กลยุทธ์สำหรับการเติบโตหลายด้าน สำหรับคนที่มีความสนใจในหลายๆเรื่อง

กลยุทธ์สำหรับการเติบโตหลายด้าน สำหรับคนที่มีความสนใจในหลายๆเรื่อง

คนที่ชอบหลายเรื่องๆจะเจอปัญหานึงคือ เราเอาทุกอย่างมาชนกันในหัวตัวเอง (ใครเป็นแบบนี้อยู่ลองแวะมาตรงนี้แปปนึงๆ)
.
ในขณะที่โลกพยายามบอกให้เราเลือกแค่ทางเดียว
แต่หัวของเรากลับเต็มไปด้วยของที่อยากลองไปหมด
อยากทำ content อยากเรียน marketing
อยากเขียน อยากทำ podcast
อยากศึกษา business อยากลอง code
อยากอ่าน philosophy (และใช่ที่พูดมาทั้งหมดคือเบ้นเองผู้เขียน)
.
สุดท้ายเลยเราไม่ใช่คนที่ไม่มี passion
แต่กลายเป็นคนที่มี passion เยอะจน “จับอะไรไม่ทันสักอย่าง”
.
เบ้นไปเจอคลิปหนึ่งชื่อ Career Strategy For People With Too Many Interests มันไม่ได้พูดกับคนที่หา passion ไม่เจอ
แต่มันพูดกับคนอีกแบบเลย
.
คือคนที่สนใจหลายอย่าง อยากเติบโตหลายทาง
แต่เริ่มรู้สึกว่า ชีวิตตัวเองกำลังกระจาย
.
ถ้าคุณเป็นคนแบบนี้เหมือนกัน
บทความนี้อาจช่วยให้คุณเลิกโทษตัวเอง แล้วเริ่ม “ออกแบบตัวเอง” ใหม่ได้
ผ่าน [5] แนวคิดนี้เลย #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
————————————————————————–
[1] คุณไม่ได้มี Passion Problem คุณมี Strategy Problem
ประโยคนี้คือแกนของชีวิตของเราเลย
.
คนที่สนใจหลายอย่างมักชอบคิดว่า ตัวเองมีปัญหาเรื่องโฟกัส
บางคนถึงขั้นคิดว่าตัวเองขี้เกียจ ขาดวินัย
หรือไม่ก็เป็นคนเริ่มเก่ง แต่ไปไม่สุดสักเรื่อง
.
แต่เบ้นจะบอกเลยว่ามันไม่ใช่แบบนั้นปัญหาจริงไม่ได้อยู่ที่ความสนใจที่เยอะ
แต่อยู่ที่ “ระบบที่เราใช้จัดการมัน”
.
โลกนี้ถูกสร้างมาเพื่อ Specialist
โรงเรียน ระบบงาน Career path ไปจนถึง success story ส่วนใหญ่
มันเล่าแบบเดียวกันหมด
เลือก 1 อย่าง ลงลึกๆ ให้เราเก่งให้สุด
.
ซึ่งมันเวิร์กมากนะ ถ้าคนคนนั้น wired มาแบบนั้นจริง
แต่ถ้าเราเป็นคนที่สมองชอบ connect หลายเรื่องพร้อมกัน
คำแนะนำแบบ pick one lane มันจะฟังเหมือนคำตอบ
แต่พอใช้จริง มันเหมือนเรากำลังฝืนตัวเองอยู่ตลอดเวลา
.
เลยกลายเป็น cycle เดิมๆ
อินอะไรสักอย่าง
ลุย 2-3 เดือน
เริ่มดี แล้วจู่ๆก็อยากลองอย่างอื่น
จากนั้นก็สลับ แล้วก็โทษตัวเองอีก
.
ปัญหาคือไม่ใช่เรากาก แต่ เราเอากลยุทธ์ของคนที่ทำได้ที่ละอย่างไปยัดใส่คนที่ชอบทำหลายๆอย่างๆ มันก็เลยทำให้ชีวิตเราไม่ไปไหน
แล้วทีนี้ คนสนใจหลายๆแบบ พวกเราหละจำทำยังไงดี?
———–
[2] ปัญหาไม่ใช่เราชอบหลายอย่าง
ปัญหาคือเราอยากให้ทุกอย่าง “กลายเป็นอาชีพ”
.
อันนี้เป็นกับดักที่เบ้นติดอยู่ตลอดในช่วงวัย 20ต้นๆ
.
เราชอบเขียน ก็เริ่มคิดว่าจะทำเพจไหม
เราชอบเลี้ยงสัตว์ ก็เลยไปเช่าที่ดินทำฟาร์มสัตว์(อันนี้เรื่องจริงนะ5555)
เราชอบอ่านหนังสือ ก็เริ่มคิดว่าจะทำ content จากมันได้ไหม
เราชอบออกกำลังกาย ก็เริ่มคิดว่าจะปั้น personal brand สาย health ไหม
.
เหมือนทุกอย่างต้องถูก monetize (ทำให้หาเงินได้)
ทุกอย่างต้องกลายเป็น identity (มีจุดยืนชัดเจน)
ทุกอย่างต้องมี outcome (มีผลลัพธ์ที่จับต้องได้)
.
สุดท้ายสิ่งที่ควรจะเป็น “พื้นที่ให้เราได้หายใจเต็มปอด” กลายเป็น “พื้นที่กดดันตัวเอง”
.
แต่ในความเป็นจริง (ที่เราต้องยอมรับ)
ไม่ใช่ทุกความสนใจ ต้องโตเป็น career
ไม่ใช่ทุก hobby ต้องกลายเป็นธุรกิจ
และไม่ใช่ทุก skill ต้องกลายเป็นตัวตนหลักของเรา
.
บางอย่างมีไว้หาเงิน
บางอย่างมีไว้หล่อเลี้ยงชีวิต
บางอย่างมีไว้เก็บบน shelf ก่อน
.
แค่แยกสิ่งพวกนี้ออกจากกัน ชีวิตจะเบาขึ้นเยอะมาก
