ดีล 2.5 $M  สู่เครื่องจักรทำเงินพันล้าน การเดิมพันครั้งใหญ่ของ Nike ปี 1984

ดีล 2.5 $M สู่เครื่องจักรทำเงินพันล้าน การเดิมพันครั้งใหญ่ของ Nike ปี 1984

ดีล 2.5 ล้านดอลลาร์ ที่เปลี่ยนเป็นเครื่องจักรทำเงินหลายพันล้าน
(Case Study: การเปลี่ยน Brand กีฬาเป็น Brand Culture)
.
ใน ปี 1984 ,Nike ได้ตัดสินใจ เซ็นสัญญา 5 ปี มูลค่า 2.5 ล้านดอลลาร์
กับรุกกี้หน้าใหม่ นักบาสคนนึง ที่ยังไม่มีแชมป์ ไม่มีชื่อเสียงระดับโลก
.
หนุ่มคนนั้นมีชื่อว่า Micale Jordan

ถ้ามองด้วยสายตานักบัญชี นี่คือความเสี่ยงขั้นรุนแรง
แต่ถ้ามองด้วยสายตานักสร้างแบรนด์
นี่คือการเดิมพันที่เฉียบที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ธุรกิจ
.
การลงทุนครั้งนี้ของ Nike เปลี่ยน Brand ของเขาไปตลอด
และเรื่องมัน มันเริ่มจาก “รองเท้าคู่นึงโดนแบน”
เรามาเข้าใจวิธีคิด และถอดบทเรียนครั้งนี้กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
——
Part 1: เขาไม่ได้ซื้อ “นักกีฬา” เขาซื้อ “จุดยืน”
.
ปี 1984 ตอนนั้น Nike มีรายได้ราว 900 ล้านดอลลาร์
สถานการณ์ตอนนั้น Nike กำลังโดน Reebok ไล่บี้หนัก
ตลาดรองเท้าบาสไม่ได้เป็นของเขา
.
และเด็กหนุ่มที่ชื่อ Michael Jordan
ตอนนั้นยังไม่มีแชมป์ NBA ยังไม่ได้พิสูจน์ตัวเองในระดับตำนาน
ถ้ามองด้วยตรรกะการเงินล้วน ๆ นี่คือการเดิมพันที่ไม่สมเหตุสมผล
.
แต่ Nike ไม่ได้เล่นเกม “ปัจจุบัน” เขาเล่นเกม “จุดยืนบางอย่างอยู่”
.
Michael Jordan มีบางอย่างที่ต่าง ไม่ใช่แค่ Skill แต่คือ Attitude
.
ความมั่นใจแบบไม่ขอโทษใคร ความกล้าที่จะยิงลูกสุดท้าย
สายตาที่บอกว่า “ผมมั่นใจว่าจะชนะ”
.
Nike ไม่ได้ซื้อ Performance
เขาซื้อ Narrative Potential
(ศักยภาพของเรื่องเล่าที่จะเติบโตในอนาคต)
.
เขาไม่ได้ถามว่า “วันนี้เขาเก่งพอไหม?”
เขาถามว่า “ถ้าเขากลายเป็นที่สุดของยุคนี้ เราอยากยืนอยู่ตรงไหน?”
.
นี่คือความต่างของบริษัทที่วิ่งตามยอดขาย
กับบริษัทที่สร้าง Cultural Asset
(สินทรัพย์ทางวัฒนธรรมระยะยาว)
.
และจากดีลนั้น
รองเท้าคู่หนึ่งก็ถูกออกแบบขึ้น
สีแดง-ดำ ไม่เหมือนใคร
และผิดกฎลีก (NBA มีกฎ นักกีฬาต้องใส่รองเท้าที่ “สอดคล้องกับสีทีม”
และส่วนใหญ่ต้องเป็นสีขาวเป็นหลัก)
.
รองเท้าคู่นี้ มันถูกแบน และนั่น คือจุดเริ่มต้นของตำนาน
—————-
Part 2: จาก “โดนแบน” สู่ “ของมันต้องมี”
.
เมื่อรองเท้าถูกแบน มันควรจะเป็นข่าวร้าย
แต่ Nike มองเห็นบางอย่างที่คนอื่นไม่เห็น
.
เขาไม่ได้ถามว่า “เราจะแก้ยังไงให้ถูกกฎ?”
เขาถามว่า “เราจะใช้สิ่งนี้ให้กลายเป็นพลังได้ยังไง?”

