ทำไมไม่ควรเสพติดดูคลิปพัฒนาตัวเองผลกระทบมุมของนักจิตแพทย์ในยุคดิจิตอล

ทำไมไม่ควรเสพติดดูคลิปพัฒนาตัวเองผลกระทบมุมของนักจิตแพทย์ในยุคดิจิตอล

ทำไมการดูคลิป Self-help พัฒนาตัวเองเยอะเกินไป อาจไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น (ในมุมของนักจิตแพทย์ด้านการเสพติด)

เมื่อเช้านี้ ผมเหมือนโดนตบหน้าตอนเช้าตรู่
ปกตินิสัยเบ้นตอนเช้าคือจะชอบหาคลิปยูทูปดูสักพักนึง แต่เช้านี้ไปเจอคลิปชื่อว่า
Why You Should Stop Watching YouTube (Yes, Even This Video)
ของ Dr. K จากช่อง HealthyGamerGG (3.25M Sub)
(แกเป็นจิตแพทย์แนวแบบดูแลคนติดเกม ติดโซเชียล และพฤติกรรมเสพติดในยุคดิจิทัล)
.
Dr.K แกบอกว่า ปัญหาของการดู Self-help ไม่ได้อยู่ที่เนื้อหา เพราะความรู้พวกนี้มันดีจริง แต่ปัญหาคือ “วิธีที่เรากำลังใช้มัน”
.
เพราะในมุมของจิตแพทย์ด้านการเสพติด
สิ่งที่อันตรายที่สุด คือสิ่งการที่
“ทำให้เรารู้สึกดีพอ…โดยไม่ต้องเปลี่ยนอะไรจริงๆ”
.
Dr. K บอกว่า นี่แหละอาจเป็นกับดักที่คนไม่พูดถึงที่สุดของคนพัฒนาตัวเองยุคนี้ เพราะหลายครั้ง สิ่งที่เราคิดว่าเป็น “การเรียนรู้”
จริงๆแล้วมันอาจเป็นแค่ “การผลัดวันประกันพรุ่งในเวอร์ชันที่ดูฉลาดขึ้น”
.
เดี๋ยวเราลองค่อยๆ แกะมันออกมาทีละชั้น
ผ่านบทความนี้กันครับ #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป

Part 1 : ปัญหาไม่ใช่ YouTube แต่คือสิ่งที่ YouTube ถูกสร้างมา
.
Dr. K เปิดคลิปมาแบบเจ็บดี
เขาบอกตรงๆเลยว่า
การที่ YouTuber ออกมาบอกให้คนหยุดดู YouTube มันก็ฟังดูตลกดี
แต่ปัญหาที่เขาเห็นตอนนี้มันเริ่มน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ
.
คือคนจำนวนมาก
เริ่มดูคอนเทนต์ Self-help เยอะมาก
ดูคลิปพัฒนาตัวเอง
ฟัง Podcast เรื่องชีวิต
เปิดคอนเทนต์แนวจิตวิทยา ทำเหมือนตัวเองกำลังขยัน (5555จุก)
ทั้งที่จริงๆแล้วมันยังเป็น “การเสพ” อยู่เหมือนเดิม
.
ตรงนี้สำคัญมาก
เพราะคอนเทนต์บน YouTube
ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้คุณเปลี่ยนชีวิต
แต่มันถูกออกแบบมาเพื่อทำให้คุณ “ดูต่อ”
.
ระบบไม่ได้วัดว่า
ดูคลิปนี้แล้วคุณมีวินัยขึ้นไหม คุณเลิกผลัดวันประกันพรุ่งไหม
คุณลงมือทำจริงหรือเปล่า หรือดูจบแล้วก็รู้สึกดีเหมือนเดิมแต่ไม่ทำ
.
สิ่งที่ระบบวัดคือ
คลิกไหม
ดูนานไหม
ดูจบไหม
กดคลิปต่อไหม
.
พูดง่ายๆคือ
คอนเทนต์จำนวนมากในโลกนี้
ไม่ได้ถูก optimize เพื่อผลลัพธ์ในชีวิตคุณ
แต่มันถูก optimize เพื่อการบริโภค
.
ดังนั้นแม้เนื้อหาจะดีจริง
แต่รูปแบบของมัน ก็ยังถูกห่อมาให้ “กินง่าย ดูเพลิน คลิกง่าย” อยู่ดี
.
นี่แหละคือจุดที่เริ่มอันตราย
เพราะเราเริ่มเข้าใจผิดว่า
สิ่งที่ เสพง่ายๆ คือสิ่งเดียวกับการเติบโตจริงๆ
แล้วทำไมเรายิ่งรู้สึกดีหละ? ไปต่อ Part 2

