การฝืนตัวเองเป็นสิ่งที่คนอวยมากเกินไป ในมุมวิทยาศาสตร์ วินัยไม่ควรถูกใช้บ่อย?

การฝืนตัวเองเป็นสิ่งที่คนอวยมากเกินไป ในมุมวิทยาศาสตร์ วินัยไม่ควรถูกใช้บ่อย?

การฝืนตัวเอง บังคับตัวมากๆ เป็นสิ่งที่คนชอบอวยมากเกินจริง
(คนที่มีวินัยจริงๆเขาไม่เคยฝืนตัวเอง แต่เขาชอบตัวเองที่เป็นแบบนั้น)
.
หลายคนมักเข้าใจว่า คนตื่นแต่เช้า รักการเรียน รักการอ่านหนังสือ กินคลีน ออกกำลังกายเยอะๆ พวกนี้เป็นพวกแบบบังคับตัวเองเก่งโครตๆ จริงๆเรื่องมันกลับกันเลย พวกเขาไม่เคยบังคับตัวเองเลยต่างหาก? อ้าววยังไงนะ5555 มาเข้าใจเรื่องนี้กันๆ
.
Anne-Laure Le Cunff (นักประสาทวิทยาที่เบ้นชอบมากๆ) เขาเขียนบทความหนึ่งที่กระแทกความเชื่อของคนยุค Productivity แบบจุกๆ ชื่อ: Discipline is Overrated
.
เธอบอกว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้ล้มเหลวเพราะ “ไม่พยายามพอ”
แต่ล้มเหลวเพราะ ระบบที่เขาอยู่ มันจ่ายราคาแพงเกินกว่าจะพยายามต่อเนื่อง #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
—————————–
[1] เราโตมากับคำสอนคล้ายๆ กันหมด ขยันให้มากขึ้น
มีวินัยให้มากขึ้น ฝืนให้ผ่านแรงต้านไปให้ได้
แล้วถ้าวันไหนทำไม่ได้ คำอธิบายก็มักจะกลายเป็นเรื่องศีลธรรมทันที
.
เราไม่อดทนพอ เราไม่แข็งแรงพอ เราอ่อนแอ ขี้เกียจ ไม่เอาจริง
แต่ปัญหาคือ สมองมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ “ฝืน” ได้ตลอดเวลา
.
ทำไม Discipline ถึงหมดแรงเร็ว
ในมุมวิทยาศาสตร์ Discipline คือความสามารถในการใช้ self-control
.
กดสัญชาตญาณระยะสั้น เพื่อเป้าหมายระยะยาว
งานวิจัยจำนวนมากบอกว่า self-control มีประโยชน์จริง
แต่มีเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่ง มันทำงานได้ดี ก็ต่อเมื่อใช้ไม่บ่อย
.
เพราะการ “ฝืนตัวเอง” ซ้ำๆ คือการเปิดวงจรสมองที่กินพลังงานสูง
ไวต่อความเครียด และระบบมันจะพังง่ายมากเมื่อสะสมความล้า
คนที่เรามองว่ามีวินัยสูง จริงๆ แล้วไม่ได้ฝืนเก่งกว่าใคร
.
แต่เขา ใช้ habit ใช้ routine ใช้ ritual trigger อะไรบางอย่าง
และยัง ออกแบบสภาพแวดล้อม
เพื่อลดการต้อง “ตัดสินใจที่ต้องฝืน” ให้เหลือน้อยที่สุด
—————————
[2] จาก Discipline สู่ Devotion
.
Anne เสนอคำที่น่าสนใจกว่า แทนที่จะถามว่า จะมีวินัยยังไงดี
เธอถามว่า เรามี Devotion(ความศรัทธา) กับอะไร
Devotion มาจากรากศัพท์ละติน devovere
แปลว่า “การอุทิศตัวด้วยคำสาบาน”
.
ไม่ใช่การทำตามกฎ แบบเคร่งคัด
แต่คือการกระทำที่สะท้อนคุณค่าและอัตลักษณ์ของเรา
.
เมื่อเรา “devoted” ศรัทธากับบางสิ่ง
เราไม่ต้องฝืน การกระทำนั้นคือการเป็นตัวเอง
ในเชิงจิตวิทยา สิ่งนี้สอดคล้องกับสิ่งที่เรียกว่า
harmonious passion แปลประมาณว่า ความหลงใหลที่เลือกเอง และกลืนกินไปกับตัวตน
.
Naval Ravikarn ก็เป็นคนนึงที่เข้าใจเรื่องนี้ดีมากๆเขาไม่ได้บอกให้เราฝืนอ่านหนังสือเพื่อพัฒนาตัวเอง
เขาบอกว่า “Read the book what you love until you love to read”
.
แปลว่า เราอ่านหนังสือแนวที่เราชอบก่อน อาจจะอ่านการ์ตูนอ่านนิยายจนเรามีนิสัยรักการอ่าน แล้วเราค่อยมาอ่านแนว How to บ้าง
.
ผลลัพธ์คือ เราจะทำได้นานกว่า
สุขภาพจิตดีกว่า และเข้า flow ได้ง่ายกว่า
———————-
[3] ปัญหาคือ Devotion อย่างเดียวไม่พอ
หลายคนรักสิ่งหนึ่งมาก แต่ก็ยังทำไม่ได้สม่ำเสมอ
เหตุผลคือ
Devotion ไม่ได้อยู่ลอยๆ มันชนกับสิ่งหนึ่งเสมอ
ที่ชื่อว่า Friction
.
Friction คือแรงต้านทั้งหมด ระหว่าง “อยากทำ” กับ “ได้ลงมือทำจริง”
– สิ่งแวดล้อม
– Skill ที่ยังไม่พร้อมกับสิ่งที่เราอยากทำ
– พลังงานเริ่มต้นที่ต้องใช้
– ความยุ่งยากเล็กๆ น้อยๆ ที่สะสม
.
คนสองคนอาจรักสิ่งเดียวกันเท่ากัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันลิบลับเลย
เพราะคนหนึ่งอยู่ในระบบแรงเสียดทานต่ำอีกคนอยู่ในระบบแรงเสียดทานสูง
———————
[4] Devotion–Friction Matrix
Anne สรุปออกมาเป็น 4 สภาวะชีวิต

