6 ความลับปลดล็อคสมอง ให้เรียนรู้ไว โดยหลักประสาทวิทยาศาสตร์รองรับ

6 ความลับปลดล็อคสมอง ให้เรียนรู้ไว โดยหลักประสาทวิทยาศาสตร์รองรับ

6 วิธีปลดล๊อคสมองให้เราเรียนรู้เรื่องใหม่ๆได้ไวขึ้น
(โดยเข้าใจหลักการประสาทวิทยาศาสตร์ ในสมองเรา)
.
Dr. Lila Landowski นักประสาทวิทยาและอาจารย์
ที่อธิบายใน TEDx Talk ว่า
ถ้าอยากเรียนรู้เร็วขึ้น เราต้องเข้าใจ [6] ปัจจัยที่ช่วยให้สมองสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น
.
[6] ปัจจัยนั้นคือ
Attention, Alertness, Sleep, Repetition, Breaks, and Mistakes
.
ลองดู [6] ข้อนี้ แล้วจะเห็นว่าะเรา “กำลังใช้สมองผิดวิธี” อยู่ก็ได้
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป

====================
[1] Attention – ถ้าไม่โฟกัส สมองก็ไม่สร้างวงจรที่ต่อกันได้
.
การเรียนรู้ที่แท้จริงเริ่มจากการ “ใส่ใจ”
.
เวลาเราจะจำอะไรได้ดี โดยเฉพาะในระยะยาว
สมองต้องได้รับสัญญาณก่อนว่า สิ่งนี้สำคัญพอให้เก็บเอาไว้
.
และสัญญาณนั้นก็คือ attention
.
ปัญหาคือ
ทุกวันนี้เราถูกดึงความสนใจทั้งวัน
มือถือ แจ้งเตือน โฆษณา คลิปสั้น ข่าว
.
สมองเลยไม่ได้อยู่กับอะไรนานพอ ที่จะสร้าง connection ใหม่ให้แข็งแรง
.
Dr. Lila บอกว่า
มนุษย์ถูกออกแบบมาให้โฟกัสทีละอย่าง
ไม่ใช่สลับบริบทไปมาตลอดเวลา
.
ยิ่ง context switching บ่อย
attention ยิ่งพัง และพอ attention พัง memory ก็พังตาม
.

🟢

 ถ้าอยากเรียนรู้ดีขึ้น เริ่มจากปิดสิ่งรบกวนก่อน วางมือถือให้ไกล แล้วให้สมองได้อยู่กับเรื่องเดียวจริงๆ

🟢

 ถ้าอยากฝึกระยะยาว focused attention meditation ก็ช่วยได้

🔴

 อย่าคิดว่าเปิดหลายจอ ทำหลายอย่างพร้อมกันแล้วเท่ เพราะหลายครั้งมันแค่ทำให้สมองจำอะไรไม่ลึกเลย


[2] Alertness – สมองต้องตื่นตัว ถึงจะรับข้อมูลได้ดี
.
แค่โฟกัสยังไม่พอ สมองยังต้องอยู่ในสภาวะ “พร้อมเรียนรู้” ด้วย
.
เวลาเราตื่นตัว
ร่างกายจะปล่อยสารอย่าง adrenaline และ noradrenaline
ซึ่งช่วยให้ความสนใจคมขึ้น และทำให้ข้อมูลใหม่เชื่อมกันได้ดีขึ้น
.
พูดง่ายๆ คือ
สมองที่ง่วงๆ เนือยๆ หรือเพลียเกินไป
ต่อให้นั่งอยู่หน้าหนังสือ ก็ไม่ได้แปลว่ามันกำลังเรียน
.
แต่ตรงนี้มีจุดสำคัญ
คือ stress(ความเครียด) นิดหน่อย แบบกำลังดี
.
ความกดดันเล็กๆ ช่วยให้เราตื่นตัว
แต่ถ้าคุณเครียดสะสมมานาน มันจะเริ่มกระทบความจำและการเรียนรู้จริง
.
Dr. Lila ยังอธิบายอีกว่า
มนุษย์มีจังหวะความตื่นตัวขึ้นลงเป็นรอบๆ
ประมาณทุก 90 นาที
และในแต่ละรอบ เราจะมีช่วงที่ alert ที่สุดแค่ช่วงสั้นๆ
.

