เมื่อคอนเทนต์ที่ดูมีประโยชน์เริ่มไม่มีคุณค่า ยุคที่ AI ที่ปั้มสื่อไม่หยุด

เมื่อคอนเทนต์ที่ดูมีประโยชน์เริ่มไม่มีคุณค่า ยุคที่ AI ที่ปั้มสื่อไม่หยุด

เมื่อคอนเทนต์ที่ดูมีประโยชน์เริ่มไม่มีคุณค่าในโลกสื่อ
(ในวันที่ AI ปั้ม Content ได้ทั้งวัน)
.
เมื่อ คุณค่า ไม่ได้ตายแต่ของที่ตายคือคอนเทนต์ที่ไม่เคยมีตัวตน
ช่วงนี้เราจะเห็นประโยคนี้วนเต็ม feed “Value-based content is dead”
.
AI เขียน how-to ได้ในไม่กี่วินาที
Framework เต็มโลก ความรู้ถูกแจกฟรีจนแทบไม่มีต้นทุน
มันกำลังทำให้ Social Media แบ่งโลกออกเป็น 2 ฝั่ง
.
ฝั่งหนึ่งคือคนที่ “ยิ่งโพสต์ ยิ่งไม่มีตัวตน” อีกฝั่งคือคนที่ “โพสต์น้อย แต่คนจำได้”
.
Dan Koe เองเขาก็มีมุมมองกับเรื่องนี้เหมือนกัน
.
ในมุม Dan Koe ถ้าพูดแบบตรงๆ Value ไม่ได้ตาย ของที่ตายคือ
คอนเทนต์ที่ “ดูเหมือนมีประโยชน์” แต่จริงๆ ใครเขียนก็ได้
และไม่มีใครรู้สึกอะไรกับมันเลย
.
แล้วเราจะรอดจาก Sea of Slop นี้ยังไง
มาหาคำตอบไปด้วยกัน เดี๋ยวเบ้นมีเสริมของเบ้นด้วย #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
——————————————
Part 0 : Value-Based Content ไม่ได้ตาย แค่ถูกตีความใหม่
.
Dan Koe แกมองว่า ถ้า Value-based content ตายจริง
แปลว่าอะไร มันจะแปลว่า
– คอนเทนต์ที่ทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรม ต้องหายไป
– คอนเทนต์ที่คน Save ต้องไม่มีค่า
– คอนเทนต์ที่คนส่งให้เพื่อนตอนดึกๆ ต้องไม่มีอีกแล้ว
.
ซึ่งมันไม่ได้หาย
สิ่งที่หาย คือ คอนเทนต์เชิงให้ความรู้แบบผิวๆ
.
5 tips จัดการเวลา
7 frameworks เลือกธุรกิจ
How-to ที่ใครเขียนก็ได้
หรือใครก็ Prompt AI ให้เขียนแทนได้
.
ของพวกนี้ไม่ได้ตายเพราะ AI
แต่มันตายเพราะมัน ไม่มีใครเป็นเจ้าของความคิดนั้นจริงๆ
.
Value ไม่ได้หาย มันแค่ถูกดันขึ้นไปอีกระดับนึง
ไปอยู่ในพื้นที่ของ
ประสบการณ์ มุมมอง ความคิดต้นฉบับ และ “รสนิยมในการคิด” (Taste)
.
และนี่คือข่าวดีมาก โดยเฉพาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่ม
.
เพราะในขณะที่ทุกคนกำลังเร่งผลิต
หวังฟาด Slot Machine ของ Algorithm (แล้วจะโกยเงินจาก reach)
โอกาสจริงๆ กลับอยู่ฝั่งตรงข้าม
.
มันอยู่ที่ ความลึก บริบท และ Perspective
ที่มีแค่ “คุณคนเดียว” เท่านั้นที่ให้ได้
—————–
Part 1 : จิตวิทยาของคำว่า Value
.
เราไม่ได้มองโลกตามความเป็นจริง เรามองโลกตามสิ่งที่เราเป็น -Anais Nin
.
ปัญหาของ “Value-based content” ส่วนใหญ่ คือมัน ดูแทนกันได้
.
ใครโพสต์ก็ได้ อ่านแล้วไม่รู้ว่าใครเขียน (เหมือนที่เราเห็นเพจสรุปทุกวันนี้)
ไม่มีลายเซ็น ไม่มีพลัง ไม่มี energy ของคนเขียน
.
ต้นเหตุไม่ได้อยู่ที่คนอ่าน แต่อยู่ที่วิธีที่ Creator ถูกสอนมา
.
ต้องเป็นกลาง ต้องสอน fact ต้องใช้ framework ที่พิสูจน์แล้ว
ต้องทำในสิ่งที่ “เขาว่ากันว่าเวิร์ก”
(มีเพจหลายเพจเอา คอนเท้นเพจเบ้นไป Train ช่วยด้วย555555)
.
แต่ๆปัญหาคือ
คนส่วนใหญ่ยังไม่เก่งพอ ที่จะรู้ว่า “อะไรเวิร์กกับตัวเองจริงๆ”
.
และนี่คือจุดสำคัญ Value ไม่เคยเป็นObjective
.
Value คือ Perception (การรับรู้)
และ Perception ถูกกำหนดโดย “เป้าหมายของคนอ่าน”
.
คนสองคนอ่านหนังสือเล่มเดียวกัน
ได้คนละบทเรียน ไม่ใช่เพราะเนื้อหาต่างกัน แต่เพราะชีวิตต่างกัน
(เช่นบทความนี้ถ้าเราอ่านไปจนจบ เราจะได้มุมมองไว้ใช้กับยุคต่อไป)
.
นักเรียนที่อ่านเพื่อสอบ จะเห็นคนละประโยค กับคนที่อ่านเพื่อสร้างธุรกิจ

