ให้คำแนะนำคนอื่นนี้อย่างเซียน แต่พอถึงเวลาตัวเอง อย่างอ่อน
(ใครเป็นแบบนี้บ้าง นี้คือเรื่องปกติ มีคนวิจัยเรื่องนี้ไว้ด้วยนะ)
.
เราบอกเพื่อนได้ว่า เลิกกับเขาเถอะ มัน Toxic
งานที่แกทำอยู่ไม่ใช่ทาง เปลี่ยนงานได้แล้ว
.
แต่พอเป็นเรื่องของเราเอง
เรากลับลังเล สับสน และปกป้องตัวเองสุดชีวิต
.
นี่ไม่ใช่เพราะเราเป็น Coach ที่เก่งแต่ข้างสนาม 55555
แต่มันคือปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่ชื่อว่า “Solomon’s Paradox”
.
มันอธิบายได้เลยว่า
ทำไมคนฉลาดจำนวนมาก ถึงติดกับดักชีวิตตัวเอง
ทั้งที่ให้คำปรึกษาคนอื่นได้เฉียบคมมาก
.
เบ้นไปเจอบทความ ของ คุณ Sahil Bloom ผู้เขียน the 5 types of wealth ) เขียนเรื่องนี้ไว้ดีมากๆเลย
.
ลองมาดู “วงจรของการมองไม่เห็นตัวเอง” กันครับ
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
——————–
Part 1 : กษัตริย์ที่ฉลาดที่สุดในโลก
.
ในพระคัมภีร์ มีเรื่องของ King Solomon.
กษัตริย์ที่ถูกยกย่องว่าเป็นราชาที่ฉลาดที่สุดในโลก
.
ครั้งนึงเคยมีปัญหาโลกแตกคือ ผู้หญิงสองคนแย่งเด็กคนหนึ่ง
ทั้งคู่ก็ต่างอ้างว่าตัวเองเป็นแม่ แต่ก็ไม่มีพยาน ไม่มีหลักฐานเลย
.
King Solomon พูดว่า “เอาดาบมาแล้วผ่าเด็กเป็นสองส่วน แบ่งให้พวกนางไป! “
.
หนึ่งในผู้หญิงร้องไห้ทันทีขอให้หยุด และยอมเสียลูก เพื่อให้เด็กมีชีวิตรอด
.
King Solomon เลยรู้ เขารู้ทันทีว่า “คนที่ยอมเสียสิทธิ์เพื่อรักษาชีวิตเด็ก คือแม่ตัวจริง” (เพราะแม่อยากรักลูกเกินกว่าตัวเขาเอง”
นั่นคือหนึ่งในเรื่องราวสุดฉลาดของ King Solomon ผู้มี “ปัญญาอันยิ่งใหญ่”
.
King Solomon ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นบุคคลที่มีปัญญาที่สุดในโลก
เล่ากันว่า ปัญญานั้นได้รับจากพระเจ้าเอง พระเจ้าปรากฏในความฝันและอนุญาตให้เขาขอพรหนึ่งข้อ
แทนที่จะขอความมั่งคั่ง สุขภาพ อำนาจ หรือชัยชนะเหนือศัตรู โซโลมอนตอบว่า
“ขอประทานหัวใจที่เข้าใจ เพื่อที่ข้าพเจ้าจะได้ปกครองประชาชนได้ดี และแยกแยะความถูกต้องจากความผิดได้”
.
แต่น่าเสียดายที่ ปัญญาและวิจารณญาณอันยอดเยี่ยมนั้น เมื่อเป็นเรื่องของผู้อื่น กลับไม่ขยายมาถึงชีวิตของตัวเขาเอง
.
King Solomon มีภรรยา 700 คน นางสนม 300 คน หมกมุ่นกับความมั่งคั่ง และอาณาจักรของเขาล่มสลายภายในหนึ่งชั่วอายุคนหลังจากเขาเสียชีวิต
.
เขาแก้ปัญหาให้คนอื่นได้ แต่แก้ชีวิตตัวเองไม่ได้
.