1.Flow : Devotion สูง + Friction ต่ำ
ทำแล้วลื่น ทำซ้ำได้เองโดยไม่ต้องผลักดัน

2.Strain : Devotion สูง + Friction สูง
รักมาก แต่เหนื่อยมาก ทำได้พักเดียวก็หมดแรง

3.Coasting :Devotion ต่ำ + Friction ต่ำ
ยังทำอยู่ เพราะมันง่าย ไม่ใช่เพราะมันมีความหมาย

4.Avoidance Devotion ต่ำ + Friction สูง
ไม่อิน แถมเริ่มยาก เลยผัดวันไปเรื่อยๆ จนหายไปจากชีวิต

ประเด็นสำคัญคือ
อย่าพยายามเพิ่ม Devotion อย่างเดียว หรือ ลด Friction อย่างเดียว
Flow เกิดได้ เมื่อ “สิ่งที่คุณแคร์” ง่ายพอที่จะทำซ้ำได้
——————
[5] วิธีทำให้เข้าสุ่ Flow

3 วิธีออกแบบให้ชีวิตเข้าสู่ Flow
1) ลด activation energy
เลิกโฟกัส “ทำให้เสร็จ” โฟกัสแค่ “เริ่มให้ได้”
ไม่ต้องบอกว่าจะออกกำลังกาย
แค่ใส่รองเท้าแล้วออกจากบ้าน
ไม่ต้องบอกว่าจะเขียนบทความ แค่เปิดไฟล์แล้วเขียนหนึ่งประโยค
สมองกลัวการเริ่ม ไม่กลัวการทำ

2) ออกแบบสภาพแวดล้อม
ทำสิ่งที่อยากทำให้เป็น default และทำสิ่งรบกวนให้ “ยุ่งยากขึ้นนิดเดียว”
หนังสือวางบนหมอน มือถือไปชาร์จอีกห้อง
ของไม่ดีวางให้หยิบยาก ของดีวางให้หยิบง่าย
ไม่ต้องมีวินัยสูง แค่มีสภาพแวดล้อมฉลาด

3) ใช้การทดลองเล็กๆ (Tiny Experiment)
เปลี่ยน curiosity ให้เป็น devotion
ทดลองทำสิ่งหนึ่ง ปรับเวลา สถานที่ วิธี
ดูว่าอะไรทำให้ effort ลด และ intrinsic reward เพิ่ม
ไม่ต้องสัญญาแนวแบบ Commit ตลอดชีวิต แค่ทดลองไปเรื่อยๆ
————————

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
ถ้าเราอยากทำอะไรได้อย่างสม่ำเสมอ
อย่าถามว่า จะฝืนตัวเองยังไงดี ต้องฮึดขนาดไหน
ให้ถามว่า เราให้ความสำคัญกับอะไร บ้างแล้วแรงต้านสิ่งนั้นมีอะไรขวาง
.
เบ้นเคยฟังสัมภาษณ์ Alex Hormozi คุยกับ Logan Paul
Logan Paul บอกว่าสำหรับเขา Discipline Is everything (วินัยคือทุกสิ่ง)
แต่ Alex แกถามว่า เวลาคุณมี Sex คุณต้องใช้วินัยในการมีไหม? ก็ไม่5555555
.
Alex บอกว่า เราทำเพราะเราอยากจะทำมัน สมัยเปิด Gym Alex เขาบอกว่าคนที่มา Gym บ่อยๆเพราะ คนๆนั้นชอบตัวเองตอนอยู่ Gym
เขา Devotion อุทิศตนตัวเองให้เป็น Gym Rat
.
คนเก่งคือคนที่อยู่ในบริบทที่เขาชอบตัวเอง
บางทีเป้าหมายไม่ใช่การมีวินัยมากขึ้น
คนที่ชอบอ่านหนังสือเพราะชอบชอบมัน ชอบที่ตัวเองพัมนาตัวเอง
.
แต่คือการออกแบบชีวิตที่ คุณอยากตื่นมาใช้มันจริงๆ
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้มันจะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • Manifest 7 ขั้นตอนสู่สิ่งที่เราปราถนา (สรุปหนังสือจบ)

  • กลยุทธ์การตลาดที่ดีที่สุดคือ “Do Good Thing”

  • ถ้าเราเป็นคนปานกลางจะเติบโตได้ไง (The Average Tribe)


ความเห็น

ใส่ความเห็น