———-
[3] ใช้ระบบ 3 Buckets เพื่อหยุดความวุ่นวายในหัว
ที่นี้เราเอาความสนใจทั้งหมด แบ่งเป็น 3 bucket
.
1. Money Maker Bucket คือ
สิ่งที่มีโอกาสมากที่สุดในการพาเราไปสู่รายได้ใน 1-3 ปีข้างหน้า
สังเกตนะ ไม่ได้บอกว่าให้เลือกสิ่งที่รักที่สุด
แต่ให้เลือกสิ่งที่ เราพอทำได้ ตลาดต้องการ และเราไม่ได้เกลียดมัน
.
อันนี้คือ anchor
คือตัวที่ต้องให้พลังมากที่สุดในช่วงนี้
.
2.Soul Stuff Bucket คือ
สิ่งที่ทำแล้วเรารู้สึกมีชีวิต ชีวา แต่ไม่ต้องหาเงินจากมัน
เช่น อ่านหนังสือ เล่นดนตรี วาดรูป เล่นเกม เดินเล่น เขียน journal
.
จุดสำคัญคือ อย่าพยายามเปลี่ยนของพวกนี้ให้เป็น side hustle หมด
เพราะบางที พอเราเอา pressure เรื่องเงินไปใส่
สิ่งที่เคยเยียวยาเรา จะกลายเป็นอีกภาระหนึ่งทันที
.
3. Curiosity Shelf Bucket คือ
ทุกอย่างที่เราสนใจ แต่อยู่ในโหมด not now
ไม่ใช่ไม่ทำตลอดไป แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้
.
เช่น อยากเรียนภาษา อยากศึกษา astronomy อยากทำแอป อยากเข้าใจ investing ให้ลึกขึ้น สิ่งเหล่านี้ยังอยู่ได้ แต่ยังไม่ต้องดึงมันลงมาในฤดูกาลนี้
.
เบ้นว่ากรอบนี้ดีมาก เพราะมันไม่ได้บังคับให้เราฆ่าความเป็นตัวเอง
มันแค่สอนให้เรา “จัดตำแหน่ง” ของสิ่งต่างๆ ในชีวิตใหม่
ถ้าเราจัดระเบียบความสนใจของเราให้ดีเราจะเห็นภาพมากขึ้น
————–
[4] คนที่สนใจหลายอย่าง ไม่ได้ต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน
แต่ต้องทำเป็น “ลำดับ”
.
ประโยคนี้สำคัญมาก
เพราะหลายคนเข้าใจคำว่า multifaceted หรือ generalist ผิด
คิดว่าต้องทำหลายอย่างพร้อมกันถึงจะเป็นคนหลายมิติ
.
แต่จริงๆแล้ว คนที่ไปได้ไกล
เขาไม่ได้โตจาก chaos (ความวุ่นวาย)
เขาโตจาก sequence (การลำดับ)
.
คำแนะนำคือ สำหรับ 6-12 เดือนข้างหน้า
Bucket แรก(Money) ควรได้พลังจากเราประมาณ 80%
.
ไม่ใช่ 80% ของชีวิตทั้งหมด
แต่คือ 80% ของ productive energy (ช่วงเวลาที่เรามีพลัง)
.
ถ้าวันหนึ่งเรามีเวลาพัฒนาตัวเอง 2 ชั่วโมง
1 ชั่วโมงครึ่งควรลงกับ Money Maker
อีกส่วนค่อยให้ Soul Stuff
ส่วนสิ่งที่อยู่บน shelf ก็ปล่อยไว้ก่อน
.
ฟังดูธรรมดา basic มากๆเลยใช่ไหม 55555
แต่จริงๆนี่คือสิ่งที่เปลี่ยนคนจาก
“สนใจไปเรื่อย” ให้กลายเป็น “สร้าง momentum ได้จริงๆ”
.
เพราะ skill จะพาเราไปสู่รายได้
รายได้จะพาเราไปสู่ freedom
แล้ว freedom จะซื้อเวลามาให้เรา explore อย่างอื่นได้ในอนาคต
.
ไม่ใช่ explore ก่อนจนเราไม่มีแรง พลังหมด
แล้วค่อยสงสัยทีหลังว่าทำไมชีวิตยังไม่ไปไหน
—————-
[5] คนที่ดูเหมือนทำได้หลายอย่าง จริงๆเขามักเริ่มจาก “หนึ่งอย่างก่อน”
.
นี่คือ reality check ที่เราต้องเข้าใจจริงๆคือ
.
หลายคนชอบมองคนที่เก่งหลายด้าน แล้วคิดว่าเขาคงเป็นคนมหัศจรรย์
ทำไมทำได้ทั้งธุรกิจ ทั้ง content ทั้งการลงทุน ทั้ง speaking ทั้ง Art
.
แต่ความจริงส่วนใหญ่ไม่ใช่แบบนั้น
.
คนที่ดูเหมือนทำได้หลายอย่างในวันนี้
มักเริ่มจากการ build “เสาหลักต้นแรก” ก่อน
เก่ง 1 อย่างก่อน
หาเงินจาก 1 อย่างก่อน
สร้างฐานจาก 1 อย่างก่อน
แล้วค่อยแตกกิ่งออกไปเรื่อยๆ
.
ถ้าเราไม่เข้าใจ logic นี้
เราจะเผลอเอา “chapter 10 ของคนอื่น”
มาเทียบกับ “chapter 1 ของตัวเอง”
.
แล้วก็คิดว่าเราช้า เรากระจาย เรายังไม่เจอหนทาง
.
ทั้งที่จริงๆ สิ่งที่เราต้องทำ อาจไม่ใช่หาตัวตนใหม่
แต่อาจเป็นแค่การยอมรับว่า
ตอนนี้ชีวิตต้องการ Core Focus ไม่ใช่ “open tabs เพิ่มอีก 12 อัน”
============