Part 2 : Self-help กลายเป็นการเสียเวลาแบบที่ไม่รู้สึกผิด
.
Dr. K อธิบายกลไกนี้ได้เคลียร์มาก (ขอกอดทีนึง)
.
เมื่อก่อนเวลาคนอยากพัก
ก็เปิดอะไรตลกๆ ดูอะไรชิลๆ แล้วก็รู้ตัวว่านี่คือการพัก
.
แต่ตอนนี้หลายคนเปลี่ยนเป็น
เปิดคลิปพัฒนาตัวเองแทน เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่า
ถึงจะเสียเวลาอยู่ แต่อย่างน้อยก็ยัง “ได้อะไร”
.
และนี่คือความอันตรายของมัน
.
เพราะมันทำให้การหนีงาน ดูเหมือนการเติบโต
มันทำให้การผลัดวันประกันพรุ่ง ปลอมตัวเป็นการเรียนรู้
.
เรานั่งดูคลิปเรื่องวินัย แทนที่จะลงมือทำสิ่งที่ต้องใช้วินัย
เราฟัง Podcast เรื่องการสร้างธุรกิจ แทนที่จะไปสร้างธุรกิจจริงๆ
เราดูคลิปเรื่องโฟกัส แทนที่จะนั่งทำงานแบบไม่มีสิ่งรบกวนจริงๆ
.
ลึกๆมันเลยเป็น comfort food แบบใหม่
ไม่ใช่อาหารของร่างกาย แต่เป็นอาหารปลอบใจของอัตตา(EGO)
.
มันทำให้เรารู้สึกดีพอ ที่จะไม่ต้องเปลี่ยนอะไรจริงจัง
.
นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไม
บางคนดูคลิปเก่งขึ้นทุกวัน แต่ชีวิตจริงไม่ค่อยเปลี่ยนเลย


Part 3 : สมองเริ่มเชื่อว่า “การพัฒนาตัวเองเป็นของฟรี”

Dr. K บอกว่า
ปัญหาของการดู Self-help เป็น background noise
เช่น เปิดตอนล้างจาน เปิดตอนเล่นเกม เปิดตอนรอคิว เปิดตอนนอนเล่น
คือมันทำให้สมองเริ่มคิดว่า
การพัฒนาตัวเองเป็นของแถม
เป็นของฟรี เป็นอะไรที่ได้มาโดยไม่ต้องเสียอะไร
.
และพอสมองเชื่อแบบนั้น
มันจะเริ่มไม่อยาก “จ่ายราคา” ของการเปลี่ยนแปลงจริง
.
ทั้งที่ในโลกจริง การพัฒนาตัวเองทุกอย่างมีต้นทุนหมด
.
อยากฟิตขึ้น = ต้นทุนคือความเหนื่อย ความปวด ความต่อเนื่อง
.
อยากสร้างธุรกิจ = ต้นทุนคือความงง ความผิดพลาด ความไม่แน่นอน
.
อยากมีสมาธิ = ต้นทุนคือความน่าเบื่อ ความฝืน ความต้องตัดสิ่งล่อใจออก
.
แต่คอนเทนต์แนว Self-help ที่ดูง่ายเกินไป
มันทำให้เราได้ “รสชาติของการพัฒนา”
โดยไม่ต้องจ่าย “ราคาของการพัฒนา”
.
มันทำให้เราจะเริ่มติดอยู่กับช่วงฮึกเหิม แต่ไม่เคยข้ามไปสู่ช่วงลงมือจริง
.
เหมือนคนที่ชอบดูคลิปทำอาหาร แต่ไม่เคยยืนอยู่หน้าเตาจริงๆ
เหมือนคนที่ชอบดูคลิปธุรกิจ แต่ไม่เคยรับแรงกระแทกจากลูกค้าจริงๆ
เหมือนคนที่ชอบดูคลิปจัดระบบชีวิต แต่ห้องยังรก โต๊ะยังเละ ตารางยังพังเหมือนเดิม
.
เรากำลังเสพ “ภาพจำลองของความก้าวหน้า”
แทนที่จะยอมเข้าไปอยู่ใน “ความเจ็บจริงของการเติบโต”


