
เราลองสำรวจตัวเองดูว่าเราขาดทักษะไหนอยู่ โดยเฉพาะข้อ 1 ,3 แล้ว
แต่ถ้าจะให้ดี สำหรับเบ้นข้อ 2,3 ถ้ากลายเป็นเรื่องเดียวกันได้จะดีย์มากกก
.
[5] วิธีการพัฒนาทักษะ
แอดทอยสอนวิธีเอาไว้ใช้กับเรื่องหนังสือได้ด้วย
1.หาปัญหานั้นให้เจอว่าเราติดเรื่องอะไรอยู่หรืออยากเรียนรู้เรื่องอะไร
2.หาข้อมูลบน Internet ดูรีวิวจากที่ต่างๆ แล้วลองเลือกดูว่าสิ่งนี้เข้าใกล้สิ่งที่เราอยากได้ไหม (จะเป็นคอร์สเรียนหรือหนังสือก็ได้)
3.อ่าน&เรียนแล้วลงมือทำ ถ้าซื้อมาแล้วดอง ก็อย่าหาทำ 55555
.
(ตอนเบ้นอายุ 17-18 ไม่มีเงินซื้อหนังสือ ช่วงปิดเทอมรอขึ้นมหาลัย นั่งสองแถว 5 บาทจากบ้านไปร้านหนังสือทุกวัน อ่านตั้งแต่ 10โมงยันเย็นแล้วกลับบ้าน พี่พนงจะด่าพ่อแล้ว5555555 แต่ตอนนั้นได้อ่านหนังสือเยอะจริงๆ ชอบเล่มไหนค่อยเก็บเงินซื้อ)
.
[6] ถ้าเราพัฒนาทักษะได้แบบข้อแล้วเอามา Stacking รวมกัน [4] เราจะกลายเป็นเป็ดโปรที่ไม่เคยมีใครเลียนแบบได้
1. Pat Flynn – เป็น Trainner เล่นดนตรีได้ ชอบปรัชญา เขียนหนังสือได้
2. Scott Adam – วาดการ์ตูน + เล่นมุก + ธุรกิจ
3. Dan Koe – ศาสตร์พัฒนาตัวเอง + ปรัชญา + เขียน
4. Nicolas Cole – ชอบเล่นเกม ขยับมาเป็นนักเขียน ออกมาเปิดธุรกิจ
5. แอดทอย – วิเคราะห์ข้อมูล การตลาด การเขียน ปรัชญา ล่าสุดพี่แกไป Vibe coding แล้ว 5555555
.
แอดทอยบอกว่า “เงินคือผลพลอยได้จากการทำสิ่งที่มีความหมาย” ให้เราตั้งใจทำสิ่งดีๆระหว่างทางและเงินคือผลพลอยได้ระหว่างทางนั้น แอดทอยเชื่อว่า มนุษย์เรามีกันและกันทักษะช่วยเหลือกันและกันได้
.
[7] No one come to save you
ไม่มีใครจะช่วยเราได้นอกจากตัวเราเอง เราทุกคนมีข้อจำกัดต่างๆด้วยบทบาทด้วยภาระหน้าที่ นั้นเป็นเรื่องจริง แต่นั้นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอ ที่จะใช้เป็นข้ออ้าง ให้เราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อเข้าใกล้ “ชีวิตที่ดี” ในแบบของเรา
แอดทอยบอกว่าตัวเองก็เคยเป็นเด็กคนนั้น เรียนไม่ดี ชีวิตไม่ดีก็โทษคนอื่นก่อนเลย สุดท้ายคนเราต้นทุนไม่เท่ากัน (Fact) แต่เราเข้าถึงความรู้เข้าถึงโอกาสได้ผ่าน Internet บนโลกใบนี้ (อย่าใช้มันเหมือนคนส่วนใหญ่)

จงใช้ชีวิตเยี่ยงทาส จงเป็นทาสของความดีงาม เพราะความดีงามจะนำพาเราไปสู่ชีวิตที่แข็งแกร่งได้พัฒนาตัวเองเป็นเวอร์ชั่นที่ดี

========

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
อันนี้เป็นเพียง บาง Part ของหนังสือนะครับไปอ่านฉบับเต็มกันได้
ในมุมเบ้น นี้คือหนังสือที่ให้ใครเขียนแทนไม่ได้เลย คือเป็นภาษาพี่แกจริงๆ เปลี่ยนปกยังรู้เลยว่าใครเขียน ยั๊งงง ทั้งเล่ม 55555
.
สิ่งนึงที่เบ้นชอบและเห็นในตัวแอดทอยมาตลอดคือ ความไม่เคย Claim อะไรเลย ทุกความรู้ที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ 90% มี Refer ความรู้มาตลอดว่าได้มาจากคนนั้น ได้มาจากคนนี้ แทบไม่เคยบอกว่าตัวเองคิดอะไรเองเลย
.
(มีบทนึงชื่อ : วิธีการทำให้ตัวเองดูฉลาดบนโลก Social คือการเอาแนวคิดคนอื่นมาพูดเองแล้วไม่ใส่เครดิต 55555555)
.
ตั้งแต่เบ้นรู้จักพี่แกมา 4 ปี แอดทอย เป็นตัวอย่างของ Lifelong Learner แบบจริงๆ แบบถ้าตอบคำถามข้อ [1] คือเขาเกิดมาเพื่อเรียนจริงๆ เขาอยากจะเรียนเขียนแชร์ ไปเรื่อยๆจนวันตายเลย นั้นคือสิ่งที่รู้จักเขา
.
หนังสือเล่มนี้มันเหมือนสะท้อน ความเป็น Lifelong Learner ตลอดชีวิตเขาแล้วหยิบ Mental Model Concept ดีๆที่เอามาใช้ได้กับตัวเรา ว่าเราทุกคนมีสิทธิจะเป็นแบบที่เราอยากจะเป็นจริงๆ (ถ้าเราอดทนอยู่บนเส้นทางนี้ได้ยาวนานถึง 10 ปี+)
.
สิ่งที่เราขาดจริงๆ ก็จะมี Knowledge + Action + Consistency
(ความรู้ + การลงมือทำ + ความต่อเนื่อง) เราลองมองหาตัวเองดูว่าเราขาดสิ่งใดไปใน 3 ข้อนี้แล้วเติมเต็มมัน
.
‘ถ้าเราไม่รู้ก็ให้อ่าน ถ้าเราไม่เข้าใจให้เขียน ถ้าเข้าใจแล้วก็จงลงมือทำ เปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นความจริง’ – Dan Koe
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • วิธีอ่านหนังสือแบบที่คนมีระบบคิดใช้กัน เราไม่ได้ขาดหนังสือดีๆ เราขาดวิธีอ่านที่ดี

  • ปีนี้คุณต้องสร้างอะไรสักอย่างได้แล้ว สรุปความเห็นของ Naval ต่อ AI ยุคนี้

  • ดีล 2.5 $M สู่เครื่องจักรทำเงินพันล้าน การเดิมพันครั้งใหญ่ของ Nike ปี 1984


ความเห็น

ใส่ความเห็น