ล้มกี่ครั้งก็ได้ขอแค่เราลุกขึ้นมาใหม่ แนวคิดนี้อาจจะทำร้ายเราได้มากกว่าที่คิด

ล้มกี่ครั้งก็ได้ขอแค่เราลุกขึ้นมาใหม่ แนวคิดนี้อาจจะทำร้ายเราได้มากกว่าที่คิด

ล้มกี่ครั้งก็ได้ ขอแค่เราลุกใหม่อีกครั้งนึง
(ทำไมแนวคิดนี้อาจทำให้เราไปผิดทางได้)
.
เราโตมากับประโยคนี้
ล้มไม่เป็นไร เดี๋ยวเอาใหม่ เดี๋ยวลุกใหม่
ตราบใดที่เรายังไม่ยอมแพ้ เลือดนักสู้

คำพูดเหล่านี้ถ้าถูกออกมาในการเล่าเรื่องมันดูดี
แต่ในชีวิตเราจริงๆ ปัญหามันไม่ใช่เรื่องของ “การล้ม” แต่มันคือ “การลุก”

ถ้าเรายังลุกขึ้นมาในทางที่แกะยังวิ่งชนเราอยู่ เราก็ยังจะล้มอยู่ที่เดิมแบบนั้น
เราต้องลุกหนี ออกจากเส้นทางที่แกะกำลังวิ่งอยู่

ใครที่กำลัง ท้ออยู่ รู้ว่าต้องทำอะไร แต่ลงมือทำไม่ได้ แบ่งเวลาสัก 4 นาทีมาให้บทความนี้ เดี๋ยวเบ้นจะอธิบายให้ฟัง ๆ พร้อมวิธีแก้ด้วย #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
——————————
Part 1 : เราล้มไม่ได้เยอะเพราะเราชีวิตเราอยู่กับ สมการ Time x Context
เวลา และบริบทที่เราใช้ชีวิตอยู่

ตอนเรา อายุ 22 จบใหม่ เราใช้ชีวิตเหมือนเวลาไม่มีวันจัน ภาระยังไม่มี (หรือบางคนอาจจะมีภาระกับที่บ้าน)
.
การล้ม = ประสบการณ์
พลาด = บทเรียน
ลองใหม่ = เรายอมรับได้
.
แต่พออายุ 30+
เวลา เริ่มมีเสียงนาฬิกา Context เริ่มหนักขึ้น

เราเริ่มมีภาระ พ่อแม่เริ่มแก่ขึ้น เรากำลังเดินสวนกับเวลา มีคนที่เราต้องดูแลมากขึ้น มีคำถามเรื่องครอบครัว เรื่องลูก เรื่องความมั่นคง
.
เราอาจจะเริ่มลังเล ระหว่าง จะมีลูกดีไหม แต่ถ้ามีลูก การเงินก็อาจจะยังไม่พร้อม แต่ถ้าไม่มีตอนนี้ รอมีเงินมากกว่า ร่างกายก็อาจจะไม่พร้อมจะมี
.
ยิ่ง Time เดิน Context ยิ่งบีบ
.
ดังนั้น “การล้ม” ในวัยนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องของใจ
มันคือเรื่องของต้นทุน ต้นทุนเวล ต้นทุนพลังงาน ต้นทุนโอกาส
.
เราไม่ได้ขี้ขลาด เราอาจจะไม่ได้ขี้เกียจ เราแค่มีต้นทุน(ทางจิตใจ)มากขึ้น
.
เพราะล้มแต่ละครั้ง มันมีราคาที่ต้องจ่ายแพงขึ้นเรื่อยๆ

ล้มกี่ครั้งก็ได้ ขอแค่เราลุกใหม่อีกครั้งนึง
(ทำไมแนวคิดนี้อาจทำให้เราไปผิดทางได้)
.
เราโตมากับประโยคนี้
ล้มไม่เป็นไร เดี๋ยวเอาใหม่ เดี๋ยวลุกใหม่
ตราบใดที่เรายังไม่ยอมแพ้ เลือดนักสู้

คำพูดเหล่านี้ถ้าถูกออกมาในการเล่าเรื่องมันดูดี
แต่ในชีวิตเราจริงๆ ปัญหามันไม่ใช่เรื่องของ “การล้ม” แต่มันคือ “การลุก”