Part 4 : ทำไมคนบางคนได้ประโยชน์จากคอนเทนต์พวกนี้
แต่บางคนดูมาเป็นปีแล้วก็ยังไม่ไปไหน
.
Dr. K ไม่ได้บอกว่าคอนเทนต์พวกนี้ไม่มีประโยชน์
เขาย้ำชัดเลยว่า
มีหลายคนที่ชีวิตเปลี่ยนจากช่องของเขาจริง
และตัวเขาเองก็รู้ว่าความรู้ดีๆบนอินเทอร์เน็ตมีอยู่เยอะมาก
.
แต่ความต่างอยู่ตรงนี้
.
คนที่ได้ประโยชน์จริง มักจะ “ลงมือทำก่อน”
แล้วค่อยไปหาคอนเทนต์มาแก้ปัญหา
.
ส่วนคนที่ไม่ไปไหน มักจะ “ดูคอนเทนต์ก่อน”
แล้วใช้มันแทนการลงมือทำ
.
ยกตัวอย่างแบบที่ Dr. K เล่า
ถ้าเขาอยากทำอาหารย่างให้เก่งขึ้น เขาไม่ได้เริ่มจากนั่งดูคลิปสุ่มๆไปเรื่อย
.
แต่เขาจะไปย่างจริงก่อน
พอเจอปัญหาว่า ทำไมแครอทยังแข็ง
หรือทำไมพอสุกแล้วมันไหม้ ค่อยกลับมาหาคลิปที่ตอบโจทย์นั้น
.
นี่คือความต่างระหว่าง
Targeted Learning กับ Passive Consumption
.
แบบแรกคือ ลงมือก่อน เจ็บก่อน งงก่อน แล้วค่อยหาความรู้มาอุดรูรั่ว
แบบหลังคือ เสพไปก่อน รู้สึกฉลาดไปก่อน แล้วเลื่อนการลงมือออกไปเรื่อยๆ
.
ดังนั้นคอนเทนต์เดียวกัน อาจช่วยคนหนึ่งได้มาก
แต่ทำให้อีกคนติด loop อยู่กับที่ได้เหมือนกัน
เพราะไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ลำดับ” ที่เราใช้มันด้วย


Part 5 : ปัญหานี้เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาการเปลี่ยนแปลงโดยตรง
.
Dr. K เชื่อมเรื่องนี้กับแนวคิดจาก motivational interviewing
ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ช่วยคนเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเฉพาะกับเรื่องเสพติด
.
เขาอธิบายว่า
เวลามนุษย์คิดถึงเป้าหมาย เรามักเห็นแต่ประโยชน์
.
อยากเข้ายิม
ก็เห็นภาพหุ่นดี สุขภาพดี มั่นใจขึ้น
อยากสร้างเกม
ก็เห็นภาพว่าเจ๋ง มีรายได้ ทำในสิ่งที่รัก
อยากเริ่มธุรกิจ
ก็เห็นภาพอิสระ การเติบโต ความสำเร็จ
.
แต่พอลงมือทำจริง
สิ่งที่เจอกลับไม่ใช่ผลลัพธ์ แต่เป็น “ต้นทุน”
.
เข้ายิมวันแรก เจอเหนื่อย เจอปวด เจอไม่อยากไป
เขียนโค้ดวันแรก เจอบั๊ก เจองง เจอระบบพัง (ของเบ้นพังยับตอนนี้55555)
เริ่มธุรกิจวันแรก เจอลูกค้าไม่ตอบ เจอของไม่เวิร์ก เจอความไม่แน่ใจเต็มไปหมด
.
นี่คือเหตุผลที่คนจำนวนมากเลิกกลางทาง
เพราะตอนคิดถึงเป้าหมาย เราคิดถึงรางวัล
แต่ตอนลงมือทำ เราต้องจ่ายต้นทุนก่อน
.
และ Self-help content แบบดูเพลินๆ
มักจะทำให้เราติดอยู่ใน phase ของ “การคิดถึงรางวัล”
โดยไม่ยอมเดินเข้าสู่ phase ของ “การจ่ายต้นทุน”
.
เราก็เลยอินบ่อย ฮึกเหิมบ่อย แต่เปลี่ยนแปลงจริงๆน้อยมาก


Part 6 : วิธีใช้ YouTube แบบไม่ให้มันกลายเป็นกับดัก
.
ข้อสรุปของ Dr. K ง่ายมาก แต่คมมาก
เราต้องแยก “การเรียนรู้” ออกจาก “ความบันเทิง” ให้ชัดเจนก่อน
.
อย่าหลอกตัวเองว่าเปิดคลิปไว้บนจอที่สอง
หรือฟังพอดแคสต์ตอนทำอย่างอื่น แล้วนั่นคือการพัฒนาตัวเองเสมอไป
.
บางครั้งมันก็เป็นแค่การทำให้ตัวเองรู้สึกดี ว่าอย่างน้อยฉันก็ยังไม่ได้เสียเวลาเปล่า
.
แต่ความจริงคือ
ถ้าคุณจะเรียนรู้อะไรเพื่อเปลี่ยนชีวิต
มันควรเป็นกิจกรรมหลัก ไม่ใช่ของแถม
.
คุณควรนั่งลงไปกับมันจริงๆ
มีเวลาของมันจริงๆ
มีพื้นที่ให้คิด มีพื้นที่ให้ลอง มีพื้นที่ให้ล้มเหลว
แล้วค่อยใช้คอนเทนต์เป็นตัวช่วยเสริม
ไม่ใช่ใช้คอนเทนต์แทนการใช้ชีวิตจริง
.
พูดอีกแบบคือ
Act first, content second
ทำก่อน ติดปัญหาก่อน แล้วค่อยดู
.
ไม่ใช่ดูไปเรื่อยๆ แล้วหวังว่าสักวันมันจะทำให้เราเริ่มเองได้

