วิธีอ่านหนังสือแบบที่คนมีระบบคิดใช้กัน เราไม่ได้ขาดหนังสือดีๆ เราขาดวิธีอ่านที่ดี

วิธีอ่านหนังสือแบบที่คนมีระบบคิดใช้กัน เราไม่ได้ขาดหนังสือดีๆ เราขาดวิธีอ่านที่ดี

ทำไมคนอื่นอ่านหนังสือเยอะๆแล้วเขาเก่งขึ้นจัง?
(วิธีการดึงคุณค่าออกจากหนังสือให้เราเอาไปใช้กับชีวิต)
.
เราไม่ได้ขาดหนังสือดี ๆ เราขาด “วิธีอ่านที่ดี”
มีใครเคยเป็นบ้างอ่านหนังสือจบไป 10 เล่ม ถามว่า ได้อะไร
ตอบได้คำเดียวว่า ได้อ่าน! (หนังสือไม่เคยจำ นั่งจำแต่คำคม5555)
.
ช่วงนี้เบ้นติดปัญหานี้เหมือนกัน รู้สึกตัวเองอ่านหนังสือแล้วเข้าใจยากขึ้น (สงสัยไถ Short เยอะไปหน่อย)
บาง concept พอถึงเวลาจะหยิบแนวคิดมาใช้ กลับนึกไม่ออกแม้แต่ประโยคเดียว
.
เลยไปนั่งหาคลิปอยากจะแก้เรื่องนี้ดู จนไปเจอคลิปชื่อว่า
.
“How To Get The Most Out of A Book – Analytical Reading 101”
ของช่อง – Robin Waldun (แอบไปถาม AI มา เขาบอกคุณ Robin เป็นเหมือนคนบ้าการอ่าน ทำแต่ Content เรื่องการเป็น Expert ด้านการอ่าน)
.
Robin Waldun เขาบอกว่า ปัญหาไม่ใช่ความจำ
Reading is a conversation, not comsumming
ปัญหาคือ คนส่วนใหญ่ “เราอ่านแบบปล่อยให้หนังสือพูดฝ่ายเดียว”
มาเข้าใจวิธีการอ่านเพื่อให้เราเป็นเก่งขึ้นกัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
——————————–
Part 1 หยุดอ่านแบบ “เสพ” เริ่มอ่านแบบ “โต้ตอบ”
.
มันเหมือนเปิดคลิปวีดีโอดูแบบไม่มีปุ่มคอมเมนต์
ผู้เขียนพูดไปเรื่อยๆ เราเงียบ อ่านผ่านๆ พยักหน้า แล้วก็จบ
.
Robin บอกว่า ถ้าคุณไม่ตั้งคำถาม คุณจะไม่เข้าใจ
ทุกบทที่อ่าน ให้ลองถามตัวเอง [4] ข้อนี้
[1] เขากำลังพยายามพิสูจน์อะไร?
[2] เขาแก้ปัญหาอะไร?
[3] ฉันเห็นด้วยไหม?
[4] ถ้าไม่เห็นด้วย เพราะอะไร?
.
แค่คำถามพวกนี้ ทำให้สมองเลิก Autopilot ทันที
อ่านแบบคิดาม ไม่ใช่อ่านแบบเลื่อนลอย ให้จบไปๆ

🟢

 อ่านแล้วต้องมีคำถาม

🔴

 อย่าอ่านผ่าน ๆ เหมือนเลื่อน Feed (เช่นอ่านบทความนี้55555)
—————–
Part 2 : ทำให้หนังสือ “เลอะ” เพราะสมองต้องได้ทำงาน
.
ถ้า Part 1 คือการตั้งคำถาม
Part 2 คือการ “ลงมือทำกับหนังสือจริง ๆ”
.
Robin ใช้คำแรงมากคำหนึ่ง Demolish the book (ทำลายหนังสือซะ555)
.
เลิกอ่านแบบทะนุถนอม เลิกอ่านแบบกลัวเลอะ
ขีดเส้นใต้ เขียนข้างขอบ วงคำที่ไม่เข้าใจ
ใส่เครื่องหมาย ? ตรงที่สงสัย ใส่ ! ตรงที่มันกระแทก
หนังสือที่สะอาดเกินไป มักแปลว่าสมองไม่ได้ทำงาน
.
ลองนึกภาพแบบนี้
.
ถ้าคุณไปคุยกับคนที่ฉลาดกว่า
คุณจะไม่แค่นั่งพยักหน้า คุณจะถาม คุณจะเถียง คุณจะจด
หนังสือก็เหมือนกัน
.