🟢

 ก่อนเรียน ลองกระตุ้นร่างกายเล็กน้อย เช่น ขยับตัว หายใจแรงๆ อาบน้ำเย็น หรือใช้คาเฟอีนอย่างพอดี 

☕
🟢

 อย่าเพิ่งนั่งเรียนหลังมื้อใหญ่ เพราะหลังอิ่ม ระบบตื่นตัวจะลดลง

🔴

 อย่าใช้ความเครียดเรื้อรังเป็นเชื้อเพลิงหลัก เพราะมันอาจพาคุณรอดวันนี้ แต่พังการเรียนรู้ในระยะยาว


[3] Sleep – ถ้าไม่นอน สมองจะไม่ย้ายข้อมูลไปเก็บ
.
หลายคนคิดว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นตอนอ่าน
.
แต่ในความจริง สิ่งที่ทำให้ข้อมูล “เชื่อมต่อกัน” เกิดขึ้นตอนนอน
.
Dr. Lila อธิบายว่า
ระหว่างวัน สมองส่วน hippocampus จะเก็บข้อมูลไว้ก่อน
เหมือนไดอารี่ชั่วคราว
.
แต่พอตอนนอน ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกค่อยๆ ส่งต่อ
ไปเก็บในส่วนอื่นของสมอง เพื่อกลายเป็นความจำระยะยาว
.
เพราะงั้น ถ้าไม่นอน ข้อมูลที่เรียนมาอาจยังไม่ถูก save ได้จริงๆ
.
นี่คือเหตุผลว่าทำไม การโต้รุ่งอ่านหนังสือ
มักเป็นกลยุทธ์ที่เหนื่อยมาก แต่ไม่คุ้ม (สมัยเรียนใครเป็นแบบนี้บ้าง)
.
เพราะคุณอาจได้เวลาอ่านเพิ่ม
แต่เสียขั้นตอนสำคัญที่สุดของ memory consolidation ไป
.

🟢

 ถ้าอยากเรียนรู้ให้ติด ต้องให้ความสำคัญกับการนอนทั้งก่อนและหลังเรียน

🟢

 นอนดี ไม่ได้แค่ช่วยให้ตื่น แต่มันช่วยให้ความจำระยะสั้นกลายเป็นระยะยาว

🔴

 อย่าคิดว่าอดนอนเพื่ออ่านเพิ่มคือขยันอย่างเดียว เพราะหลายครั้งมันคือการอ่านเยอะขึ้น แต่จำได้น้อยลง


[4] Repetition – สมองไม่ลงทุนกับสิ่งที่โผล่มาครั้งเดียว
.
ทุกครั้งที่สมองสร้าง connection ใหม่ มันใช้พลังงานสูงมาก
.
ต้องใช้ทรัพยากร ใช้โปรตีน ใช้พลังงาน
สมองเลยไม่อยากลงทุนจริง กับสิ่งที่คุณแค่เห็นครั้งเดียวแล้วหาย
.
มันต้องเห็นก่อนว่า สิ่งนี้สำคัญจริงไหม
โผล่มาในชีวิตบ่อยไหม ควรถูกเก็บไหม
.
ยิ่งเราทำซ้ำบ่อยเท่าไหร่ สมองยิ่งได้สัญญาณว่า
เรื่องนี้ต้องจำ เรื่องนี้ต้องเก่งขึ้น
.
และ Dr. Lila เน้นมากเลยว่า
การฝึกแบบเว้นระยะ หรือ spaced repetition
มีประสิทธิภาพกว่าการยัดแบบฝึกทีเดียวเดียวๆ
.
ใช้เวลาเท่ากัน แต่แบ่งเรียนหลายวัน มักได้ผลดีกว่าเรียนรวดในวันเดียว
.

🟢

 ถ้าอยากจำให้ติด ต้องเจอสิ่งนั้นซ้ำหลายรอบ และกระจายการฝึกออกไปหลายวัน

🟢

 การทบทวนข้ามวัน ช่วยให้สมอง build บนสิ่งเดิมได้ดีขึ้น

🔴

 อย่าหวังว่าการเห็นครั้งเดียวจะพอ เพราะสมองไม่ได้ออกแบบมาให้จำของสำคัญจากการผ่านตาแค่รอบเดียว


[5] Breaks – การพักไม่ใช่การหยุดเรียน แต่มันคือส่วนหนึ่งของการเรียน
.
อันนี้เป็นข้อที่คนมองข้ามมาก
.
หลายคนเรียนเสร็จปุ๊บ รีบต่อทันที ยัดต่อทันที เปิดอย่างอื่นต่อทันที
.
แต่ Dr. Lila บอกว่า หลังจากเรียนอะไรบางอย่าง
สมองต้องการช่วงพัก เพื่อ replay สิ่งที่เพิ่งเรียนมา
.
แม้แต่ช่วงสั้นๆ สมองก็สามารถทบทวนข้อมูลนั้นซ้ำแบบเร็วมาก
ได้เองแบบอัตโนมัติ
.
และถ้าได้พักเงียบๆ 10-20 นาที
ไม่เล่นมือถือ ไม่นำข้อมูลใหม่เข้ามา ก็จะยิ่งดี
.
อีกประเด็นสำคัญคือ
ความจำใหม่มันยังเปราะบาง
ถ้าเรารีบไปเรียนสิ่งคล้ายกันต่อทันที ข้อมูลเก่าอาจโดนรบกวน
จนไม่ทันเซ็ตตัว
.