ข้อมูลเหมือนกัน แต่คุณค่าที่ดึงออกมา ไม่เหมือนกัน

เพราะงั้น เราไม่มีทางสร้างคอนเทนต์ที่ “มีคุณค่ากับทุกคน”
คุณทำได้แค่ สร้างคอนเทนต์ที่มีคุณค่า กับคนที่อยากไปในทิศเดียวกับคุณ
.
และคนกลุ่มนั้น กำลัง scroll อยู่แบบไม่ตั้งใจ
เรามีเวลาไม่กี่วินาที และต้องใช้เวลา 6–12 เดือน
กว่าที่ระบบจะเริ่มพาเขามาเจอคุณ
.
นี่คือเหตุผลที่คุณต้อง “เลือก”
.
เลือกมุมมอง เลือกจุดยืน เลือกคิดในสิ่งที่คุณคิดจริงๆ
ไม่ใช่สิ่งที่คอร์สบอกว่าควรคิด
.
Value-based content กำลังตาย
เพราะมันถูก Template จนไม่ต้องใช้ Taste
ใครก็สร้างได้ ใครก็ลอกได้
.
ไม่ใช่เพราะ AI แต่เพราะ คนใช้ AI แบบไม่คิด (ฟาดเลย55555)
.
AI ไม่ได้เป็นตัวร้าย คนใช้มันต่างหากที่เป็นตัวแปร
สังคมเราเน่าเฟะ เพราะ คนเอาอำนาจมันไปใช้ทางที่ผิด – เรื่องคุ้นๆ เหมือนบ้านเราแถวนี้ เลยย หึ้ยยย55555 ขยิบตา 1 ที ; )
———————-
Part 2 : Slop vs Signal
.
ปัญหาไม่ใช่เครื่องมือ แต่คือ “รสนิยมในการเลือก”
.
โลกนี้มี Slop มานานแล้ว ก่อน AI ด้วยซ้ำ
.
How-to ซ้ำๆ Tip รีไซเคิล
คอนเทนต์ที่พูดเหมือนมีประโยชน์ แต่ไม่เปลี่ยนใครได้จริงๆ
.
สิ่งที่แยก Slop ออกจาก Signal
ไม่ใช่ใครสร้าง ไม่ใช่ใช้ AI หรือไม่ใช้ แต่คือ Taste
.
Taste คือความกล้าที่จะตัดสิน
อันนี้ควรอยู่ต่อ อันนี้ควรถูกตัดออก
.
แต่คนส่วนใหญ่ไม่ทำ เพราะการมี Taste แปลว่าต้องยกเว้นบางอย่าง
.
มีงานที่ใช้ AI แล้ว “แตะใจคนได้จริงๆ” แต่มันยาก
เพราะมันต้องใช้ Taste สูงมาก
.
ถ้าคุณสั่ง AI แบบไม่มี Context
ผลลัพธ์จะเป็นค่าเฉลี่ย
.
ค่าเฉลี่ย = กลางๆ
อะไรกลางๆ = คนก็ลืมง่าย
.
ยิ่งคุณใส่ Context ส่วนตัวมาก ประสบการณ์
มุมมอง สิ่งที่เชื่อ สิ่งที่ไม่เชื่อ
.
คุณยิ่งขยับจาก Slop > Signal
——————–
Part 3 : จาก Content Creator → Content Director
