เขาทดลองจ้องกำแพง 10-15 นาที/วัน อยู่ดีๆก็ทำงานได้ดีขึ้น โฟกัสดีขึ้นเฉย

เขาทดลองจ้องกำแพง 10-15 นาที/วัน อยู่ดีๆก็ทำงานได้ดีขึ้น โฟกัสดีขึ้นเฉย

ชายคนนี้เขาทดลอง “จ้องกำแพง” วันละ 10–15 นาที เป็นเวลา 1 สัปดาห์
แล้วอยู่ดีๆเขาก็ทำงานได้ดีขึ้น คนรอบตัวรู้สึกเครียดน้อยลง
(บางทีเราไม่ได้ติดมือถือ แต่เราติดการมี Input ตลอดเวลา)
.
เบ้นไปเจอคลิปของ Simple Lucas
ชื่อว่า I Tried the World’s Simplest Productivity Trick (it worked)
.
ตอนแรกคิดว่าเป็น productivity clickbait อีกแล้วแน่ ๆ
แต่จริง ๆ แล้วมันคือ เขาทดลอง ตัดพวกสิ่งรบกวน(Noise)ออก
เพื่อดูว่าสมองจะเปลี่ยนยังไง
.
ดูจบแล้ว อยากถามตัวเองก่อนเปิดมือถือทุกครั้งว่า
ทุกครั้งที่เราเปิดอะไรดู เราอยากดูจริง ๆ ไหม หรือเราแค่ไม่อยากอยู่กับความว่าง #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
————–
[1] เราไม่ได้เสียสมาธิเพราะงานยาก แต่เพราะสมองไม่ชอบ “ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
.
ในคลิป Lucas ทำ Challenge หนึ่งอาทิตย์ กฎง่ายมาก
1.ไม่มีหน้าจอที่ไม่จำเป็น
2.เวลาพักแบบ “น่าเบื่อ” ด้วยการจ้องกำแพง
3.ช่วงรอยต่อของวัน ห้ามหยิบมือถือ
4.เวลาจะทำอะไรให้ทำทีละอย่าง
.
วันแรกเขาทนแทบไม่ได้ ไม่ใช่เพราะกำแพงน่าเบื่อ
แต่เพราะสมองมันกระวนกระวาย .
พอไม่มี input มันเหมือนร่างกายกำลังจะขาดของ .
จริง ๆ ไม่ได้ติดมือถือ แต่ติด “การถูกกระตุ้น”
.
สมองเราไม่ชอบความนิ่ง มันอยากมีอะไรวิ่งผ่านตลอดเวลา

[2] สิ่งที่พังสมาธิ ไม่ใช่เวลา แต่มันคือ Mental Bandwidth
.
มีวันพฤหัส เขาแค่เช็ค YouTube stats ไม่กี่นาที
ทั้งวัน โฟกัสไม่กลับมาอีกเลย เขา โฟกัสยากกว่าเดิมมาก