🟢

 หลังเรียนเสร็จ ลองพัก 10-20 นาทีแบบเงียบๆ เดินเล่น นั่งเฉยๆ หรือพักสายตา

🟢

 ถ้ายังต้องทำงานต่อ ให้สลับไปทำงาน routine ที่ไม่ใช้สมองหนักมาก

🔴

 อย่าเรียนเรื่องคล้ายกันติดๆ โดยไม่พัก เพราะบางทีคุณไม่ได้ขยันขึ้น แต่กำลังทำให้สิ่งที่เพิ่งเรียนไม่ทันแข็งแรง


[6] Mistakes – ความผิดพลาดคือสัญญาณว่าสมองกำลังเปิดโหมดอัปเกรด
.
คนส่วนใหญ่กลัวความผิดพลาด เพราะมันมาพร้อมความกังวล ความเกร็ง และความรู้สึกว่าเราไม่เก่ง
.
แต่ในมุมของสมอง ความผิดพลาดจะ มีประโยชน์มาก
.
เวลาเราพลาดขึ้นมาปั๊ป
สมองจะปล่อยสารบางอย่าง เช่น acetylcholine
และเพิ่ม activity ในระบบ attention
.
แปลว่า
สมองกำลังรับรู้ว่า ตรงนี้สำคัญ ต้องปรับ ต้องเรียนรู้และใส่ใจเพิ่มนะ
.
มันเหมือนเปิดหน้าต่างของ neuroplasticity
ให้สิ่งที่เกิดขึ้น “หลังจากผิด” ถูกเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น
.
ถ้าเราพลาดแล้วถอยเลิกเลย สมองจะไม่ได้เรียน
แต่ถ้าเราพลาดแล้วลองใหม่ สมองจะเริ่มปรับระบบจากจุดนั้น
.
และพอเราทำถูกได้ dopamine ก็จะเข้ามาช่วย reinforce สิ่งที่ถูกต้องอีกที
.
นี่คือเหตุผลว่าทำไม
การเรียนที่ดี ไม่ควรรอให้พร้อม 100%
แต่มันควรมีการลอง มีการ quiz มีการเพิ่มความยาก
เพื่อให้เกิด mistake-based learning
.

🟢

 ทดสอบตัวเองเร็วขึ้น ลองผิดให้เร็วขึ้น แล้วแก้ให้เร็วขึ้น

🟢

 ถ้าฝึกทักษะ ให้ปรับเงื่อนไขให้ยากขึ้นบ้าง เพื่อเปิดโหมดเรียนรู้จริง

🔴

 อย่ามองความผิดพลาดเป็นหลักฐานว่าคุณไม่เหมาะ เพราะหลายครั้งมันคือหลักฐานว่าสมองกำลังทำงานอยู่

====================

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ

-สมองยังเปลี่ยนได้เสมอ แต่ต้องการเงื่อนไขที่เหมาะสม
-Attention ทำให้สมองยอมรับข้อมูลเข้าไปลึกพอ
-Alertness ทำให้สมองอยู่ในโหมดพร้อมเรียน
-Sleep ทำให้ข้อมูลจากระยะสั้นถูกย้ายไปเก็บระยะยาว
-Repetition คือการบอกสมองว่าเรื่องนี้สำคัญพอจะลงทุน
-Breaks คือช่วงที่สมอง replay และปกป้องข้อมูลใหม่
-Mistakes ไม่ได้ขัดขวางการเรียน แต่ช่วยเปิดประตูให้การเรียนลึกขึ้น
.
สรุปง่ายๆ คือ
คนที่เรียนรู้เร็ว ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ฉลาดกว่าเสมอไป
แต่อาจเป็นคนที่ “จัดสภาพให้สมองเรียนรู้ได้ดีกว่า”


#ช่วงchallenge ลองฝึกตามนี้ 7 วัน

[1] ก่อนเรียนหรือทำงานลึก
ขยับร่างกายเล็กน้อย เพื่อดันความตื่นตัวของสมอง
[2] ตอนเรียน
ปิดสิ่งรบกวน แล้วให้สมองโฟกัสทีละเรื่อง
[3] หลังเรียน
พักเงียบๆ 10-20 นาที อย่าเพิ่งไถมือถือ
[4] ตอนกลางคืน
นอนให้พอ เพราะนั่นคือช่วงที่สมองเซฟข้อมูล
[5] วันถัดไป
กลับมาทบทวนสิ่งเดิมอีกรอบ แทนการยัดวันเดียว
[6] ระหว่างฝึก
quiz ตัวเอง ลองผิดบ้าง อย่ารอให้พร้อมค่อยเริ่ม

Train your brain the way the brain actually learns 

🧠

ผมว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • เทคนิคที่ชายคนนี้ใช้ปิดดีลกับ Mr.Beast “ไอเดีย $1,000,000 แบบบีงเอิญเจอกัน

  • เราไม่เคยได้จับพวงมาลัยชีวิตตัวเอง พวกเราเป็นได้แค่ผู้โดยสารที่โลกใบนี้จะพาเราไป

  • วิธีแก้นิสัยเป็นคนชอบคิดในแง่ลบบ่อย ด้วยหลักกลไกของ Neuroplasticity


ความเห็น

ใส่ความเห็น