เราไม่เคยได้จับพวงมาลัยชีวิตตัวเอง พวกเราเป็นได้แค่ผู้โดยสารที่โลกใบนี้จะพาเราไป

เราไม่เคยได้จับพวงมาลัยชีวิตตัวเอง พวกเราเป็นได้แค่ผู้โดยสารที่โลกใบนี้จะพาเราไป

ทุกวันนี้พวกเราเป็นเหมือนผู้โดยสารที่รอให้โลกขับพวงมาลัยพาเราไป
(โดยที่พวกเราตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเส้นทางนั้นคือสิ่งที่เราอยากจะไปไหม

เช้าวันหนึ่ง ลองนึกภาพว่าเราตื่นขึ้นมา เปิดปฏิทิน เห็นสัปดาห์ที่แน่นเต็มไปด้วยประชุม งานนัด Call back Deadline ทุกอย่างดู “ดี” ดู productive ดูเหมือนชีวิตที่กำลังเดินหน้า
.
แต่คำถามก็คือ
ทั้งหมดนี้พวกเราเลือกเองจริงไหม หรือพวกเราแค่ตอบสนองไปกับมัน
.
ชีวิตของพวกเรามันทำงานเป็น React Loop
.
[1] ตื่นเช้า → เปิดมือถือ → React กับสิ่งที่เข้ามา
[2] ระหว่างวัน → คนเรียก → React กับ Request ที่คนถามหรือต้องการ
[3] พัก → เลื่อนข่าว → React กับกระแส
[4] ก่อนนอน → เสพอีกนิด → React กับความกลัวว่าตัวเองตกขบวน
.
ทั้งวันพวกเรา reactive เก่งมาก
และมันเก่งจนเราคิดว่านี่คือความสามารถที่เราเรียกมันว่า “Management”
.
ตอนนี้ทุกคนอยากรู้เรื่อง AI มันทำอะไรได้ใหม่ไหม
มันจะมาแทนงานเราไหม เราต้องเรียนอะไรเพิ่มไหม
.
ถามจริง ๆ ก่อนหน้านี้พวกเราสนใจมันไหม
คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สนใจชอบมันมาก่อน
.
พวกเราไม่ได้ตื่นขึ้นมาแล้วพูดว่า วันนี้ฉันอยากศึกษาปัญญาประดิษฐ์โว้ยสนุกโครตๆ
.
โลกมันสร้าง narrative ให้เรารู้สึกว่า
ถ้าไม่รู้เรื่องนี้ คุณกำลังถอยหลัง
ถ้าไม่ตาม คุณกำลังช้า
ถ้าไม่เข้าใจ คุณกำลังเสี่ยง
.
แล้วพวกเราก็ React
.
นี่ไม่ใช่ Passion Mode นี่คือ Survival Mode
และนี่แหละคือ Modern Slavery (การเป็นทาสยุคแบบใหม่)
.
มันไม่มีโซ่
ไม่มีคุก
ไม่มีนายทาส
.
แต่มันมีแรงกดดัน
มี comparison
มี trend
มี narrative ที่บอกเราตลอดว่า “รีบ”
.
Modern Slavery ไม่ได้บังคับให้เราทำงาน
มันบังคับให้เราตอบสนองตลอดเวลา
ว่างหรอเล่นมือถือสิ ถ้าไม่ว่างก็ต้องเข้า Mode React
.
ไม่มีช่องว่าง
ไม่มีระยะห่าง
ไม่มีเวลาถามว่า นี่คือทิศทางที่เราอยากไปไหม

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


========
[คำถามคือ แล้วเราจะเอายังไงดี]
Stoic อย่าง Epictetus บอกว่า
“Some things are up to us, and some things are not.”
(บางอย่างขึ้นอยู่กับเราบางอย่างไม่ขึ้นอยู่กับเรา)
กระแสโลกไม่ up to us
เทคโนโลยีไม่ up to us
เศรษฐกิจไม่ up to us
.
แต่สิ่งที่ up to us คือการตัดสินใจของพวกเรา
Marcus Aurelius เขียนไว้ Meditation ว่า
“You have power over your mind – not outside events.”
.
โลกจะยังตะโกน AI จะยังพัฒนา กระแสจะยังมาเรื่อย ๆ
พวกเราอาจต้องเรียนมัน อาจต้องปรับตัว
.
แต่คำถามไม่ใช่ว่า ทำหรือไม่ทำ
.
ถามตัวเอง 3 คำถาม
.
1.ฉันกำลังทำสิ่งนี้เพราะกลัว หรือเพราะมันสอดคล้องกับทิศของฉัน
2.ถ้าโลกไม่กดดัน ฉันยังอยากทำสิ่งนี้ไหม
3.สิ่งนี้ช่วยให้ฉันเข้าใกล้ Direction ที่ฉันเลือก หรือแค่ช่วยให้ฉันรู้สึกไม่ตกขบวน
.
ถ้าคำตอบคือ กลัว นั่นคือ React Mode
ถ้าคำตอบคือ มันคือเกมที่ฉันเลือกเล่น นั่นคือ Agency
.
Stoicism ไม่ได้บอกให้คุณเลิกเรียน AI
มันบอกให้คุณเปลี่ยน “เหตุผล”
.
จากการหนี เป็นการเลือก
จากความตื่นตระหนก เป็นความตั้งใจ เราทำมันเพราะเราเลือกด้วยตัวเอง
.
Modern Slavery คือชีวิตที่ไม่มีช่องว่าง
Stoic Freedom คือชีวิตที่มีช่องว่างก่อนตอบสนอง
.
ระหว่าง stimulus กับ response คือพื้นที่ของอิสรภาพ
.
และพื้นที่นั้นไม่ได้ต้องการเวลาเพิ่ม มันต้องการสติ
.
ครั้งหน้าที่คุณเห็นกระแสใหม่ เห็นคอร์สใหม่ เห็นโอกาสใหม่
อย่าเพิ่ง React หยุด หายใจ ถาม
.
ฉันกำลังถูกขับหรือฉันกำลังขับ
ขอให้ทุกคนที่ผ่านเข้ามาตรงนี้ได้กลับมาขับพวงมาลัยอีกครั้ง
อย่าตามกระแส ว่าพวงมาลัยไหน โลกไปทางไหน
.
ถามว่าชีวิตที่อยากใช้มันไปทางไหน และเราเดินไปทางนั้น
.
และบางที อิสรภาพอาจไม่ได้เริ่มจากการหนีโลก
แต่มันเริ่มจากการหยุด React แล้วเลือก Direction ของเราเอง
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)


ความเห็น

ใส่ความเห็น