จิตวิทยาการสร้างแบรนด์ 7 ระดับในการสร้าง จุดยืน$ความเชื่อ

จิตวิทยาการสร้างแบรนด์ 7 ระดับในการสร้าง จุดยืน$ความเชื่อ

จิตวิทยาการสร้างแบรนด์ที่คนไม่ได้แค่จำได้ แต่ “รัก” มันเกิดขึ้นยังไง
.
คนส่วนใหญ่คิดว่าแบรนด์ที่คนรัก เกิดจากการตลาดเก่ง ยิงแอดเก่ง หรือมีภาพลักษณ์ที่ดูดี
.
แต่พอเบ้นไปดูคลิป The Psychology of Building a Brand Everyone Loves ของ Matt Gray มันทำให้เก็จขึ้นเลยว่า จริงๆแล้วแบรนด์ที่คนรัก ไม่ได้ถูกสร้างจากเทคนิคก่อน แต่มันถูกสร้างจาก “จิตวิทยาของมนุษย์”
.
เพราะสุดท้ายแล้ว คนไม่ได้รักแบรนด์เพราะเหตุผลเพียงอย่างเดียว
แต่รักเพราะแบรนด์นั้นทำให้เขา “รู้สึก” อะไรบางอย่างซ้ำๆ
.
รู้สึกคุ้นเคย รู้สึกไว้ใจ รู้สึกเคารพ รู้สึกว่าแบรนด์นี้มีบางอย่างที่จริง
และถ้าแกะมันออกมาจริงๆ แบรนด์ที่คนรักมากที่สุด มักจะมีแกนเหมือนกันอยู่ประมาณ [7] ข้อ 7 Principles
มันคือ [7] หลักจิตวิทยา ของการสร้างแบรนด์ที่คนอยากอยู่ด้วยไปนานๆ
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
———————–
[1] Principle 1: Consistency (ความสม่ำเสมอที่สร้างความไว้ใจ)
.
คนไม่ได้รักแบรนด์ที่เก่งที่สุดก่อนแต่เขามักจะรักแบรนด์ที่ “อยู่ตรงนั้นเสมอ”
.
Matt Gray เปิดมาด้วยเรื่องนี้เลย และเบ้นว่าอันนี้คือฐานของทุกอย่าง
เพราะในโลกที่ทุกคนเริ่มได้ แต่ไม่ค่อยมีใครยืนระยะได้
คนที่ยังโผล่มาอย่างสม่ำเสมอ จะเริ่มมีพลังบางอย่างขึ้นมาเอง
.
เขายกตัวอย่าง Casey Neistat ที่ทำ vlog ต่อเนื่องกัน 800 วัน
ซึ่งถ้าคิดดีๆ สิ่งที่คนดูไม่ได้รับมีแค่ content
แต่ได้รับ “ความรู้สึกว่า คนนี้เอาจริง” เห็นหน้าตลอด
.
ในเชิงจิตวิทยา สมองมนุษย์ไว้ใจสิ่งที่คุ้นเคย
ยิ่งเราเห็นอะไรบ่อย เห็นมันซ้ำๆ และเห็นว่ามันไม่หายไปไหน
เราจะเริ่มรู้สึกปลอดภัยกับมัน
.
เพราะงั้น Consistency ไม่ได้แปลว่าโพสต์ทุกวันแบบฝืนๆ
แต่มันคือการทำให้คนรู้สึกว่า
ถ้าพูดถึงเรื่องนี้ คนนี้จะยังอยู่ตรงนี้เสมอ
.
แบรนด์ไม่ได้เริ่มจากความดัง แต่มันเริ่มจากการสม่ำเสมอพอ
จนคนเริ่มจำ “ความรู้สึก” เวลานึกถึงเราได้
—————————————–
[2] Principle 2: Suffering and Resilience (เรื่องราวเจ็บปวดและความอดทน)
.
แบรนด์ที่คนรัก มักไม่ได้มีแค่ภาพสวยๆ แต่มักมี “แผล” บางอย่างอยู่ข้างใน
.
Matt Gray พูดถึง pain and suffering เป็นเรื่องจำเป็นมากๆ
มันทำให้เห็นว่า ความยากลำบากไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวของผู้ก่อตั้ง
แต่มันกลายเป็นพลังของแบรนด์ได้ด้วย
.
เขายกตัวอย่าง Jensen Huang และ Nvidia
บริษัทที่เกือบไม่รอดในช่วงแรก แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก
.
สิ่งที่น่าสนใจคือ คนไม่ได้ connect กับความสมบูรณ์แบบ