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
จริงๆถ้าใคร Sub email เบ้นจะพูดเลยว่า คนส่วนใหญ่เป็น King Of Self development คือเป็น นักพัฒนาตัวเอง แต่ชีวิตไม่พัฒนา
.
ถ้าสังเกตุดีๆ Content เพจเบ้นแทบจะมี Action Step ให้ตลอดเพราะ Core หลักของการพัฒนาความรู้ คือการลงมือทำ
.
คลิปดีๆ บทความดีๆ (เช่นเพจนี้55555) อาจไม่ได้ช่วยคุณ
ถ้าคุณใช้มันเพื่อหลบจากงานจริงๆ
Podcast ดีๆอาจไม่ได้เปลี่ยนชีวิตคุณ
ถ้ามันมีหน้าที่แค่ทำให้คุณรู้สึกว่าได้พัฒนาแล้ว
.
ชีวิตที่เติบโตจริง
ไม่ได้เกิดจากการดูสิ่งที่ถูกต้องอย่างเดียว
แต่มันเกิดจากการยอมจ่ายราคาของการเปลี่ยนแปลงจริงๆ
.
ดูคลิปแล้วรู้สึกฮึกเหิม ไม่เท่ากับเปลี่ยนแปลงจริงๆ
จดโน้ตแล้วรู้สึกเข้าใจ ไม่เท่ากับเปลี่ยนแปลง
ฟังพอดแคสต์แล้วรู้สึกฉลาดขึ้น ก็ยังไม่เท่ากับเปลี่ยนแปลง
.
เพราะการเปลี่ยนจริง มันเริ่มตอนที่คุณปิดคลิป
แล้วกลับไปเจอความยากของชีวิตตัวเอง โดยไม่หนีมัน

ชีวิตที่ใช้คอนเทนต์เป็น “เครื่องมือ” จะไปต่อได้
แต่ชีวิตที่ใช้คอนเทนต์เป็น “ยาชา”
สุดท้ายจะติดอยู่ในลูปของการรู้เยอะแต่ “ไม่ลงมือทำ”
.
เบ้นอยากให้เราลองดู ครั้งหน้าที่เราอยากเปิดคลิปพัฒนาตัวเอง
ลองถามตัวเองก่อนว่า
ฉันกำลังหาคำตอบให้ปัญหาที่เจอจริง หรือฉันแค่กำลังหาวิธีรู้สึกดีกับการยังไม่ลงมือ ทั้งๆที่เราก็รู้หมดว่าต้องทำอะไรแต่เราไม่ทำ
.
บางทีคำถามนี้ อาจเปลี่ยนวิธีใช้ทั้ง YouTube และชีวิตของเราไปเลย
จะมีคนอ่านบทความนี้ 100 คน
จะมี 90 คน ที่อ่านจบแล้วไถ Feed เลื่อนอันต่อไป
จะมี อีก 9 คน ที่คิดเรื่องนี้แล้วก็บอกว่าเออจริงหวะ
และจะมี 1 คน ที่อ่านจบแล้วปิดapps นี้ซะ แล้วลุกไปลงมือทำ
.
เบ้นหวังว่าคุณ คนที่อ่านอยู่
ใช่ๆ…. คุณนั้นแหละ คุณคือคนนั้นใช่ไหม?
คุณรู้ตัวเองดีว่าคุณคือคนนั้น ลุกไปทำอะไรสักอย่างเถอะ เชื่อเบ้น 55555
.
(มันมีคนที่มาอ่านเพจนี้ทุกวันแล้วชีวิตเขาดีขึ้นมากๆแล้วนะ เพราะเขา อ่านจบแล้วไป ลงมือทำ) และวันนี้มันถึงตาแกแล้ว ผมรอฟังเรื่องของคุณอยู่นะ
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้มันจะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ดีล 2.5 $M สู่เครื่องจักรทำเงินพันล้าน การเดิมพันครั้งใหญ่ของ Nike ปี 1984

  • เขาทดลองจ้องกำแพง 10-15 นาที/วัน อยู่ดีๆก็ทำงานได้ดีขึ้น โฟกัสดีขึ้นเฉย

  • ใช้เวลาแค่ วันละ 30 วินาทีทำสิ่งนี้มา 9 ปี แต่ทำสิ่งนี้ทุกวันจะเปลี่ยนชีวิตไปตลอด


ความเห็น

ใส่ความเห็น