ผมใช้มา 100 Apps คัดเหลือ   5 ตัว ที่ดีจริงๆ นี้คือ 5 Productivity Apps ที่ผมใช้ทุกวัน

ผมใช้มา 100 Apps คัดเหลือ 5 ตัว ที่ดีจริงๆ นี้คือ 5 Productivity Apps ที่ผมใช้ทุกวัน

นี้คือ 5 Productivity apps ที่คัดมาจาก 100 Apps ใช้เวลา 10 ปี (แชร์เก็บไว้ใช้ได้)
.
คนส่วนใหญ่เสพ Productivity เหมือนสะสมไอเท็มในเกม
โหลดเพิ่ม ซื้อเพิ่ม ทดลองเพิ่ม แต่ไม่เคย “คัดออก”
.
Tiago บอกว่า เขาทดสอบมาเป็นร้อยแอปใน 10 ปี สุดท้ายเหลือแค่ 5 ตัว ที่เขาใช้ “ทุกวันแบบไม่มีข้อยกเว้น”
.
The goal isn’t to add more apps. It’s to create a system where technology disappears.
.
และที่สำคัญกว่านั้น มันไม่ใช่ 5 แอปแยกกัน แต่มันคือ “ระบบเดียว”
ผมจะเล่าในแบบเบ้น ให้เห็น Logic เบื้องหลัง ไม่ใช่แค่ชื่อแอป
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป เริ่มจากอันดับ 5 ก่อนเลย
————-
[5] App : Superhuman (จัดการ Email)
Email ทำให้ Anxiety > ให้กลายเป็นระบบ
.
Superhuman คือ Email Client ระดับพรีเมียม
ที่ออกแบบมาเพื่อ “ความเร็ว” และ “การตัดสินใจทันที”
.
Logic ของมันเรียบง่ายมาก ทุกเมลต้องถูกตัดสินใจทันทีเวลาเข้ามาใน Inbox ของเรา จะถูกแบ่งหมวดหมู่เลยว่า
จะให้เป็น Archive / Reply หรือส่งต่อไปเป็น Task / Note
.
Tiago บอกว่า
Superhuman เปลี่ยน Email จากแหล่งความเครียด
ให้กลายเป็นสิ่งที่เขา “คุมได้”
.
Hidden Insight ของข้อนี้ไม่ใช่เรื่องฟีเจอร์
แต่คือการเปลี่ยน Email จาก “ที่ทำงาน”
ให้กลายเป็นแค่ “จุดคัดแยก” ในระบบใหญ่ของเขา
.
ทำให้เขาจัดหมวดหมู่ได้ Email ไหนเขาต้องตอบ reply กลับ อันไหนเป็นแค่ข้อมูลให้เรารับรู้
(ส่วนตัวเบ้นเห็นผู้บริหารแทบทุกคนใช้ตัวนี้หมดเลยยโหดมาก)
————–
[4] App : Obsidian (จัดการ Notes / Second Brain)
จาก “ที่เก็บข้อมูล” > เป็น “ที่ใช้ไอเดีย”
.
ถ้า Superhuman คือจุดคัดแยก
Obsidian คือ “ศูนย์บัญชาการความคิด”
.
Tiago บอกเลยว่า Notes App คือ Core ของ Second Brain
.
แต่เขาไม่ได้ใช้มันแค่จดโน้ต
.
เขาใช้มันเขียนหนังสือ
ที่ต้องอ้างอิงข้อมูลหลายร้อยแหล่ง
หลายพันรายละเอียด ลากยาวเป็นปี
.
สิ่งที่ Obsidian ทำได้ดีมากคือ “การเชื่อมโยง”
.
Note A ลิงก์ไป Note B ย้อนกลับไปหาแหล่งที่มาได้
เห็นหมวดหมู่ เห็น Context
.
มันทำให้ไอเดีย“เชื่อมกันได้”
.
และพอไอเดียเชื่อมกันได้ ของใหม่ๆมันจะเกิด
.
อีก Insight ที่สำคัญคือ
ข้อมูลทั้งหมดถูกเก็บ Local บนเครื่อง Search เร็วมากแบบแทบจะทันที
.
Hidden Logic ของข้อนี้คืออะไร
.
Tiago แยกชัด แกบอกว่า Notes ไม่ใช่ Tasks
.
หลายคนสับสนเพราะเอาทุกอย่างไปกองไว้ที่เดียว
Task ไปอยู่ใน Note ,Note ไปอยู่ใน Task
.
สุดท้ายรกหมด
.
Obsidian สำหรับเขา ไม่ใช่ To-do List แต่มันคือ “คลังอาวุธทางปัญญา”
.
ที่ทำหน้าที่สะสม เชื่อมโยง และทำให้ความคิดของเขาถูกพัฒนาไปเรื่อยๆ
—————-
[3] App : Things (จัดการ Tasks / Open Loops)
จาก “ของค้างในหัว” เป็น “สิ่งที่ทำให้จบได้จริง”
.
หลังจาก Email ถูกคัดแยก และ Knowledge ถูกเก็บใน Obsidian
.
สิ่งที่เหลือคือ “งานที่ต้องทำ”
.
Tiago บอกว่าเขาลอง Task Manager แทบทุกตัว
Todoist ClickUp Monday แต่สุดท้ายเลือก Things
.
เพราะมัน “ไม่พยายามเป็นทุกอย่างในชีวิตคุณ”
Key Insight ของข้อนี้คือคำว่า Open Loop
.
ทุกครั้งที่คุณนึกอะไรขึ้นมา แล้วไม่ Capture