คน connect กับ “การดิ้นรน”
.
เพราะในเชิงจิตวิทยา เราเคารพคนที่ผ่านความยากมาแล้วไม่แตก
มันสะท้อน Character และ Character นี่แหละที่ทำให้แบรนด์มีน้ำหนัก
.
แบรนด์ที่ทุกอย่างดู smooth ไปหมด อาจทำให้คนสนใจ
แต่ไม่จำเป็นว่าคนจะผูกพัน
.
เพราะสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่าแบรนด์นี้มีตัวตนจริง
ไม่ใช่แค่ภาพความสำเร็จ แต่คือเรื่องราวของการ “อยู่รอด”
——————————-
[3] Principle 3: Obsession with Craft (ความหมกมุ่นในการสร้าง)
.
ในโลกที่ทุกคนเริ่มสร้าง content กันหมด
สิ่งที่ทำให้บางคนทะลุขึ้นมาได้ ไม่ใช่เพราะเขาทำหลายอย่างกว่า
แต่เพราะเขา “หมกมุ่น” มากกว่า
.
Matt Gray ยก MrBeast มาเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพ
คนส่วนใหญ่เห็นแค่ผลลัพธ์
แต่สิ่งที่อยู่ใต้ผลลัพธ์นั้นคือความหมกมุ่นกับ craft แบบแทบผิดมนุษย์
.
MrBeast คิดเรื่องวิดีโอทั้งวัน
แก้ปัญหามากกว่าคนอื่น ทุ่มสุดกับทุกชิ้นงาน
.
ในมุมจิตวิทยา คนดูรับรู้ obsession(ความหมกมุ่น) ได้
และเมื่อเขารับรู้ได้ เขาจะตีความทันทีว่า คนนี้ไม่ได้มาเล่นๆ
.
Obsession จึงไม่ใช่แค่บุคลิก แต่มันคือสัญญาณของความเอาจริง
และความเอาจริง คือสิ่งที่ดึงดูดผู้คน
.
แบรนด์ที่คนรัก มักไม่ได้เกิดจากคนที่พยายามบาลานซ์ทุกอย่างให้พอดี
แต่มักเกิดจากคนที่ยอมบ้ากับบางอย่างนานพอ จนมันกลายเป็นความต่างที่ลอกไม่ได้
———————————
[4] Principle 4: Creating What You Love (สร้างสิ่งที่เราหลงรัก)
.
หลักข้อนี้อาจขัดกับสิ่งที่หลายคนเรียนมา
ส่วนใหญ่เราจะโดนสอนใน Class ธุรกิจว่า “ให้สร้างสิ่งที่คนชอบ คนรัก”
เพราะ Matt Gray หยิบแนวคิดของ Rick Rubin มาเล่าว่า
“ถ้าอยากสร้างอะไรที่ทรงพลังจริง
คุณต้องเริ่มจากสิ่งที่คุณรัก ไม่ใช่สิ่งที่คิดว่าคนจะชอบ”
.
ฟังดูเหมือนสวนทางกับตลาด
แต่จริงๆแล้วนี่คือแก่นของ Authenticity (ความจริงใจ โปร่งใส)
.
เพราะเวลาคนสร้างแบรนด์โดยเริ่มจากการเอาใจตลาดมากเกินไป
สุดท้ายสิ่งที่ได้มักจะเป็นของที่ “ถูกต้อง” แต่ไม่ได้มีชีวิต
.
ภาษาจะเริ่มไม่ใช่ของเรา
มุมคิดจะเริ่มไม่ใช่ของเรา
น้ำเสียงจะเริ่มไม่ใช่ของเรา
และเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น คนก็จะรู้สึกได้
.
คนอาจ เส ของที่เราทำ (เพราะมันน่าสนใจ) แต่เขาจะไม่รักมัน
เพราะคนรักในสิ่งที่มีรสนิยม มีความเฉพาะ และมีแก่นบางอย่างที่ไม่ใช่ของ copy ตลาด
.
Creating what you love ไม่ได้แปลว่าไม่สน audience เลย
แต่มันแปลว่า อย่าให้เสียงของตลาดดังจนกลบเสียงจริงของตัวเอง
.
เพราะแบรนด์ที่คนรักจริง มักมีความ weird บางอย่างซ่อนอยู่ในนั้นเสมอ
(มีใครรักเพจนี้เพราะเขียนยาวบ้าง 555555 )
——————————————
[5] Principle 5: Delusional Self-Belief (ศรัทธาในตัวเองเกินจริง)
