ผมไม่มี Social Media ในมือถือ 2 ชั่วโมง แห่งการโฟกัสจะพาขึ้น Top 1%

ผมไม่มี Social Media ในมือถือ 2 ชั่วโมง แห่งการโฟกัสจะพาขึ้น Top 1%

ผมไม่มี Social Media ในมือถือมา 3 ปีได้แล้ว (วิธีเอาเวลากลับมาวันละ 2 ชั่วโมง)
.
ไปเจอคลิปนึงมาน่าสนใจมาก “2 Hours of Focus Will Put You in The Top 1% “
.
Tim Ferriss (คนขวา) เขาเล่าให้ Dan Harris (คนซ้าย) ฟังว่าเขาไม่เล่น Social Media ในโทรศัพท์ตัวเองมา 3 ปีกว่าๆได้แล้ว
เหตุผลเป็นเพราะว่า
“การมี Social ในมือถือ มันเหมือนเอามีดเนยไปสู้กับปืน”
.
ถ้าเราอยากได้เวลากลับมาวันละ 2 ชั่วโมง ลองอ่านบทความนี้ให้จบ #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
———————–
[1] จุดเริ่มต้นมันไม่ได้ยากอย่างที่คิด
.
Tim บอกว่า คุณไม่ต้องเลิก Social Media ไปตลอดชีวิตก็ได้
แค่เริ่มจาก ลองทำ Social Media Fast สัก 1–2 สัปดาห์
“บนมือถือ” เท่านั้น
ถ้าเราอยากเล่นให้เราไปเล่นบน Laptop เท่านั้น เริ่มจากแค่นี้ก่อน

[2] เพราะสิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่ “เลิก” แต่คือ “เพิ่มแรงเสียดทาน”
.
คุณยังเข้าถึงมันได้ แต่ไม่ง่ายเหมือนเดิม
มันจะไม่ใช่แค่หยิบมือถือแล้วไถ
.
มันต้องเปิดคอม ต้องเปิด Browser ต้องเลือก
และนั่นแหละ…คือจุดที่พฤติกรรมเปลี่ยน

[3] เพราะปัญหาจริงไม่ใช่ Social Media แต่มันคือ “พฤติกรรมอัตโนมัติของเรา”(ตอนเราเผลอๆ)
.
Tim บอกว่า สิ่งที่อันตรายคือ “dopamine scratching” (การเกลามือถือ)
.
เวลาคุณมีเวลาว่าง 30 วินาที คุณจะรีบเอามือไปเกา 555555 คันแบบนี้
เปิดอะไรสั้นๆ ดูอะไรเร็วๆ หนีจากความว่างเฉยๆ
แล้วมันก็สะสมไปเรื่อยๆ

[4] จนมันกลายเป็นภาพแบบนี้
.
คุณนั่งอยู่ในห้องน้ำ หยิบมือถือขึ้นมา แค่จะดูแป๊บเดียว
สุดท้าย… คุณนั่งไถ Instagram ไป 40 นาที
แล้วลุกขึ้นมาแบบ “ทำไมขามันชา?” 555555555
.
นี่ไม่ใช่เรื่องตลก นี่คือชีวิตจริงของคนส่วนใหญ่

[5] และผลกระทบมันอาจจะกว่าที่คิด
มันไม่ใช่แค่เสียเวลา แต่มัน “ทำลายความสามารถในการโฟกัส”
.
คุณจะเริ่มทำงานยากๆ ไม่ได้
คุณจะเริ่มคิดลึกๆ ไม่ไหว
คุณจะเริ่ม single-task ไม่เป็น
.
เพราะสมองคุณถูก train ให้ “หนีทุกครั้งที่เราเจอเรื่องยากๆ”