มันจะวนอยู่ในหัว เหมือนแท็บที่เปิดค้างไว้ 20 อัน
กิน RAM สมองของเราเรื่อยๆ
.
สิ่งสำคัญที่สุดของ Task Manager
ไม่ใช่ Dashboard
ไม่ใช่ Automation
ไม่ใช่ฟีเจอร์อลังการ
แต่คือ
.
“ความเร็วในการเอาของออกจากหัว”
.
Things ทำจุดนี้ได้ดีมาก
กด Shortcut , พิมพ์ , เข้า Inbox เลย จบ
.
ไม่ต้องจัดหมวดตอนนั้น ไม่ต้องวางแผนชีวิตทันที
แค่เอาออกจากหัวก่อน
.
ปัญหาจริงๆของพวก To do list คือ
.
ถ้าระบบ Capture ช้า คุณจะเลิกใช้มัน
และพอเลิกใช้ คุณจะกลับไปเก็บทุกอย่างไว้ในหัว
แล้วเหนื่อยแบบไม่รู้ตัว
.
Things สำหรับ Tiago ไม่ใช่แอปวางแผนชีวิต
แต่มันคือ “เครื่องดูดความกังวลออกจากสมอง”
———-
[2] App : Claude (AI / Thinking Partner)
จาก “เครื่องตอบคำถาม” กลายเป็นเป็น “คู่คิด”
.
อันนี้หลายคนน่าจะตกใจ
.
Tiago จัด AI ไว้เป็นอันดับ 2 ไม่ใช่อันดับ 1
เพราะ AI ไม่ได้เป็นฐานของระบบ แต่มันคือ “Scale ”
.
เขาไม่ได้ใช้ Claude เพื่อถามสั้นๆ แบบ Google 2.0
แต่ใช้มันเป็น Collaborator
.
เวลาพูดแทนพิมพ์
เขาให้ Context ยาวขึ้น ละเอียดขึ้น ลึกขึ้น
.
และ AI ก็ให้คำตอบที่ Context-Aware มากขึ้น
.
ยิ่ง Context เยอะ AI ยิ่งฉลาด
ยิ่ง AI ฉลาด ความคิดเรายิ่งชัดเจนกับเป้าหมายเรามากขึ้น

Tiago มองว่า นี่คือ Loop ใหม่ของการคิดในยุคนี้
[1] ใช้ Voice → Context มากขึ้น
[2] Context มาก → AI ฉลาดขึ้น
[3] AI ฉลาด → ไอเดียพัฒนาเร็วขึ้น
แปลว่า Tiago แกมองว่า AI ยุคนี้คือการ Voice ไม่ใช่ Type แล้ว
และนั้นจะไปถึง Apps สุดท้าย
———-
[1] App : Wispr Flow (Voice / ตัวเร่งทั้งระบบ)
จาก “พิมพ์ช้า” เป็น “ความคิดที่ความเร็วสมอง”
.
และนี่คือ Game Changer จริง ๆ ของทั้งระบบ
.
Tiago บอกว่า
Voice Recognition ของ Wispr Flow เพิ่งข้าม 99% accuracy
ในช่วง 6–12 เดือนที่ผ่านมา
.
ก่อนหน้านี้มันยังไม่แม่นพอ เลยไม่มีใครจริงจังกับมัน
แต่ตอนนี้มันข้าม Critical Threshold แล้ว
และมันแก้ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของ Knowledge Worker ทันที
.
Typing Speed เวลาเราพิมพ์
เราจะเผลอ Edit ตัวเอง
คิดช้ากว่าความคิดจริง
.
เวลาเราพูด เราคิดที่ Speed of Thought
.
Voice ไม่ได้แค่เร็วกว่า แต่มัน “เป็นธรรมชาติกว่า”
.
Tiago ใช้ Wispr Flow ยิงเข้า Superhuman
ยิงเข้า Things ยิงเข้า Obsidian ยิงเข้า Claude
.
มันไม่ใช่แค่แอปอีกตัว
แต่มันคือ “Layers บนสุด” ที่ทำให้ทั้งระบบเร็วขึ้น 2–3 เท่า
————–