.
Dan koe บอกว่า คนเขียนโกรธ Ghostwriter
คนโกรธ AI เพราะเขาผูกตัวตนกับ “แรงงาน”
.
แต่ผู้อ่านไม่เคยสนใจว่าใครพิมพ์
เขาสนใจว่า “ของที่ออกมา มันโดนไหม”
.
ผู้กำกับหนังไม่ได้ถือกล้องแต่ไม่มีใครสงสัยว่า หนังเป็นของเขา
.
Value อยู่ที่ Direction(ทิศทาง) ไม่ใช่ Labor (แรงงาน)
.
Content กำลังเดินทางไปทางเดียวกัน
.
ใครที่ต้านมัน คือคนที่แยกไม่ออกว่า
การคิดไม่ใช่การพิมพ์
.
ถ้าผลงานออกมาดี
Original มี Opinion มี Taste
คนอ่านไม่สนใจว่ามันถูกสร้างยังไง
.
ล่าสุดเบ้นพึ่งซัพพอร์ตน้องคนนึงไปเขามีไอเดียทำหนังดีมากๆ แต่เขาไม่มีทุน ยังเรียนอยู่เลย
.
เขาใช้ AI ทำคลิปขึ้นมาเล่า Story หนังเขาขึ้นมา (ใครอยากดูเดี่ยวส่งให้หลังไมค์ๆ) บ้นคิดว่าเขาคือจุดตัดของคนที่ใช้ Cretivity ลงไปใน AI จริงๆ ไม่ใช่แบบ Spam ทั้งวันแต่ไม่มี Value
———————
Part 4 : ทำยังไงไม่ให้เราจมใน Sea of Slop
.
เริ่มจากสิ่งง่ายๆ สร้าง Idea Museum (พิพิธภัณฑ์ของไอเดีย)
.
ถ้าคุณเคยเขียน กลับไปดูงานเก่า
ดึงประโยคที่คน Share ไอเดียที่คน Save Framework ที่คนเอาไปใช้
.
นั่นคือ Context Library ของคุณ
.
ถ้าคุณยังไม่เคยเขียน ก็เริ่มจากงานคนอื่น
.
Save สิ่งที่ทำให้คุณหยุด Scroll
สิ่งที่คุณคิดว่า “เห้ย เราชอบงานเขียนแบบนี้”
.
Taste ไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์
แต่มาจาก
Exposure Comparison Judgment Repeat
(สำรวจไอเดีย, เปรียบเทียบกับเรา , หามุมมองสิ่งนั้น และทำวนไป)
คนที่กลัว AI มักเป็นคนที่ไม่เคยพัฒนา Taste
และเคยผลิต Human Slop มาก่อน
——————
Part 5 : Volume ไม่เพียงพอ Mission ต่างหาก
.
ทุกคนตะโกน โพสต์เยอะ โพสต์ถี่ แล้วจะโต
มันอาจเวิร์ก แต่ไม่ยั่งยืน
.
AI ทำให้ทุกคนผลิตได้มากขึ้น ผลลัพธ์คือ Noise

