เทคนิคที่ชายคนนี้ใช้ปิดดีลกับ Mr.Beast “ไอเดีย $1,000,000 แบบบีงเอิญเจอกัน

เทคนิคที่ชายคนนี้ใช้ปิดดีลกับ Mr.Beast “ไอเดีย $1,000,000 แบบบีงเอิญเจอกัน

เทคนิคที่ชายคนนี้ใช้ ปิดดีล $1,000,000 กับ MrBeast
แบบไม่มีสไลด์ ไม่มีเอกสาร ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที
.
นี่คือเรื่องของ Simon Squibb (ผู้ติดตาม 2.23M @02.03.26)
ผู้ชายที่ไม่ได้มีนัด ไม่ได้มี pitch deck ไม่ได้มีเวลาเตรียมตัว
เขามาเล่าว่าเขาบังเอิญเจอ Mr.breast ดันอยู่ในตึกเดียวกัน
.
และเขาตัดสินใจว่า “จะขายไอเดียนี้ให้ได้”
มาฟังวิธีเทคนิคที่เขาใช้กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
——–
[1] เขาไม่รอจังหวะ เขาสร้างมัน
.
เรื่องมันเริ่มจากว่า Simon ได้ยินว่า MrBeast อยู่ในตึกเดียวกัน
.
คนส่วนใหญ่จะคิดว่า
เออ ไว้มีนัดก่อน เออ ไว้เตรียมสไลด์ก่อน เออ ไว้ค่อยส่งอีเมล
แต่ Simon คิดอีกแบบ เขาให้คนถ่ายกล้องแล้วเดินเข้าไปทักตรง ๆ
.
ระหว่างที่คนกำลังมุง MrBeast เดินขึ้นลิฟต์
Simon เลยยื่นไมค์ไปถามว่า
“How’s it going, MrBeast? What’s your dream?”
(เป็นไงบ้าง ความฝันของคุณคืออะไร)

MrBeast ตอบว่า
“To be the biggest YouTuber ever.”
(เป็นยูทูปเปอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล)
.
Simon ยิงต่อทันที “Can we collab? I’ve got an idea.”
(เรามาจอยกันไหม ผมมีไอเดียนะ)
คำตอบที่ได้จาก MrBeast คือ “See you later.” (บายไว้เจอกันนะ)
แล้ว MrBeast ขึ้นลิฟต์ไป
.
ดีลครั้งแรกของเขาพังลง ถามว่าจบไหม ? ไม่ 55555
(เพราะถ้าจบก็จะไม่มีบทความนี้ไปต่อ)
.
สำหรับคนทั่วไป นี่คือการโดนปฏิเสธ สำหรับ Simon นี่คือการเปิดประตูบานแรก
.
[2] เขาเข้าใจว่าการเข้าหาคนต้องเริ่มที่คนรอบตัว
.
แทนที่จะตาม MrBeast ตรง เหมือนเดิม Simon เขาเปลี่ยนแผน
ไปทักหาคนรอบๆตัวทีมงาน MrBeast จนได้เจอกับคนที่ชื่อว่า
.
JD ซึ่งเขาเป็น ตำแหน่ง Global Growth and Strategy (คนวางเกมการเติบโตของแบรนด์) ของMrBeast แล้วเขาก็อ้างที่คุยกับ MrBeast ข้อ [1]
.
Simon บอกว่า
“Every big deal I’ve ever done has had gatekeepers.”
ดีลใหญ่ทุกดีล มีคนเฝ้าประตู
.
และถ้าคุณอยากเข้าไปข้างใน คุณต้องทำให้คนเฝ้าประตูเชื่อใจคุณก่อน
เขาก็เลยเล่าไอเดียตัวเองจนคุณ JD เขาเชื่อใจ และพาขึ้นไปเจอ MrBeast
.
[3] เขาใช้ Uno Reverse สร้างแรงกดดันแบบสุภาพ
ทีนี้เขาได้ขึ้นไปชั้นบนในโรงแรมแล้ว แต่ปรากฎว่า ทีมงานหน้าห้องบอกว่า
“วันนี้ MrBeast เหนื่อยมากๆแล้ว คุณค่อยมาทีหลังได้ไหม?”
.
คนส่วนใหญ่จะตอบว่า โอเคครับ เดี๋ยวผมรอ
แต่ Simon (ดื้อ) ตอบว่า “No”
.
ตอบไม่ใช้เสียงแข็ง ไม่ใช้ท่าทางก้าวร้าว
แต่พูดด้วยความมั่นใจว่า “สิ่งที่ผมจะพูด มันสำคัญพอที่จะพูดตอนนี้”
.
Simon เขาอธิบายเองเลยว่า
.
“When he says can I come back later, I say no. That changes the dynamic.”
(พอเขาบอกให้กลับมาทีหลัง ผมบอกไม่ มันเปลี่ยนเกมทันที)
.
พอคุณไม่ยอมเลื่อน อีกฝ่ายจะเริ่มคิดว่า หรือเรื่องนี้มันมีน้ำหนักจริง
นี่คือการสร้าง Urgency (ความเร่งด่วน) โดยไม่ต้องกดดัน
.
[4] เขาไม่เริ่มด้วยไอเดีย เขาเริ่มด้วยความเข้าใจ
.
สรุปพอได้เข้าไปเจอ MrBeast จริง ๆ
ประโยคแรกที่เขาพูดไม่ใช่เล่าไอเดียแต่พูดว่า
“I know you’re tired.” (ผมรู้ว่าคุณเหนื่อย)
.
ลองคิดดู คนระดับ MrBeast เจอคนมาขอ collab วันละกี่คน
แต่กี่คนจะเริ่มต้นด้วยคำว่า ผมเข้าใจคุณ