ทดลอง “จ้องกำแพง” วันละ 10–15 นาที
(จริง ๆ เราอาจไม่ได้อยากเล่นมือถือ แต่สมองเรา “กลัวความว่าง” ไปแล้ว)
.
ทุก input ใหม่ที่เกิดขึ้น = เปิด process ใหม่ในหัว
.
คุณเช็ค notification 20 วินาที
แต่ thought loop(ลูปทางความคิด) มันวิ่ง background ทั้งวัน
.
นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า Mental Bandwidth (พลังประมวลผลของสมอง)
ถ้าเป็นภาษาคอมเราเรียกสิ่งนี้ว่า RAM
.
เราไม่ได้เหนื่อยเพราะทำงานเยอะ
เราเหนื่อยเพราะมี process ค้างเต็ม RAM
————————————–
[3] “Neural Reset” ไม่ได้วิเศษ แต่มันคือการให้สมองได้จัดระเบียบตัวเอง
.
ตอนจ้องกำแพง 10–12 นาที ทุกๆวัน Lucas จะเริ่มรู้สึกแปลก ๆ
ภาพบิดเบี้ยวเล็กน้อย กึ่งหลับกึ่งตื่น
.
ฟังดูเหมือนหลอน5555 แต่จริง ๆ มันคือช่วงที่สมองเริ่ม reset
.
ไม่มี input ใหม่ สมองเลยเริ่ม process backlog
เหมือนเราได้ restart เครื่อง
.
และพอกลับไปทำงาน
เขาเข้า flow state ได้ยาวหลายชั่วโมง
.
ไม่ใช่เพราะกำแพงทำให้เก่งขึ้น (กำแพงไม่ได้เกี่ยวเลย)
แต่เพราะ noise มันหายไป
———————–
[4] พอไม่มีสิ่งกระตุ้น ชีวิตไม่ได้ตื่นเต้นขึ้น แต่มัน “ชัดเจนขึ้น”
.
เขาเล่าว่า
บทสนทนาดีเขาดีขึ้น งานคืบหน้าเร็วขึ้น บ้านสงบขึ้น
.
ภรรยาเขายังรู้สึกว่า vibe บ้านผ่อนคลายขึ้น
เพราะ nervous system ไม่โดนยิงด้วย stimulus ตลอดเวลา
(พูดง่าย ๆ คือ ระบบประสาทเราไม่ได้ถูกกระตุ้นตลอดด้วยเสียง ภาพ แจ้งเตือน และข้อมูลใหม่ ๆ ทุกนาที)
.
เวลาเรารับสิ่งกระตุ้นตลอด
ร่างกายจะอยู่ในโหมดตื่นตัวตลอดเวลา
(เหมือนเครื่องยนต์ที่เร่งค้างไว้ ไม่เคยปล่อยคันเร่ง)
.
พอไม่มี input ใหม่ ๆ ยิงเข้ามา
ระบบประสาทจะค่อย ๆ ผ่อนลง
หัวใจเต้นช้าลง
ความคิดไม่กระโดดไปมา
อารมณ์ไม่แกว่งง่าย
.
เราคิดว่าเราต้องการความบันเทิง
แต่บางทีสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ คือความสงบ
———–
[5] ปัญหาไม่ใช่มือถือ
แต่คือเราไม่มี “พื้นที่ว่าง” เหลืออยู่เลย
.
Lucas ไม่ได้บอกให้เลิกเทคโนโลยี
.
เขาบอกแค่ว่า เลื่อน input ออกไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
.
ทำงานสำคัญก่อน แล้วค่อยเปิดโลกมือถือ
.
เพราะถ้าเราเริ่มวันด้วยโลกภายนอก
วันนั้นทั้งวันจะกลายเป็นการตอบสนอง (React) ไม่ใช่การสร้าง(Build)
————–

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
.
เบ้นเคยมีช่วงหนึ่ง ตื่นมาก็เปิดมือถือตลอดเวลส
กินข้าวก็เปิดอะไรดู ก่อนนอนก็ต้องมีเสียงอะไรสักอย่าง
.
มีวันหนึ่งลองนั่งเฉย ๆ ไม่มีอะไรเปิด 5 นาทีแรกแทบจะทนไม่ได้
.
แต่พอผ่านไปความคิดบางอย่างเริ่มลอยขึ้นมา
ไอเดียที่เคยไม่มีที่ว่าง มันเริ่มโผล่ออกมา
.
เราไม่ได้ไม่มีไอเดีย
เราแค่ไม่มี “ความเงียบ” ให้มันโผล่ขึ้นมา
.
บางคำตอบในชีวิต มันไม่ดังพอจะสู้ Notification
.
ถ้าเราไม่ยอมปิดเสียงก่อน เราจะไม่มีวันได้ยินมันเลย
.
อยาก Challenge เพื่อน ๆ แบบง่ายมาก
.
พรุ่งนี้ ตื่นมา 1 ชั่วโมงแรก
ห้ามเปิดอะไรที่ไม่จำเป็น แล้วลองจ้องกำแพง 10 นาที
ยังไม่ต้องนั่งสมาธิหรืออะไรเลย แค่อยู่เฉย ๆ
แล้วดูว่าเสียงในหัว มันพูดอะไรกับเรา
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

ไอเนื้อหานี้อะต้องเอามาจาก Resorce ตอนแรกสุดที่ให้ไปนะ ที่ให้ไปเป็น Eng

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ข้อความสุดท้ายของผู้โดยสารที่บอกกับคนรักในตอนที่เครื่องบินกำลังตก

  • ถ้าความสัมพันธ์ดูไม่ค่อยเข้าใจกัน เพราะ “ภาษาความรัก”ของแต่ละคนไม่เท่ากัน

  • วิธีที่ผู้ชายคนนี้ ลาออกจากงานประจำเพื่อไปซื้อธุรกิจที่ทำเงินอยู่แล้ว 10 ล้านดอลลาร์


ความเห็น

ใส่ความเห็น