ถ้าเรายังลุกขึ้นมาในทางที่แกะยังวิ่งชนเราอยู่ เราก็ยังจะล้มอยู่ที่เดิมแบบนั้น
เราต้องลุกหนี ออกจากเส้นทางที่แกะกำลังวิ่งอยู่

ใครที่กำลัง ท้ออยู่ รู้ว่าต้องทำอะไร แต่ลงมือทำไม่ได้ แบ่งเวลาสัก 4 นาทีมาให้บทความนี้ เดี๋ยวเบ้นจะอธิบายให้ฟัง ๆ พร้อมวิธีแก้ด้วย #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
——————————
Part 1 : เราล้มไม่ได้เยอะเพราะเราชีวิตเราอยู่กับ สมการ Time x Context
เวลา และบริบทที่เราใช้ชีวิตอยู่

ตอนเรา อายุ 22 จบใหม่ เราใช้ชีวิตเหมือนเวลาไม่มีวันจัน ภาระยังไม่มี (หรือบางคนอาจจะมีภาระกับที่บ้าน)
.
การล้ม = ประสบการณ์
พลาด = บทเรียน
ลองใหม่ = เรายอมรับได้
.
แต่พออายุ 30+
เวลา เริ่มมีเสียงนาฬิกา Context เริ่มหนักขึ้น

เราเริ่มมีภาระ พ่อแม่เริ่มแก่ขึ้น เรากำลังเดินสวนกับเวลา มีคนที่เราต้องดูแลมากขึ้น มีคำถามเรื่องครอบครัว เรื่องลูก เรื่องความมั่นคง
.
เราอาจจะเริ่มลังเล ระหว่าง จะมีลูกดีไหม แต่ถ้ามีลูก การเงินก็อาจจะยังไม่พร้อม แต่ถ้าไม่มีตอนนี้ รอมีเงินมากกว่า ร่างกายก็อาจจะไม่พร้อมจะมี
.
ยิ่ง Time เดิน Context ยิ่งบีบ
.
ดังนั้น “การล้ม” ในวัยนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องของใจ
มันคือเรื่องของต้นทุน ต้นทุนเวล ต้นทุนพลังงาน ต้นทุนโอกาส
.
เราไม่ได้ขี้ขลาด เราอาจจะไม่ได้ขี้เกียจ เราแค่มีต้นทุน(ทางจิตใจ)มากขึ้น
เพราะล้มแต่ละครั้ง มันมีราคาที่ต้องจ่ายแพงขึ้นเรื่อยๆ
.
และนั้นเป็นสาเหตุที่เรา “เริ่มจะคิดเยอะคิด ลงมือทำน้อยลง”
การที่เราคิดว่า ล้มกี่ครั้งก็ได้ มันเริ่มไม่สอดคล้องกับชีวิตจริง
—————-
Part 2 : ปัญหาไม่ใช่เราล้ม แต่มันคือการ Design “วิธีลุก” by Sean D Souza

พอ Time x Context บีบเรา
เราจะเริ่มคิดเยอะ คิดถึงความเสี่ยง คิดถึงผลกระทบ คิดถึง Worst Case
แต่สิ่งที่ตลกร้ายคือ แม้เราจะคิดเยอะขึ้น “วิธีลุก” ของเรายังเหมือนเดิม
.
เรายังรอไฟ ยังรออารมณ์ ยังรอความพร้อม ยังรอจังหวะที่มันใช่
แล้วพอไม่ทำ เราก็เรียกมันว่า “ล้ม”

แล้วก็ปลอบใจตัวเองว่า เดี๋ยวเอาจริงแล้ว ลุกใหม่ ต้องทำอะไรสักอย่างละ
นี่คือ Loop ที่จะวนไปเรื่อยๆ ในหัวเรา
/ / / /
Sean D’Souza เลยบอกว่า
อย่าออกแบบการลุกด้วยอารมณ์ ให้ออกแบบมันด้วยโครงสร้าง
/
เพราะอารมณ์มันแกว่ง แต่โครงสร้างมันนิ่ง