[6] คุณอาจจะคิดว่าใช้ App ช่วยก็พอ

ใช่…คุณสามารถใช้ เพื่อ block สิ่งรบกวนได้
แต่นี่คือจุดที่ Tim บอกว่า “มันไม่พอ”
เพราะนั่นมันเป็นแค่การตกแต่งให้เรารู้สึกว่าเราทำอะไรไปสักอย่าง

[7] ปัญหาจริงมันลึกกว่านั้น มาตรงนี้อยากเบ้นอยากให้เราลองเก็จ Concept

1. คนส่วนใหญ่ชอบพูดว่า “ติดมือถือมาก ไม่มีสมาธิ”
2. แต่จริงๆคือ คนที่ติดมือถือมากๆ เพราะ คุณยังไม่ได้เลือกว่า อะไรคือ “Big Yes” ของชีวิตคุณ และถ้าคุณไม่มี Big Yes คุณจะพูด No ไม่ได้
งงไหมๆ55555 ทีนี้เดี๋ยวไปต่อนะ ๆ

[8.1] และนี่คือจุดที่ทุกคนแพ้ อยากโฟกัส แต่เราไม่มี Big Yes ของตัวเอง
พอเราไม่มีสิ่งนั้น เราก็เลยกลับไปเป็น Norm ของสังคมเป็น ส่วนนึงของสังคม

[8.2] เบ้นเจอเพื่อนเยอะเลยที่มาบ่นว่าติดมือถือ แต่ประเด็นคือ โหลด apps มา Block บ้างอะไรบ้าง สุดท้ายคำถามคือ “ตูจะเอาเวลาไปทำอะไรวะ?”
จะเห็นว่าเรื่องนี้มันค่อนข้าง Paradox เลย (ทุกคนรู้ว่ามีปัญหาติดมือถือ แต่ พอจะแก้เรื่องมือถือ ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไรดี)

[รู้สึกสมาธิสั้น > อยากแก้ > แก้ได้แปปเดียว > ไม่มี Big Yes > กลับมาติดมือถือ > รู้สึกสมาธิสั้นใหม่ ] วนลูปแบบนี้ไปเรื่อยๆ


[9] คนส่วนใหญ่คิดว่า “เราติดมือถือ เพราะมือถือมันดูดเรา”

แต่จริงๆอาจจะไม่ใช่
มันอาจจะเป็นเพราะ… เรายังไม่มีอะไรที่ “น่าดึงกว่า” มือถือ
มือถือไม่ได้ชนะคุณ แต่มัน “ไม่มีคู่แข่ง”

[10] ลองคิดแบบนี้ดูนะ

ถ้าวันนี้คุณมีเป้าหมายบางอย่าง ที่คุณอยากได้จริงๆ แบบเอาจริงเอาจัง
เช่น อยากสร้างธุรกิจ อยากเปลี่ยนชีวิต อยากหนีบางอย่างให้ได้
.
ถึงตรงนี้เราถึงจะดึงพวก Apps ฺBlock มือถือมาใช้ หรือดึง Productivity tips พวกนี้มาใช้ก่อน คุณจะไม่ต้องพยายาม “เลิกมือถือ” เลย
เพราะมันจะมีบางอย่าง ที่ “สำคัญกว่า” ให้คุณทำเอง

[11] นี่แหละคือสิ่งที่ Tim เรียกว่า Big Yes
มันไม่ใช่ To-do list ไม่ใช่ Goal ธรรมดา
มันคือสิ่งที่ “ถ้าคุณไม่ทำ…คุณจะเสียดายตัวเอง”
.
และพอคุณมีสิ่งนี้ การพูด No จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

เช่น เช่น อย่างเบ้น (คนเขียน) เป็น One Person Business(OPB)
ไม่ชอบงานประจำ มันเลยมี Big Yes ของตัวเองชัดเจนมาก