.
คนที่สร้างแบรนด์ใหญ่ๆได้ มักเชื่อตัวเองมากกว่าที่โลกคิดว่าควร
.
Matt Gray เรียกสิ่งนี้ว่า Delusional Self-Belief (เชื่อตัวเองเกินจริง)
ซึ่งฟังดูเหมือนอันตราย แต่จริงๆมันคือเชื้อเพลิงของคนที่กำลังสร้างอะไรใหม่
.
เพราะถ้าคุณ realistic มากเกินไป คุณจะหยุดตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
.
คุณจะคิดว่าตลาดแน่นเกิน
คุณจะคิดว่าเรายังไม่พร้อม
คุณจะคิดว่าเรายังไม่เก่งพอ
คุณจะคิดว่าเดี๋ยวค่อยเริ่ม
.
แต่คนที่ไปไกล มักมีช่วงหนึ่งที่เขาต้องเชื่อในบางอย่าง
แม้โลกภายนอกจะยังไม่มีเหตุผลพอมารองรับ
.
Michael Jordan เอาคำดูถูกมาเป็นเชื้อไฟ
ผู้ก่อตั้งหลายคนถูกมองว่าเพ้อฝัน
แต่เพราะเขาไม่ยอมปล่อยความเชื่อตัวเองง่ายๆ มันเลยพาไปถึงจุดที่คนอื่นไม่เคยเห็น
.
ในเชิงแบรนด์ ถ้าคุณยังไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองกำลังสร้างจริง
คนอื่นก็ยากจะเชื่อตาม
.
เพราะแบรนด์ไม่ใช่แค่สิ่งที่เราพูดออกไป
แต่มันคือแรงของความเชื่อที่คนสัมผัสได้
————————————–
[6] Principle 6: Mastery (เชี่ยวชาญ)
.
มีหลายแบรนด์ที่คนเริ่มติดตามเพราะ personality
แต่มีไม่มากที่คนจะอยู่ต่อ ถ้าไม่มี mastery อยู่ข้างหลัง
.
Matt Gray ยกตัวอย่าง Jiro Ono ที่ทำซูชิมาเป็นสิบๆปีแล้วก็ยังไม่พอใจกับข้าวของตัวเอง
.
มันสะท้อนว่า คนที่ไปถึงระดับตำนาน มักไม่ได้คิดว่าตัวเองจบแล้ว
แต่ยังมองตัวเองเป็นนักเรียนของ craft อยู่เสมอ
.
แบรนด์ที่คนรักระยะยาว มักมี 2 ชั้น
ชั้นแรก – คนเข้ามาเพราะชอบ vibe
แต่ชั้นที่สอง – คนอยู่ต่อเพราะเคารพ skill
.
ถ้าแบรนด์มีแต่บุคลิก แต่ไม่มีของ
วันหนึ่งมันจะเริ่มไม่มี Value ในตัวมันเอง
แต่ถ้ามีทั้งบุคลิกและความชำนาญ มันจะเริ่มมีแรงดึงดูดแบบไม่ต้องตะโกน
.
เพราะ Mastery คือสิ่งที่สร้าง respect
และ respect คือสิ่งที่ทำให้แบรนด์ยืนระยะได้
——————————————-
[7] Principle 7: Simplicity (ความเรียบง่ายที่สุด)
.
หลักข้อสุดท้ายคือสิ่งที่ดูง่ายที่สุดแต่จริงๆทำยากที่สุด
.
Steve Jobs เป็นตัวอย่างที่ Matt Gray ยกขึ้นมา
จากเดิมที่ iPhone prototype มีหลายปุ่ม
สุดท้ายเขาผลักทุกอย่างไปจนเหลือความเรียบง่ายที่สุด
.
สิ่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง design แต่มันคือจิตวิทยา
.
เพราะสมองมนุษย์ไม่ได้ตกหลุมรักสิ่งที่ซับซ้อน
สมองตกหลุมรักสิ่งที่ “เข้าใจได้ทันที”
.
แบรนด์ที่คนรักจริงๆ มักจะชัด
ชัดว่าเชื่ออะไร
ชัดว่าทำเพื่อใคร
ชัดว่าต่างยังไง
ชัดจนอธิบายได้แบบไม่ต้องพูดเยอะ
.
ความเรียบง่ายไม่ได้แปลว่าตื้น
แต่มันแปลว่า ผ่านการคิดมาจนเหลือแต่แก่น
.
และในยุคที่ทุกคนพยายามพูดให้เยอะ
คนที่พูดน้อยแต่ชัด จะยิ่งมีพลัง
——————————-