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
สิ่งที่ Tiago Forte ทำคือ เขาผูก 5 Apps นี้เข้าด้วยกัน
โดย“Layer ล่างสุดคือเขาใช้ Wispr Flow ในการพูดกับสิ่งที่เหลือ
.
Flow เขาเป็นแบบนี้
Wispr Flow เป็นตัวป้อน input
Superhuman เป็นจุดคัดแยก
Things เป็นที่ปิดงาน Tasks
Obsidian เป็นรวบรวมและพัฒนาไอเดีย
Claude เป็นตัวขยายความคิด (เพื่อนคู่คิด)
.
และสุดท้าย “เทคโนโลยีมันจะหายไป”
เพราะคุณไม่ได้รู้สึกว่ากำลังใช้แอป คุณแค่กำลัง “คิด”

Tiago Forte เขามองว่า มันไม่ได้เกี่ยวกับ Apps ดีแค่ไหนแต่มันคือการ
“ออกแบบ Flow”

หลายคนดูโพสต์นี้แล้วจะคิดว่า
งั้นเดี๋ยวไปโหลด 5 Apps นี้มาใช้ แล้วก็หวังว่าชีวิตจะดีขึ้น
.
แต่ประโยคที่เขาพูดตั้งแต่ต้นคือ The goal isn’t to add more apps.
.
ปัญหาไม่ใช่เครื่องมือ ปัญหาคือ Friction(แรงเสียดทาน)
.
ถ้า Capture ยาก → คุณไม่อยาก Capture (ขี้เกียจเปิด Apps)
ถ้าแยกหมวดไม่ชัด → คุณสับสน (ขี้เกียจจัดเรียง)
ถ้า Task ปนกับ Note → คุณรก (ขี้เกียจหาข้อมูล)
ถ้า Context น้อย → AI ก็โง่ (AI ไม่เข้าใจเราจริงๆ)
.
ทั้งหมดคือ Friction
.
สิ่งที่เขาทำจริง ๆ คือ ลด Friction ทุกจุดของกระบวนการคิด
.
คิดอะไรขึ้นมา → พูด
Email เข้ามา → แยกหมวดหมู่ ตัดสินใจ
ต้องทำอะไร → Capture
ต้องเก็บความรู้ → Link
ต้องคิดลึกๆ → คุยกับ AI
.
มันคือวงจรเดียว ที่ลื่นไหล Flow ไปด้วยกันทั้งหมด

ถ้าคุณรู้สึกว่าแอปกำลังเรียกร้องความสนใจ ต้องเปิดเข้าไปจัดการเรื่อยๆ
แปลว่าระบบคุณยังไม่ดีพอ
.
Technology ไม่ควรเด่น มันควร “เงียบ”
.
Productivity ที่แท้จริง ไม่ใช่การมีเครื่องมือเยอะ
แต่คือการมีระบบที่คุณ “ลืมไปเลยว่ากำลังใช้มัน”
.
คุณแค่คิด และมันไหลไปตามระบบ
.
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ Tiago ทำไม่ใช่การหาแอปที่ดีที่สุด
แต่คือการตอบคำถามเดียว
.
ถ้าเราอยากคิดได้เร็วขึ้น โดยไม่เหนื่อยกับเครื่องมือ
เราต้องออกแบบ Flow ยังไง?
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • Stolen Focus (เรากำลังถูกขโมยโฟกัสของเราตลอดไป)

  • สรุป 10 ประเด็นที่ โลกเราจะไป จริงๆ(ไม่ใช่ Fomo ,คลิก bait) เราต้องเริ่มวิ่งตั้งแต่วันนี้ก่อนปี 2030 จะสายเกินไป


ความเห็น

ใส่ความเห็น