🟢

 ทำให้หนังสือกลายเป็นพื้นที่สนทนา

🔴

 อย่าอ่านแบบผู้ฟังเงียบ ๆ
——————————–
Part 3 : สรุปด้วย “ภาษาของเราเอง” เท่านั้น
.
นี่คือจุดที่คนส่วนใหญ่พลาด
พออ่านจบ ไฮไลท์เต็มหน้า แต่ไม่เคยสรุป
.
Robin บอกว่า “ถ้าคุณสรุปไม่ได้ คุณยังไม่เข้าใจมันจริงๆ”
.
ลองทำแบบนี้

อ่านจบหนึ่งย่อหน้า เขียนสรุปข้างขอบแค่ “หนึ่งประโยค”
แต่ห้ามคัดลอกคำเดิม ต้องเขียนด้วยภาษาของตัวเอง
.
เพราะการสรุป คือการบังคับให้สมอง “แปลงข้อมูลเป็นความเข้าใจ”

[ Challenge tip ] ลองย่อทั้งบท ให้เหลือ 5 บรรทัด
ถ้าย่อทั้งเล่มได้ใน 5–10 ประโยค เป็นภาษาตัวเอง
ถ้าเราทำได้แปลว่าเราได้ “ครอบครอง” ไอเดียมาใส่ในหัวเราแล้ว

🟢

 เขียนเหมือนอธิบายเพื่อน

🔴

 อย่าแค่ไฮไลท์แล้วหวังว่าสมองจะจำเอง
————————-
Part 4 – อ่านให้เชื่อมโยง ไม่ใช่อ่านแบบแยกส่วน
.
อีกสิ่งที่ทำให้คนอื่นเก่งขึ้นเร็ว คือเขา “เชื่อมโยง” สิ่งที่อ่าน
.
อ่านเรื่องหนึ่ง แล้วถามว่า
[1] มันขัดกับเล่มก่อนหน้านี้ไหม?
[2] มันต่อยอดกับสิ่งที่เราเชื่อยังไง?
[3] มันเอาไปใช้กับชีวิตเราตรงไหนได้บ้าง?
.
ความรู้ที่ไม่ถูกเชื่อมโยง จะอยู่ในสมองแบบกระจัดกระจาย
แต่ความรู้ที่ถูกเชื่อม จะกลายเป็น “ระบบคิด”

นี่แหละคือความต่าง
คนหนึ่งอ่าน 50 เล่ม แต่ความรู้อยู่กระจัดกระจาย
อีกคนอ่าน 10 เล่ม แต่เชื่อมเป็นโครงสร้างเดียว มีจักรวาลความรู้ของตัวเอง
(ต้องมาจดโน๊ตใน Obisdian แล้ว)
—————————–

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
ทำไมบางคนอ่านเยอะแล้วเก่งขึ้น เพราะเขาไม่ได้อ่านเพื่อ “จบเล่ม”
เขาอ่านเพื่อ ตั้งคำถาม โต้ตอบ สรุป เชื่อมโยง และเอาไปใช้
.
Reading is a conversation (การอ่านคือการสนทนา โต้-ตอบ)

Seneca เคยจดหมายถึงเพื่อน เขียนว่า
“เราไม่จำเป็นต้องเดินทางไกล เพื่อพบคนยิ่งใหญ่
เพราะผ่านหนังสือ เราสามารถ “สนทนากับผู้ล่วงลับ” ได้
(เหมือนที่ทุกคนกำลังคุยกับเบ้นอยู่ผ่านบทความนี้ เราคุยกันอยู่นะๆ)
.
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว อย่าเพิ่งเลื่อนผ่าน
อย่าปล่อยให้บทความนี้พูดฝ่ายเดียว ตอบกลับด้วย
========
{Challenge}
พิมพ์สรุปบทความนี้ เป็น 3 บรรทัด ด้วยภาษาของคุณเอง
+ คุณจะเอาวิธีนี้ไปใช้กับชีวิตตรงไหน? (ห้าม copy คนอื่นน้า)
=======
ถ้าเรายังอ่านแบบปล่อยให้หนังสือพูดฝ่ายเดียว
อีก 5 ปี เราจะยังคิดเหมือนเดิม ไม่ได้เก่งขึ้น
.
เริ่มสรุป เริ่มตั้งคำถาม หนังสือจะไม่ใช่แค่กระดาษ
มันจะกลายเป็น “เครื่องมืออัปเกรดวิธีคิดของคุณ”
.
หนังสือเล่มล่าสุดที่อ่าน ได้คุยกับมันไหม หรือยังแค่ฟังมันพูดอยู่ 

🙂

.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • The Art of War: ศิลปะแห่งการ “ไม่ต้องสู้”

  • Remote-Work อาจเป็นทางตันสำหรับเด็กจบใหม่

  • ถ้าต้องเริ่มยิง Google Adsตั้งแต่ 0 จะเริ่มยังไง?


ความเห็น

ใส่ความเห็น