ทำไมคนที่เคนเรียนดีมักล้มเหลวช่วงแรก จนกว่าจะเข้าใจว่าเราต้องเลิกเป็นคนพิเศษ

ทำไมคนที่เคนเรียนดีมักล้มเหลวช่วงแรก จนกว่าจะเข้าใจว่าเราต้องเลิกเป็นคนพิเศษ

ทำไมคนที่เรียนหนังสือเก่งจะล้มเหลวในชีวิตจริงช่วงแรก
(เราพกของติดตัวมาคือคำว่า ความเก่งในฉบับนักเรียน)
.
เบ้นเจอคลิปนึงมาชื่อว่า Why Smart People Fail in Their 20s
ช่องเล็กๆ แต่อธิบายเรื่องนี้ได้น่าสนใจมากๆ คลิปสั้นๆ 3:47 นาทีจบเลย
.
สิ่งที่คลิปนี้ “พูดจริงๆ” ไม่ได้อยู่ที่ความฉลาด
แต่อยู่ที่ อัตลักษณ์ (Identity) ที่ถูกปกป้องผิดในตัวเราทำให้เราไม่อยากเสี่ยง
.
ช่วงนี้เบ้นรับ Case consult คนทำ OPB เยอะมาก แล้วเจอสิ่งหนึ่งซ้ำๆ แบบน่าตกใจ
.
“คนส่วนใหญ่มีของที่มีคนอยากจะซื้อแต่คนขายกลัวล้มเหลวที่จะขาย”
.
ปัญหาจริงๆมันคือ ระบบความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตจริงกับเรียนมันต่างกันโดยสิ้นเชิง
และความกลัวนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องความคิด แต่มันเริ่มตั้งแต่ “ระบบร่างกาย” ด้วย
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
———————-
[1] ปัญหาไม่ใช่ศักยภาพเราหายไป
แต่คือ “สมองเรียนรู้ว่าการพยายาม = อันตราย”
.
เด็กที่ทำข้อสอบได้คะแนนดีจะถูกชมว่าเก่ง พอเขาถูกชมว่าเก่งมากๆ เขาจะตีความว่า
การทำข้อสอบได้คะแนนดี = การที่พลาด ไม่ผิดเลยได้เต็ม
.
และเด็กที่ถูกชมว่าเก่ง จะไม่ได้เรียนรู้ว่า
ถ้าพยายามแล้วพลาด = เรื่องปกติ
.
เขาเรียนรู้ว่า ถ้าพยายามแล้ว “ไม่เก่ง” = Identiy ตัวตน(เก่ง)จะพัง
.
มันเลยกลายเป็น Fixed Mindset ตามงานของ Carol Dweck (Growth mindset)
.
แต่เราเรียนจบมาใช้ชีวิตจริง
สมองเราจะเลือก “ไม่เรื่มไม่ลงมือทำ”
เพราะการไม่เริ่ม = ไม่มีหลักฐานว่าฉันธรรมดา (ฉันยังเป็นคนเก่งอยู่)
.
คนจำนวนมากไม่ได้ขี้เกียจ แต่กำลัง “พยายามรักษา Identity ว่าฉันเป็นคนเก่งจากตอนเรียนให้เก็บไว้ในตัวเราต่อไป โดยการไม่ลงมือทำ
————————
[2] 0% VS 60 % (ฉันยอมได้ 0 ดีกว่าได้ 60)

สำหรับคนที่โตมากับคำว่า smart 60% น่ากลัวกว่า 0% มาก
เพราะ 60% ฆ่าเรื่องเล่าในหัว ว่า “ถ้าฉันเอาจริง ฉันต้องได้ดีกว่านี้”
.
และตรงนี้เอง ที่ชีววิทยาเริ่มเข้ามาเกี่ยว
.
เพราะ ถ้าร่างกายไม่มีแรง สมองจะเลือก “ไม่เสี่ยง” อัตโนมัติ
.
ไม่ใช่เพราะคุณคิดไม่ดี แต่เพราะระบบเอาชีวิตรอดกำลังทำงาน
มันคือ EGO ที่ยึดติดอยู่ในตัวเรา ว่า
“ถ้าเราทำ ก็ต้องทำให้ดี และไม่พลาด”
.
คนเรียนจะคิดว่า
ถ้าไม่ทำเลย
0% = ฉันยังมี potential แต่ฉันแค่ยังไม่ลงมือทำ (Identity ยังอยู่)
แต่ถ้าทำแล้วได้แค่
60% = นี่คือเพดานจริงของฉัน (ฉันไม่ใช่คนฉลาดแล้ว)
———————
[3] Taste–Gap กับดักของคนหัวดี ที่โรงเรียนไม่เคยสอนให้รับมือ
.
คนเรียนเก่ง จะมีอย่างหนึ่งติดตัวมาแรงมากคือ “มาตรฐานในหัวสูงมาก”
.
รู้ว่าอะไรควรดี
รู้ว่างานที่เก่งจริงควรหน้าตาแบบไหน
รู้ว่า Output ระดับมืออาชีพควรเป็นยังไง
.
ปัญหาคือ
ชีวิตจริง ไม่ได้ให้คะแนนจากการเข้าใจ
แต่มันให้คะแนนจาก “ของที่ถูกปล่อยออกไป”
.
พอคนเรียนเก่งเริ่มทำงานจริงงานรอบแรกมักจะ…