เขายังพูดอธิบายว่า
“Don’t be alpha male when you walk in the room.”
(อย่าทำตัวเป็นตัวผู้จ่าฝูงตอนเดินเข้าห้อง)
.
เพราะในโลกของการขาย คนจะเปิดใจ ก็ต่อเมื่อเขารู้สึกว่าคุณ “เข้าใจ” ไม่ใช่ “จะเอาผลประโยชน์”
.
[5] เขาสร้างความน่าเชื่อถือใน 2 นาที
.
หลังจากเปิดด้วย empathy แล้ว เขาไม่ได้พูดไอเดียทันที
เขาเล่าเรื่องชีวิตตัวเองแบบสั้นๆ
– ผมโดนไล่ออกจากบ้านตอนอายุ 15 เคยเป็นคนไร้บ้าน
– ไม่มีใครสอนว่าเอาไอเดียจากหัวมาทำให้เป็นจริงได้ยังไง
– ผมเลยต้องเรียนรู้เอง สร้างธุรกิจเอง เคยได้เงินล้าน และก็เคยเสียเงินล้าน
เขากำลังบอกว่า ผมไม่ได้มาขอชื่อเสียงผมมาด้วย Mission
.
[6] เขาขาย “จุดร่วม” ไม่ได้ขายไอเดีย

แล้วเขาพูดประโยคที่ทำให้ MrBeast เริ่มพยักหน้า

“For profit, for good is my model.”
(ทำกำไรเพื่อเอาไปทำความดีคือโมเดลของผม)

เขาอธิบายว่า
เขาใช้ยูทูปหาเงิน แล้วเอาเงินนั้นไปช่วยคนทำความฝัน
(ซึ่งมันคือสิ่งเดียวกับที่ MrBeast ทำอยู่)
.
ตรงนี้แหละคือ Synergy (จุดร่วม) จากคนแปลกหน้า กลายเป็นคนสายเดียวกัน คนเราจะร่วมมือกับคนที่สะท้อนตัวเอง
.
[7] ตอนเสนอไอเดียอย่ากระพริบตา
Simon บออกว่าว่าเคล็ดลับคือ ห้ามกระพิบตาเด็ดขาดตอนเสนอไอเดีย (เพราะมาแสดงถึงความจริงจังในแนวคิดของเรา)
.
แล้วเขาก็ยิงไอเดียหลักตรง ๆ
“I want to help 1,000 people make their dream a reality.”
(ผมอยากช่วย 1,000 คนให้ทำความฝันเป็นจริง)
.
“Say it with conviction. Say it like you believe it.”
(พูดด้วยความเชื่อมั่น พูดเหมือนคุณเชื่อจริง ๆ)
.
Simon บอกว่า ตอนนี้เขาช่วยคนวันละ 2 คนอยู่แล้ว วันก่อนมีวิดีโอหนึ่งได้ 10 ล้านวิว
ถ้ามี Reach ของ MrBeast 1,000 คนคือเรื่องง่าย
.
การ Pitch ไม่ใช่แค่คำพูด มันคือพลังของคนพูด
ถ้าคุณยังลังเล อีกฝ่ายจะลังเลตาม
.
[8] เขาปิดดีลแบบ Fun War
.
ก่อนจบเขาทำให้มันเป็นเกม “Let’s do a fun war.” (มาแข่งกันแบบสนุก ๆ)
และเล่นเกม Thumb War (นิ้วมือมวยปล้ำ) แข่งกันใครแพ้ ต้องช่วยคน 1000 คน สรุปคือ MrBeastชนะ (นิ้วยาวกว่า55555)
.
เขาจบการสนทนาด้วยการทำให้มันสนุกและมี moment ที่น่าจดจำ และทำให้เขาได้ คลิปนี้มาทำคลิป และได้ engage จาก MrBeast