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ

แบรนด์ที่คนรัก ไม่ได้ถูกสร้างจากการพยายามให้คนรักตรงๆ
แต่มันเกิดจาก [7] หลักนี้
.
Consistency ทำให้คนไว้ใจ
Suffering and Resilience ทำให้คนเชื่อ
Obsession with Craft ทำให้คนเห็นความเอาจริง
Creating What You Love ทำให้แบรนด์มีแก่น
Delusional Self-Belief ทำให้แบรนด์มีแรงผลักดัน
Mastery ทักษะทำให้คนเคารพ
Simplicity ทำให้คนจำได้แบบง่ายๆ
.
อย่างเพจเบ้น เราก็มีจุดยืนเหมือนกัน คือเราจะเขียนให้ได้ Value
เราไม่อยากแบบแค่ Hooked เท่ๆแล้วคนมาอ่านเสียเวลากับเรา

จุดเริ่มต้นเพจนี้ก็มาจากการที่ เบ้นรู้สึกว่าเรา อ่านหนังสือ ดูคลิปแก้ปัญหาให้ตัวเองทุกวัน เลยอยากเอามาแชร์สิ่งที่เราคิด เรื่องที่เราสนใจ ให้คนอื่นด้วย
.
เบ้นเลยพยายามมี Part #สรุปแบบลงดาบ เพื่อ Reflect กลับไปว่าเบ้นคิดยังไง และเพจนี้ก็อาจจะมี Brand แบบนั้น 55555 (แบบเขียนยาวๆจนคนแชร์ละลืมอ่านอะไรอะไรแบบนั้น) ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ก็จะบอกว่า รักนะ56555
.
สุดท้ายคนไม่ได้รักแบรนด์เพราะมันเพอร์เฟกต์
แต่รักเพราะมันมีจุดยืนจริงๆ
.
อย่าพยายามสร้างแบรนด์ให้ทุกคนชอบ
จงสร้างแบรนด์ที่ชัดเจนมากพอ จริงใจมากพอ และลึกซึ้งมากพอ
จนคนที่ใช่ รู้สึกว่า นี่แหละแบรนด์ที่เขาอยากอยู่ด้วยไปนานๆ
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • Live ตัวเองตอนทำงานสร้าง apps ทุกวัน ทำแบบนี้ติดมา 125 วัน แล้วเป้าจะหาเงิน $1M

  • ทำไมคนถึงชอบซื้อของที่เขาไม่ใช้มันจริงๆ เศรษฐศาสตร์ พฤติกรรม ทำยังไงให้คนตัดสินใจ

  • ผมไม่เคยใช้มือถือ Smartphone เลย มันออกแบบหลอกให้รู้สึกว่าเราควบคุมมันได้


ความเห็น

ใส่ความเห็น