เขาให้ 3 เครื่องมือที่โคตรเรียบง่าย

[1] Script – หยุดการต่อรองเสียงในหัว
ทุกครั้งที่คุณจะเริ่ม ทำอะไรสักอย่าง สมองจะเจรจา (เจ้านี้ต่อรองเก่ง)
วันนี้เหนื่อย พรุ่งนี้ดีกว่า รอพร้อมก่อน
.
Script คือประโยคสั้น ๆ ที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ต่อรอง
เราพูดประโยคสักโยคนึงในหัวประจำตัวเราก่อนจะทำอะไร
ไม่ต้องยาว ไม่ต้องเท่ แต่ต้องใช้ได้ทันที
.
เพราะหลายครั้ง เราไม่ได้ล้มเพราะชีวิต
เราล้มเพราะ “ดีเลย์”

/ / /
[2] Rubbish Goal – ทำของห่วยให้จบ

คนโตกลัวล้มใหญ่ เลยไม่กล้าเริ่ม เพราะถ้าจะเริ่ม ต้องทำให้ดี
แล้วสุดท้ายคือ ไม่เริ่มเลย

Sean บอกให้สวน Ego ทำของห่วยให้จบ
ไม่ต้องดี ไม่ต้องสวย ไม่ต้องโชว์ใคร
แค่เอาให้จบ ก่อน (เราไม่ชินกับการทำมานาน)
.
เพราะจาก 0 → 1
สำคัญกว่าจาก 1 → 100

คุณไม่ได้ต้องการไฟ คุณต้องการ “Momentum”

และ Momentum เกิดจากการเริ่ม ไม่ใช่จากความสมบูรณ์แบบ

/ / /
[3] Rule – เลิกตัดสินใจซ้ำ ๆ ต้องตั้งกฎเหล็ก
.
เราเหนื่อย เพราะต้องตัดสินใจทุกวัน
จะทำไหม จะเริ่มไหม จะรอไหม
.
Rule คือการตัดตัวเลือก
.
Sean บอกว่าเขามีกฎเหล็กเขาคือ
หลังอาหารเช้า เขาจะเปิดสมุด เปิดอย่างเดียวอย่างอื่นค่อยว่ากัน จะวาดรูปจะเขียนอะไรก็ได้ แต่ต้อง “เปิดสมุด”
.
ไม่ต้องถามตัวเอง ไม่ต้องเถียงกับอารมณ์ แค่ทำ
เพราะการตัดสินใจบ่อย ๆ ทำให้คุณล้มก่อนจะได้เริ่ม
.
มีคุณปู่คนนึงเขาตั้งกฎกับตัวเองง่ายๆเลยคือ
“ถ้าฝนไม่ตกฉันจะออกไปเดินรอบหมู่บ้าน”
นั้นทำให้คุณปู่คนนี้ออกกำลังกายได้ทุกวัน

///
คุณต้อง Design การลุกให้ลุกง่ายกว่าเดิม

Script = ตัดข้ออ้าง
Rubbish Goal = ลดความกลัว
Rule = ลดการตัดสินใจ

เพราะในวัยที่ Time x Context บีบ
คุณต้องล้มเล็ก และลุกแบบมีระบบ
ไม่งั้นคุณจะลุก เพื่อกลับไปล้มอีกครั้ง
————–
Part 3 : เกมของผู้ใหญ่ไม่ใช่ “ล้มแล้วลุก” แต่มันคือ “ลุกให้ดีขึ้น”

วัย 20 เกมคือ “กล้าชน”
วัย 30+ เกมคือ “อ่านทาง”

ตอนเราเด็ก การล้มคือค่าเรียน
แต่พอ Time x Context เปลี่ยน การล้มคือค่าเสียหาย

เราไม่ได้โตมาเพื่อ “ลุกเก่งขึ้น”
เราโตมาเพื่อ “คำนวณดีขึ้น”
.
ปัญหาของแนวคิด “ล้มกี่ครั้งก็ได้ ขอแค่เราลุกขึ้นมาใหม่”
คือมันทำให้เราหลงโฟกัสผิดจุด

เราไปโฟกัสที่ “ความแกร่ง”
ทั้งที่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ “การออกแบบสนาม”