และความจริงก็คือ พวกเราก็เป็นเหมือนกับ King Solomon เช่นกัน
—————–
Part 2 : งานวิจัยที่บอกว่า เราฉลาดกว่า… เมื่อมันไม่ใช่เรื่องของเรา
ปี 2014 นักวิจัยจาก University of Waterloo ทำการทดลองง่าย ๆ
.
ให้คนคิดถึง
ปัญหาความสัมพันธ์ของตัวเอง กับปัญหาความสัมพันธ์ของคนอื่น
.
แล้ววัดสิ่งที่เรียกว่า wise reasoning
.
ความถ่อมตนทางปัญญา การมองหลายมุม
การยอมรับความไม่แน่นอน การหาทางประนีประนอม
.
และแน่นอนว่า ผลลัพธ์ชัดเจนมาก
.
เมื่อเป็นเรื่องของคนอื่น คนเรามีความสมดุล มีเหตุผล และเปิดรับมุมมองมากกว่า
.
แต่พอเป็นเรื่องของตัวเอง อีโก้ทำงาน อารมณ์นำหน้า
เราปกป้องตัวเอง เราลดความถ่อมตน เราปิดมุมมองอื่น
.
นักวิจัยตั้งชื่อสิ่งนี้ว่า “Solomon’s Paradox”
เรามีปัญญาสำหรับคนอื่น แต่มีอคติสำหรับตัวเอง
และพอมาถึงยุคพวกเราก็คือ “โค้ชเขาไม่ลงสนามกันหรอก” 5555555
เราแนะนำคนอื่นได้ดีแต่ตัวเองกลับไปรอด ฮือออ ทำไมกันนะ? อ่านต่อๆ
———-
Part 3 : ทำไมสมองถึงหลอกเราเอง
.
ต้นเหตุคือ “ความใกล้ชิด” (Intimacy)
.
เมื่อเรื่องกระทบตัวตน มันไม่ใช่แค่ปัญหา
มันคือศักดิ์ศรี มันคือความกลัวล้มเหลว มันคือภาพลักษณ์ที่เราสร้างมา
.
อารมณ์จะเข้าแทรก
และลดความสามารถของสมองในการคิดแบบ Integrative Thinking ( บูรณาการ) – แปลเป็นไทยอีกทีคือเหมือยนคิดแบบเชื่อมโยงกันทุกเรื่อง
.
เราไม่ได้ขาดสติปัญญา แต่เราขาด “ระยะห่าง” ระหว่างตัวตนเรากับการคิด
แล้วๆ เราจะแก้มันได้ไหม? มาฟังวิธีกัน
———————
Part 4 : วิธีหลุดจาก Solomon’s Paradox
.
ถ้าเราอยากคิดกับตัวเอง เหมือนที่เราแนะนำให้กับเพื่อน เราต้องสร้างระยะห่าง เราต้อง “ถอดตัวเองออกจากบทพระเอก” แล้วกลับมาเป็น “ที่ปรึกษา” ให้ตัวเองแทน
.
การหลุดจาก Solomon’s Paradox
จึงไม่ใช่การคิดให้เก่งขึ้น แต่คือการสร้าง “ระยะห่างที่ถูกต้อง”
//////
(คุณ Sahil Bloom ผู้เขียน the 5 types of wealth ได้ให้คำแนะนำไว้ 4 steps ตามนี้เลย)
.
[1] เรียกตัวเองด้วยชื่อ
อย่าถามว่า ฉันควรทำยังไง ,ถามว่า ถ้า เบ้น(เรียกชื่อตัวเอง) เจอแบบนี้ จะทำยังไง
.
การใช้ชื่อแทนคำว่า “ฉัน”
ช่วยดึงสมอง จาก Emotional Mode → Analytical Mode
มันดูเหมือนเล่นบทละคร แต่จริง ๆ คือการย้ายตำแหน่งของสติ
จาก inside the storm → outside the storm
.
[2] ซูมออก – อีก 5 ปี เรื่องนี้จะสำคัญแค่ไหน
อีโก้ทำให้ทุกอย่างดูใหญ่และเร่งด่วน การซูมออกทำให้เห็นภาพรวม
หลายเรื่องที่เรากลัว จริง ๆ แค่ชั่วคราว
.
