ทำไมเรายิ่งพยายามมากเกินจะยิ่งเละ กฏ 85% ของความพยายามแบบพอดี

ทำไมเรายิ่งพยายามมากเกินจะยิ่งเละ กฏ 85% ของความพยายามแบบพอดี

ทำไมการที่พยายามมากเกินไปจะยิ่งเละ(จริงๆ)
สมองเรามีโหมดหนึ่ง ที่จะ “ทำงานแย่ลงทันที”
ตอนที่เราพยายามฝืนมันมากเกินไป 

🧠

.
เราอาจเสียโอกาส เสียเงิน เสียเวลาได้
แต่สิ่งเดียวที่ต้องระวังคือ อย่าฝืนตัวเอง…จนเสียฟอร์ม
.
เบ้นไปเจอแนวคิดของ Aldous Huxley
เขาเรียกมันว่า “The Law of Reversed Effort”
.
กฎที่บอกว่า “ยิ่งคุณพยายามฝืนมากเท่าไหร่ คุณจะยิ่งทำสิ่งนั้นได้แย่ลง”
The harder we try… the less we succeed – Aldous Huxley
.
ลองมาดู “กลไกการฝืน” ที่ซ่อนอยู่ในชีวิตเรากันครับ
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป

Part 1 : กฎที่สวนสัญชาตญาณมนุษย์
.
Aldous Huxley บอกว่า
ยิ่งเราพยายามด้วย conscious effort มากเท่าไหร่
เราจะยิ่งล้มเหลวมากขึ้นเท่านั้น
.
มันขัดกับทุกอย่างที่เราเคยเชื่อ เราโดนปลูกฝังมาว่า
ความพยามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั้น
อยากเก่ง → ต้องพยายาม
อยากสำเร็จ → ต้องใส่ให้สุด
อยากชนะ → ต้อง 100%
.
แต่ความจริงคือ
“สมองมนุษย์ ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ “เร่งสุด” ตลอดเวลา”
.
ลองสังเกตตัวเองดูง่ายๆ
– ยิ่งพยายามนอน → ยิ่งไม่หลับ
– ยิ่งพยายามคิด → ยิ่งตัน คิดไม่ออก
– ยิ่งอยากให้มันดี → ยิ่งพัง เละ
.
เพราะทุกครั้งที่เรา “พยายามเกิน”
เรากำลังเปิดโหมดหนึ่งขึ้นมา โดยที่ไม่รู้ตัว
“Overcontrol Mode”
.
และโหมดนี้ คือศัตรูของ performance
(ส่วนตัวเบ้นเคยพยายามแบบจัดๆตอนก่อนอายุ 25 ทำงานยับๆ 365 วัน วันละ 14-16 ชั่วโมงทุกวัน ตอนนั้นยิ่งทำยิ่งเละจริง เพราะอะไรไปกันต่อ Part 2)

Part 2 : ตอนที่สมองเริ่ม “เกร็งจนพัง”
.ในมุมของร่างกายกันบ้าง
เวลาเราฝืนมากเกินไป ร่างกายจะเริ่มเสียสมดุลทันที
.
[1] ร่างกายเกร็ง ฟอร์มเสีย จังหวะหาย
จาก flow จะกลายเป็นฝืน
.
[2] สมองคิดเยอะเกิน
เราเริ่มควบคุมทุก step แทนที่จะ “ปล่อยให้มันทำงานเอง”
.
[3] ระบบเครียดทำงาน หัวใจเต้นเร็ว หายใจตื้น โฟกัสแคบลง
.
ผลลัพธ์คือ
คุณ “พยายามมากขึ้น” แต่ผลงาน “แย่ลง”
.
นี่แหละคือ paradox
“ความพยายาม…มีจุดที่มันย้อนกลับมาทำลายตัวเราเอง”
แล้วมันต้องพยามกันประมาณไหนหละ?

Part 3 : Flow – โหมดที่ดีที่สุด ไม่ใช่โหมดที่พยายามที่สุด**
.
สิ่งที่ตรงข้ามกับการฝืน ไม่ใช่การขี้เกียจ
แต่คือเราต้องวิ่งหา สภาวะ Flow State
.
Flow คือสภาวะที่ เรายังทำอยู่ แต่ไม่ต้อง “บีบตัวเอง”
มันคือ sweet spot ระหว่าง
ไม่ทำอะไรเลย 

❌

 กับฝืนจนพัง 

❌

.
[เราจะใส่พลังงานไปที่ 85%] ไม่ใช่ใส่ 100% เต็ม
.
ถ้าเราไปดูนั่งวิ่งที่ได้เหรียญทอง โอลิมปิก 9 เหรียญอย่าง Carl Lewis
มีคนวิเคราะห์กลยุทธ์ตอนเขาวิ่ง
เราจะเห็นเขาใช้กลยุทธ์นี้ตลอด เวลาที่เขาออกตัววิ่ง