ล่าสุด เบ้นพึ่งไปร้านหนังสือกับ Kasidis Satangmongkol กับ จารย์กวาง ทำที่บ้าน บังเอิญเจอกันๆ 555555 (ไม่ต้องบอกเสียหายค่าหนังสือไปเท่าไหร่ๆ)
.
ทั้งสองคนมองเหมือนกันว่า สิ่งที่รอด คือ Original, Thought, Perspective Story
คนยังอยากได้ Wisdom เรื่องราวจากคน มุมมองมากว่า How to,Step
.
AI ไม่มี Mission ไม่มีชีวิต ไม่มีเส้นทาง แต่คุณมี
.
Topic-based content = เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องหนึ่ง ลอกง่าย Pivot ยาก
เปลี่ยนเป็น
Mission-based content = คุณพาคน “เปลี่ยนสถานะชีวิต” อะไรก็ตามที่พาไปถึงตรงนั้น เขียนได้หมด
.
Mission คือ Filter
Mission คือ Taste เชิงกลยุทธ์
——————–

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
Value-based content ไม่ได้ตาย
ของที่ตาย คือคอนเทนต์ที่ไม่เคยมีตัวตน
.
AI ไม่ได้ฆ่าครีเอเตอร์
มันแค่เปิดโปงว่า ใครคิดเป็น ใครคิดไม่เป็น
.
Slop จะเยอะขึ้น Signal จะหายากขึ้น และคนจะยิ่งหิวอะไรจริงๆมากขึ้น

ส่วนตัวเบ้นทำเพจนี้ขึ้นมาเพราะ อยากเขียนสิ่งที่เบ้นอยากอ่าน
สำหรับเบ้น Wisdom = Simple + Practical
เอาความรู้ที่เรารู้มามา Turn ให้มันเข้าใจง่าย + เอาไปทำอะไรต่อได้
Simple and Practical แค่นี้เลย
.
ถ้าเราไม่อยากเป็น Slop มันง่ายๆมากเลยแค่เป็น One Person Business ให้มากขึ้น

One Person Business สำหรับเบ้น
= “Learn deeper, Act harder, Share better”
.
(พึ่งคิดได้มะกี้ตอนเขียน ขอจดก่อนเอาไปใช้ละ เป็น Quote ประจำตัวละ 555555)
เราเรียนรู้ให้มากๆขึ้น พอได้ความรุู้เอาไปทำ พอทำได้แล้วเอามาเล่าส่งต่อ
แค่นี้เลย เราจะมี Value ใน Content เราเองเพราะ มีมุมมองประสบการ์ณกับมัน และลงมือทำไปด้วยกัน
.
เขียนในสิ่งที่คุณอยากอ่าน ในโลกที่ไม่มีใครเขียนให้คุณ
เพราะสุดท้าย คุณคือ Niched ของตัวเอง
.
และ Value ไม่เคยตาย มันแค่ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น
.
หวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ถ้าเราอายุยังไม่เกิน 40 ปี ตอนนี้ Technology มีโอกาสจะพาเราไปถึง 120 ปีกันได้แล้ว

  • สรุปสัมภาษณ์ MrBeast ที่โครตดี แนะนำให้ดู

  • สรุปครบจบในโพสต์เดียว affiliate มัดรวมทุกอย่างที่เราใช้ได้ไว้ที่นี้ อ่านจบเริ่มได้เลย ปีนี้ ต้องฟาดแล้ว


ความเห็น

ใส่ความเห็น