ถ้าฉันอายุ 60 แล้วมองกลับมา ฉันจะหัวเราะกับมันไหม
การซูมออก ทำให้สมองส่วน Prefrontal Cortex(เหตุผล) กลับมาควบคุม
เราจะเริ่มคิดแบบภาพรวม แทนที่จะคิดแบบเอาตัวรอดเฉพาะหน้า
[3] เปลี่ยนสภาพแวดล้อม
.
เดินออกจากห้อง เดิน 10 นาที ขับรถเงียบ ๆ
.
สมองผูกสถานที่กับอารมณ์
การเปลี่ยนที่ = ตัดวงจรอารมณ์เดิม
หลายการตัดสินใจที่พัง เกิดจากการตัดสินใจในสภาพแวดล้อมเดิม
ด้วยอารมณ์เดิม
.
[4] ทำ Self-Coaching Session
เขียนถามตัวเองตรง ๆ เปิดโน้ต
หรือเขียนอีเมลถึงตัวเอง แยกบทบาทให้ชัด
คนแนะนำ กับ คนที่กำลังกลัว
.
ฉันกลัวอะไรจริง ๆ สมมติฐานนี้จริงไหม
ถ้าเพื่อนเจอเรื่องนี้ ฉันจะบอกเขาว่าอะไร
.
ฉันกลัวอะไรจริง ๆ ฉันกำลังปกป้องภาพลักษณ์อะไร
ถ้าฉันไม่กลัวสายตาคนอื่น ฉันจะทำอะไร
สมมติฐานที่ฉันเชื่อ มันจริงไหม หรือฉันแค่ใช้มันเป็นข้ออ้าง
.
เขียนจนคุณเริ่มเห็น Pattern
หลายครั้ง สิ่งที่เรากลัว ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือ “การเสียหน้า”
มันไม่ใช่การพัง แต่คือการยอมรับว่าเราคิดผิด
.
คำถามสุดท้ายที่ทรงพลังมากคือ?
ถ้าเพื่อนสนิทเจอแบบนี้ ฉันจะบอกเขาว่าอะไร
เขียนคำตอบนั้นออกมา แล้วอ่านมันอีกครั้ง
คุณจะเริ่มรู้สึกแปลก ๆ เพราะคุณรู้ว่า คำตอบมันชัดเจนมาตั้งแต่ต้น
.
แต่คุณแค่ไม่กล้าทำ
——————–
ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)
ครั้งหน้าที่คุณสับสน อย่าถามว่า ฉันควรทำยังไงดี
ถามว่า ถ้าเพื่อนสนิทของฉันเจอเรื่องนี้ ฉันจะให้คำแนะนำอะไร
.
แล้วทำตามนั้น
ปัญหาไม่ใช่คุณไม่มีคำตอบ
.
ปัญหาคือคุณยังไม่ได้สร้างระยะห่างพอ จะได้ยินเสียงปัญญาของตัวเอง
.
King Solomon แก้ปัญหาทั้งอาณาจักรได้ แต่ลืมมองชีวิตตัวเอง
อย่าเป็นแบบนั้น
ปัญญาที่คุณให้คนอื่นได้ มันอยู่ในตัวคุณแล้ว
อีกหนึ่ง Philosophy King ที่เบ้นกล่าวถึงบ่อยๆคือ King “Marcus Aurelius
“Dig within. Within is the wellspring of good; and it is always ready to bubble up, if you just dig.” – Marcus Aurelius
แปลเป็นไทยว่า จงขุดลึกลงไปภายในตัวเอง ภายในนั้นมีบ่อน้ำแห่งความดีงาม และมันพร้อมจะผุดขึ้นมาเสมอ ถ้าเพียงแค่เจ้ากล้าขุดลงไป
.
เราแค่ต้องกล้าฟัง โดยไม่ให้ความกลัวกับอีโก้ มาบังมันไว้
ลองหยุดฟังคำแนะนำคนอื่น แล้วขุดเข้าไปในตัวเรามากขึ้น
มันมี Gem รออยู่แล้วว่าเราต้องการอะไรกันแน่
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ






ใส่ความเห็น