.
[9] เขาคิดแบบ Long-term Relationship
หลังจากออกจากห้อง เขาขอบคุณทีมงานทุกคน รวมถึงคนเฝ้าประตู
และบอกว่า “วันนี้พวกคุณได้ช่วยคนไว้ได้เยอะมากๆ”
.
เขาไม่ได้คิดแค่โปรเจกต์เดียว เขากำลังสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบตัว MrBrast
.
[10] เขาลงมือทำจริงทันที
หลังจากนั้น เขาเปิดเว็บไซต์ให้คนส่งความฝันจริง

– เปิดเว็บ 1000dreams ให้คนสมัคร
– ให้คนพิมพ์คำว่า BEAST เพื่อเข้าร่วม
– เปิด “The Dream Fund”
– เอา 10% ของกำไรธุรกิจใหม่ทั้งหมดใส่กองทุน แล้วเอา 100% ของกองทุนไปช่วยคน และปี 2026 ให้คนไปแล้วกว่า £50,000+ (2ล้านบาท)

==============

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
สิ่งที่หลายคนมองข้าม แต่ Simon Squibb เขาเข้าใจคือ

[1] ทุกๆดีลใหญ่มี Gatekeeper (คนเฝ้าประตู) หาคนนั้นให้เจอซะ
[2] คำว่า No ไม่ใช่จุดจบมันไปต่อได้

คนจะเปิดใจ เมื่อเขารู้สึกว่าคุณเข้าใจเขา
ถอด Flow การคุยของเขาเป็นแบบนี้เลย
1.เขาเริ่มจาก Empathy (ความเข้าใจ) – ทักว่า MrBeast เหนื่อย
2.ต่อด้วย Credibility (ความน่าเชื่อถือ) – เล่าชีวิตตัวเอง
3.หา Synergy (จุดร่วม) – สไตล์เดียวกัน
4.พูดด้วย Conviction (ความเชื่อมั่น) – ไม่กระพริบตา
5.ปิดด้วย Fun (ความสนุก) – เล่นมวยปล้ำมือ
6.แล้ว Follow-through (ลงมือจริง)
.
ทั้งหมดจุดเริ่มต้นเดียวเลยคือมาจากความกล้า
บทเรียนคือ อย่า Pitch เพื่อให้ได้ Yes
Pitch ให้เกิด Moment ที่อีกฝ่ายจำได้
.
ดีลล้านดอลลาร์ เริ่มจากคำถามสั้น ๆ
What’s your dream?
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • การฝืนตัวเองเป็นสิ่งที่คนอวยมากเกินไป ในมุมวิทยาศาสตร์ วินัยไม่ควรถูกใช้บ่อย?

  • เมื่อคอนเทนต์ที่ดูมีประโยชน์เริ่มไม่มีคุณค่า ยุคที่ AI ที่ปั้มสื่อไม่หยุด

  • ทำไมคนที่เคนเรียนดีมักล้มเหลวช่วงแรก จนกว่าจะเข้าใจว่าเราต้องเลิกเป็นคนพิเศษ


ความเห็น

ใส่ความเห็น