กระทิงไม่ได้หยุดวิ่ง
เศรษฐกิจไม่ได้หยุดผันผวน
อายุไม่ได้หยุดเดิน
ภาระไม่ได้หยุดเพิ่ม
.
ดังนั้นการลุกโดยไม่ย้ายตำแหน่ง ไม่ใช่ความกล้าหาญ
มันคือการยืนรอแรงกระแทกรอบถัดไป

ผู้ใหญ่ที่เก่ง ไม่ได้เก่งเพราะลุกเร็ว
แต่เก่งเพราะ เขาไม่ยืนอยู่ในเส้นทางที่ทำให้ล้มซ้ำ
.
เขาลดขนาดความเสี่ยง
เขาทดลองเล็ก
เขาขยับจังหวะ
เขาเปลี่ยนระบบ
.
คุณกำลังล้มเพราะไม่เก่ง หรือกำลังล้มเพราะ “ยังใช้วิธีเดิม”

คุณกำลังท้อเพราะชีวิตโหด
หรือเพราะคุณยังลุกกลับไปอยู่จุดเดิม

คุณกำลังรอไฟ
หรือกำลังหนีความกลัวว่ามันจะไม่ดีพอ

ความจริงที่ไม่โรแมนติก

ยิ่งอายุมาก คุณยิ่งล้มใหญ่ไม่ได้ คุณต้อง “ล้มเล็ก”

และการล้มเล็กทเกิดจาก Design
ไม่ใช่จากเลือดนักสู้
—————-

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ

ล้มกี่ครั้งก็ได้ ขอแค่ลุก มันฟังดูเท่ ฟังแล้วเลือดมันเดือด ดี5555
.
แต่ชีวิตจริง มันไม่ได้วัดที่จำนวนครั้งที่คุณลุก
มันวัดที่ คุณยังล้มแบบเดิมอยู่ไหม

ถ้าคุณล้มเรื่องเดิม 10 ครั้งติด สิ่งที่พังไม่ใช่แค่แผน

“มันคือความเชื่อมั่นในตัวเอง” (สิ่งเราต้องจ่ายไปจริงๆ)
เบ้นเคยคิดอยู่ในชุดความคิดนี้
พอทำอันแรกเจ๊ง – เอาใหม่ๆครั้งแรก
พออันที่สองพัง – เหย ลองดูอีกทีๆ
พออันที่ สามพัง – หรือเรามาผิดทาง
พออันที่ สี่พัง – มันไม่ใช่ตัวเราแล้ว
พออันที่ 5 – ไม่อยากทำแล้วว เลิก

และพอความเชื่อมั่นแตก คนส่วนใหญ่ไม่ได้ลุกอีกครั้ง
เขา “เลิกเงียบ ๆ”
.
ดังนั้นเกมของผู้ใหญ่ ไม่ใช่การล้มให้เก่งขึ้น
แต่คือการออกแบบไม่ให้ล้มซ้ำ

คุณต้องทำให้แรงกระแทกเล็กลง
ต้องทดลองเล็ก
ต้องขยับตำแหน่ง
ต้องเปลี่ยนวิธีลุก

เพราะการลุกโดยไม่ย้ายตำแหน่ง ไม่ใช่ความกล้า
มันคือการยืนรอให้กระทิงชนซ้ำ

และถ้าคุณเหนื่อย บางทีคุณไม่ได้อ่อนแอ คุณแค่ยังยืนอยู่ผิดที่

เปลี่ยนตำแหน่ง เปลี่ยนระบบ ล้มเล็กๆ ลุกแบบมี Design

แล้วคุณจะไม่ต้องใช้คำว่า “ล้มกี่ครั้งก็ได้” อีกต่อไป
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • พอยิ่งอายุมากขึ้น ชีวิตจะยิ่งได้เปรียบ พลังงานของคนอายุเลข 30 ไปสู่ 40

  • 4 แบบฝึกหัดพัฒนาให้สมองแข็งแรง สมองคุณยังอัพเกรดได้ ถ้าฝึกถูกทาง

  • อยากเปลี่ยนผลลัพธ์เปลี่ยนวิธีมองงาน งานที่เราสร้างคือกระจกสะท้อนตัวเรา


ความเห็น

ใส่ความเห็น