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
.
คนที่ชอบหลายอย่าง ไม่ได้ต้องรีบตอบคำถามว่า
สุดท้ายฉันคืออะไรกันแน่
.
บางทีคำถามที่ดีกว่าคือ
“ตอนนี้ อะไรควรเป็นเสาหลักของชีวิตฉันก่อน”
.
เพราะเราไม่ได้จำเป็นต้องฆ่าความสนใจอื่นทิ้ง
เราแค่ต้องหยุดเอาทุกอย่างมาวิ่งพร้อมกัน
.
ไม่ใช่ให้เราเป็น specialist แบบสุดโต่ง
แต่มันบอกให้เราเลิกใช้ชีวิตแบบกระจัดกระจาย
แล้วเริ่มใช้ความอยากรู้อยากลองอย่างมีกลยุทธ์
.
เบ้นว่าคนแบบนี้ ถ้าจัดระบบตัวเองได้ จะโคตรน่ากลัว
เพราะเราไม่ใช่คนที่มีแค่ depth (รู้ลึก)
แต่เรามี breadth (รู้กว้าง) ด้วย
และถ้าวันหนึ่ง breadth ทั้งหมด มันถูกรวมศูนย์อยู่บนเสาหลักที่แข็งแรง
สิ่งนั้นจะกลายเป็น leverage
.
One Person Business ก็คิดแบบนี้เหมือนกัน
เราไม่ได้ต้องตัดตัวเองให้เหลือแค่ niche แคบๆอย่างเดียว
แต่เราต้องมีแกน
มี cashflow มี skill หลัก
แล้วค่อยเอาความสนใจอื่นมาซ้อนเป็น ecosystem
.
You do not need less curiosity
You need better architecture.
.
และนั่นอาจเป็นประโยคที่คนสนใจหลายอย่างควรจำให้ขึ้นใจ
.
เราไม่ได้หลงทางเพราะชอบหลายอย่าง
เราแค่ยังไม่ได้ออกแบบ “เส้นทางที่ทำให้หลายอย่างนั้นเดินไปด้วยกันได้”
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • Build $300M Startup

  • ธุรกิจทำงานยังไงแบบเข้าใจง่ายๆ

  • The Art of War: ศิลปะแห่งการ “ไม่ต้องสู้”


ความเห็น

ใส่ความเห็น