ทุกครั้งที่ Michael Jordan ใส่รองเท้าคู่นั้นลงสนาม
NBA ปรับเงิน Nike จ่ายค่าปรับ แล้วเอาเรื่องนี้ไปทำโฆษณา
.
สโลกแกนว่า
NBA banned them.
Fortunately, the NBA can’t stop you from wearing them.
.
ทันทีที่โฆษณานั้นออก
รองเท้าไม่ได้เป็น “สินค้าที่ผิดกฎ” อีกต่อไป
มันกลายเป็น “สัญลักษณ์ของคนที่ไม่ยอมถูกควบคุม”
นี่คือการเปลี่ยน Friction (แรงต้าน) ให้กลายเป็น Fuel (เชื้อเพลิง)
.
Nike กำลังเล่นเกมจิตวิทยาที่ทำให้คนรู้สึกว่าเอาใจช่วย
มนุษย์ถูกดึงดูดด้วยสิ่งที่ “ถูกห้าม” โดยเฉพาะในวัฒนธรรมวัยรุ่น
.
ของที่โดนแบน = ของที่เท่
ของที่ถูกห้าม = ของที่มีสถานะ
.
นี่ไม่ใช่แค่ Marketing นี่คือ Brand Positioning
(การกำหนดจุดยืนในสมองคนว่าเราเป็นใคร เราเป็นคนแปลกแยก)
.
Air Jordan จึงไม่ได้เป็นแค่รองเท้าบาส
มันคือ Identity Badge (ตราสัญลักษณ์ของตัวตน)
.
ใส่คู่นี้ = ฉันไม่เดินตามกรอบ
ใส่คู่นี้ = ฉันเลือกความกล้า
.
จากข่าวลบ กลายเป็น Cultural Moment
และที่สำคัญที่สุด Nike ไม่ปล่อย Moment นั้นให้หายไป
.
เขาผูกมันกับ Jordan ทุกเกม ทุก Highlight ทุกช่วงเวลาสำคัญ
.
Jordan = ความยิ่งใหญ่ (Nike อยู่ในสมการเดียวกัน)
.
จาก Brand กีฬา Nike เริ่มกลายเป็น Brand Culture
—————-
Part 3: Repetition – ความซ้ำๆที่สร้างจักรวาลของตัวเอง

ดราม่าอย่างเดียว ไม่พอสร้างตำนาน
Moment หนึ่ง อาจสร้างกระแสได้

แต่สิ่งที่สร้าง Culture คือ Repetition (ความซ้ำที่ตั้งใจออกแบบ)
Michael Jordan ใส่รองเท้าคู่นี้ทุกเกม ทุก Highlight ทุก Championship
.
เมื่อ Pattern ถูกย้ำซ้ำ สมองจะเชื่อมสองสิ่งเข้าด้วยกันโดยอัตโนมัติ
.
Jordan = ความยิ่งใหญ่
Nike อยู่ในสมการเดียวกัน
แบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ จะย้ำเรื่องเดียว จนตลาดเข้าใจเองโดยไม่ต้องอธิบาย

Nike ไม่ได้พูดสิบอย่าง เขาพูดเรื่องเดียว
[ Just Do It ,Play Like a Champion, Be Like Mike]
Message ต่างรูปแบบ แต่ Meaning ความหมายเดียวกัน
.
นี่คือ Cultural Consistency (ความสม่ำเสมอทางวัฒนธรรม)
และเมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี 10 ปี20 ปี
.
สิ่งที่เริ่มจากรองเท้าคู่หนึ่ง กลายเป็น Franchise
.
Air Jordan ปีแรก ตั้งเป้า 3 ล้านดอลลาร์
ยอดขายปีนั้นจบที่ทะลุ 100 ล้าน
.
วันนี้ Brand Jordan เพียงไลน์เดียว
สร้างรายได้หลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี
.
ดีล 2.5 ล้านดอลลาร์ ไม่ได้สร้างแค่ยอดขาย มันสร้างจุดยืน มันสร้างวัฒนธรรมต่างๆ
————————

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ

เบ้นคิดว่า Playbook ที่ Nike เล่นตอนนั้นไม่ใช่การตัดสินใจกับ Michale Jordan แต่จุดที่เขาแตกต่างคือ ตอนที่เขา “รับมือกับดราม่า” ที่เกิดขึ้น
.
Nike ไม่ได้ชนะเพราะเขามีรองเท้าที่ดีที่สุด เขาชนะเพราะ
.
เลือกจับคู่ถูก
เปลี่ยนข่าวลบให้เป็นความหมาย
ย้ำภาพนั้นซ้ำ และอดทนพอให้มันฝังในวัฒนธรรม
.
หลังยุค Jordan เริ่มต้นขึ้น
Nike รายได้พุ่งสู่หลักพันล้าน และวันนี้หลายหมื่นล้าน
.
ถ้าคิดแบบ OPB (One Person Business)
.
คุณอาจไม่มีงบ 2.5 ล้านดอลลาร์ แต่คุณมี Narrative
คุณไม่มีนักบาสระดับโลก แต่คุณมี “จุดยืน” ทางความคิด
ยิ่งเราเชื่ออะไรมากๆแล้วแสดงออกมาสิ่งนั้นจะเริ่มพัฒนาการเป็น Brand
.
Brand ที่เป็นแค่สินค้า ต้องแข่งที่ราคา (Price War)
Brand ที่กลายเป็น Culture แข่งที่ Meaning
และ Meaning ลอกกันไมไ่ด้
.
ดีล 2.5 ล้านดอลลาร์ครั้งนั้น สอนเราว่า
.
ถ้าคุณเลือก Narrative ถูก และย้ำมันนานพอ
คุณไม่ต้องวิ่งไล่ยอดขาย ยอดขาย จะวิ่งเข้าหาคุณเอง
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • Love is courage : ความรักที่แท้จริงคือความกล้าหาญ

  • ประกาศย้ายบ้าน +แจกคลาสฟรี ทุกคนเลย

  • 15 เคล็ดลับบริหารเวลา ของคนที่ประสบความสำเร็จ


ความเห็น

ใส่ความเห็น