ช่วง 40 เมตรแรก เขาแทบจะ “แพ้ทุกคน”
แต่พอเข้า 50–60 เมตร คนอื่นเริ่มหน้าเกร็ง ฝืนมากๆ
แต่ Carl Lewis… “ไม่เปลี่ยนอะไรเลย”
ฟอร์มยังนิ่ง หายใจเท่าเดิม ผ่อนคลายเหมือนเดิม
แล้วสุดท้าย เขา “ไหลผ่านทุกคนไปเฉยๆ”
.
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า The 85% Rule
ถ้าคุณสั่งให้นักกีฬาวิ่ง 85% เขาจะวิ่ง “เร็วกว่า” ตอนสั่งให้วิ่ง 100%
.
เพราะในจุดนั้น ร่างกายยัง relaxed สมองยังลื่น จังหวะยังอยู่
และความจริงที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้คือ
ตอนที่คุณไม่ได้พยายามสุด คุณกลับ perform ได้ดีที่สุด


Part 4 : วิธีหยุดฝืน แล้วกลับมา “ใช้พลังให้ถูกจังหวะ”
.
ชีวิตจริงไม่ต้องซับซ้อน แค่เริ่มจากสิ่งนี้
.
[1] หยุดทันทีเมื่อรู้สึกว่า “มันไม่ลื่น”
อย่าฝืนต่อ พัก แล้วกลับมาใหม่
.
[2] ทำตอนที่พลังมันมา ไม่ใช่ตอนที่ควรทำ
แต่คือ “ตอนที่คุณทำได้ดีที่สุด”
.
[3] เว้น space ให้สมอง
อย่ายัดทุกนาทีให้ productive
เพราะ insight ที่ดีที่สุด มักมาในช่วงที่คุณ “ไม่ได้พยายาม”
.
[4] เลิกเปรียบเทียบ
เพราะทุกครั้งที่คุณมองคนอื่น เราจะเริ่ม “เร่ง”
และพอเร่งเราจะเสียฟอร์มทันที

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ

ชีวิตไม่ใช่เกมของคนที่ “พยายามที่สุด”
แต่มันคือเกมของคนที่ “ควบคุมจังหวะได้ดีที่สุด”
.
กลับมาต่อตอน Part 1 ที่เบ้นเล่าว่า เออทำงานหนักนะ คือสรุปตอนชีวิตแทบไม่ดีขึ้นเลย ตอนหลังอายุ 25 เลยแบบต่อไปนี้จะลองหยุด และทำงานเป็นเวลาดู สรุป 2 ปีชีวิตดีขึ้นเยอะ 55555
.
เบ้นว่าสิ่งที่ “The Law of Reversed Effort” บอกคือ
เขาไม่ได้บอกให้เราขี้เกียจ แต่เขาบอกว่า
“อย่าใช้แรง…แบบคนที่ไม่เข้าใจแรง”
.
เพราะบางครั้ง สิ่งที่คุณต้องทำ ไม่ใช่ “ใส่เพิ่ม”
แต่คือ “หยุดฝืน แล้วกลับมาอยู่ใน flow”
.
เรากำลังอยู่ในโลกที่บีบว่ามี Tools ใหม่ๆ AI ตัวใหม่ๆให้เราเรียนตลอดเวลา และเบ้นก็เป็นคนนึงที่เชื่อว่า “รออีกแปปนึง” เดี๋ยวมันจะเริ่มชัดเจนเองว่าเราควรใช้อะไรกันแน่
.
เบ้นคิดว่าเรารอได้ แบบที่เราไม่ต้องเสียเวลา 80% ไปกับ Tools ที่กำลังหายไปในไม่กี่เดือนนี้
.
Slow is smooth ,
Smooth is fast
.
เราไม่ต้องเป็นคนที่ไวที่สุด แต่เราแค่ไม่หลุด ฟอร์มนิสัยรักการอ่าน นิสัยรักการพัฒนาตัวเอง และพักให้เป็น และใช้จังหวะชีวิตดีๆ
แค่นี้ชีวิตเราก็ดีขึ้นได้แน่นอน
.
แล้ววันนึง เราอาจจะไปไกลกว่าคนที่พยายาม 100% ตลอดเวลา แบบที่เขาไม่ทันรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
The harder we try… the less we succeed – Aldous Huxley
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • Remote-Work อาจเป็นทางตันสำหรับเด็กจบใหม่

  • ถ้าต้องเริ่มยิง Google Adsตั้งแต่ 0 จะเริ่มยังไง?

  • AI จะแก้ปัญหาโรคชราได้ไหม?


ความเห็น

ใส่ความเห็น