พอมาเป็น OPB ก็คุมเวลาตัวเองได้ ช่วงก่อนหน้านี้ เบ้นปิดเทอมไป 2 เดือน
ไม่ทำงานเลย อยู่เฉยๆ เล่นเกม เจอเพื่อนอย่างเดียว 555555
(การเขียนบทความไม่นับเป็นงาน ทำเพราะชอบล้วนๆ)
.
แล้วพอกลับมา ต้นเดือนนี้เบ้นลบ Facebook ออกจากมือถือไปเลย
ตอนแรกก็อ้างว่า “เดี๋ยวเข้าไปเช็คเพจนะ”
แต่ความจริงคือ เข้าไปแล้ว…ไถยับ (ช่วงนี้ตอบ inbox ช้าหน่อยนะเพื่อนๆ 

😅

)
.
สิ่งที่น่าสนใจคือเบ้นไม่ได้ “ฝืนเลิก”แต่มันเป็นเพราะมีบางอย่างที่สำคัญกว่า
พอ Big Yes มันชัดบางอย่างมัน “หลุดออกไปเอง” โดยที่เราแทบไม่ต้องฝืนเลย
.
[12] เพราะงั้นปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ใช่ “เราคุมตัวเองไม่ได้”
แต่คือเรายังไม่มีเหตุผลที่ใหญ่พอ ให้เราคุมตัวเอง
แล้วพอโลกเข้าสู่ยุค AI
Content จะเพิ่มขึ้นแบบท่วมโลก
Attention จะกลายเป็นของหายาก
.
สุดท้ายมันจะเหลือแค่ 2 กลุ่มคน
คนที่ “ถูกใช้” กับคนที่ “ใช้มัน”

[15] และเส้นแบ่งมันไม่ใช่ IQ
ไม่ใช่ Skill ไม่ใช่เงิน แต่มันคือ คุณควบคุม Attention ตัวเองได้ไหม

[16] Tim เลยสรุปออกมาเป็นอะไรที่โคตรเรียบง่าย
ถ้าคุณสามารถ Single-task กับสิ่งสำคัญ วันละ 2 ชั่วโมง
โดยไม่มี interruption (อะไรมาขวาง)คุณจะอยู่ใน Top 1% ทันที
.
ปี 2025 เบ้นเคยคำ Class Free แจกชื่อว่า Internet Millionaire
หนึ่งในบทที่สำคัญคือ Focus is the new oil
การที่เรามี โฟกัสมันคือน้ำมันที่จำเป็นมากๆในยุคนี้ (เดี๋ยวจะกลับมาแจกฟรีใหม่ ใครอยากได้ลิ้งคลาส พิมว่า “FOCUS” เดี๋ยวส่งให้ค้าบ
——————

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
.
ตอนนี้เบ้นกลับมาติด IG แทนแล้วหลังจากลบ FB ไป5555555 เบ้นดูคลิปนี้จบเบ้นทำอะไรเดี๋ยวแปะให้ดูใต้เม้น 55555
.
สิ่งที่อยากจะบอกคือเราไม่ได้ต้องเก่งขึ้น
คุณแค่ต้อง “มีสิ่งที่สำคัญกว่ามือถือ”
ลบ App ไม่ได้เปลี่ยนชีวิตเราได้เลย (เดี๋ยวโหลดมาใหม่เชื่อดิ)
แต่การมี Big Yes จะเปลี่ยนทุกอย่าง
.
เพราะในโลกที่ทุกคนกำลังโดนดึง คนที่ “เลือกได้ว่าจะโฟกัสอะไร” คือคนที่ชนะเกมนี้ทั้งหมด
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ทำไมไม่ควรเสพติดดูคลิปพัฒนาตัวเองผลกระทบมุมของนักจิตแพทย์ในยุคดิจิตอล

  • เทคนิคจิตวิทยาของ CIA’S ที่ทำให้เราเผลอพูดทุกอย่างออกมาโดยไม่รู้ตัว

  • วิธีพัฒนาทักษะ ฝึกคิดบนกระดาษ The top 1% เขาคิดบนกระดาษยังไง


ความเห็น

ใส่ความเห็น