– ไม่ดีขนาดนั้น ไม่ดูฉลาดอย่างที่คิด
– ไม่ตรงกับภาพในหัว ไม่ได้ว้าวเหมือนตอนได้เกรด A
.
แทนที่สมองจะตีความว่า “นี่คือ draft แรกของมนุษย์ปกติ”
.
มันกลับตีความว่า “เราจบแล้ว เราแย่”
แล้วหยุดเถอะเดี๋ยวเสียความมั่นใจ
.
สิ่งนี้เรียกว่า Taste–Gap
คือเรารู้ว่าของดีควรเป็นยังไง (เรามองเห็นโลกมากว้าง เลยรู้ว่าของดีเป็นไง)
แต่ Skill ยังไม่เคยถูกฝึกให้ตามทัน Taste
เพราะไม่เคยต้องทนความห่วยนานพอ
—————————
[4] ชีวิตจริง ไม่เหมือนห้องสอบ แต่สมองเรายังคิดแบบสอบอยู่
.
ตอนเรียน
– พลาดนิดเดียว คะแนนตก
– ทำผิด = ไม่เก่ง
– คำตอบมีถูกผิดชัดเจน มีตัววัดผลเป็นเกรด
.
แต่ชีวิตจริง
– พลาดคือข้อมูล
– ทำพลาดคือ feedback
– ไม่มีใครให้คะแนนความพยายาม
– มีแค่ “ตลาด” ตอบ Demand เรากลับมา
.
ปัญหาคือ
สมองของคนเรียนเก่งจำนวนมาก
ยังใช้ ระบบประเมินแบบห้องสอบ มาใช้กับโลกที่ไม่มีกรรมการ

เลยกลายเป็นว่า
ทุกการลอง = เสี่ยงสอบตก
ทุกการปล่อยของ = เสี่ยงเสียตัวตน
———————-
[5] จุดหักเหและวิธีแก้เรื่องนี้
คุณจะเติบโตได้ ก็ต่อเมื่อคุณยอมเลิกพยายามเป็น “คนพิเศษ”
.
Growth Mindset ตามงานของ Carol Dweck
ไม่ได้แปลว่า คิดบวก แต่แปลว่า
.
ความฉลาด = เครื่องมือ
ไม่ใช่สถานะ ไม่ใช่เกราะ และไม่ใช่สิ่งที่ต้องรักษาภาพ
.
ชีวิตจริงไม่ได้ต้องการคนที่ “ไม่ผิดพลาด”
มันต้องการคนที่ พลาดแล้วทำใหม่ไม่เลิกทำ

วิธีแก้ที่ดูเหมือนง่าย” Bad Draft Rule”
กฎง่ายๆคือ
– ยอมทำงานที่ยังไม่ฉลาด
– ยอมทำงานที่ยังไม่สวย
– ยอมทำงานที่ไม่มีใครว้าว
– แล้วต้อง “ทำให้เสร็จ”
.
ไม่ใช่เพื่อผลงาน แต่เพื่อสอนสมองว่า
การพยายาม ไม่ได้ทำให้เราเลิกเป็นคนมีคุณค่า
———-

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
ถ้าคุณรู้สึกติดขี้เกียจ
อย่าเพิ่งด่าตัวเองว่าไม่มีวินัย อย่าเพิ่งหาว่าตัวเอง mindset แย่
.
แต่เพราะ
เราาพก “คำว่าเก่งในฉบับนักเรียน” มาใช้ในเกมที่ไม่ให้คะแนนแบบนั้น
.
และพยายามรักษา Identity เดิม ด้วยการไม่ลงมือทำ
แต่พอเราย้าย Server จาก Server เรียน มาเป็น Server ทำงาน
เรามาอยู่โลกใบใหม่ วิธีคิด กฎใหม่ เราก็เหมือนเด็กใหม่
เราต้องยอมเป็นไอ “กาก” ก่อน ใช่ไหม 55555
.
ทุกอย่างมันเหมือน Model เวลาเรา Train LLM พวกนี้เลย
ตัวเราเองก็ถูก Train มาให้มี Value กับความไม่ผิดพลาดเหมือนกัน
ทำให้เราคิดเยอะ พอจะลงมือทำเราก็เหมือนแบบกลัวออกมา “กาก”
.
แต่ในชีวิตจริงของที่ดีสมการจะเป็นแบบนี้
.
Product ที่ดี = (Product กาก) x (Product กาก) x (Product กาก)
มันคือที่รวมของข้อผิดพลาดที่ของห่วยๆมารวมกัน

เบ้นเคยทำธุรกิจพัง 4-5 ธุรกิจแบบหาเงินไม่ได้สักบาทก่อน จะเริ่มหาเงินได้อันที่ 6 เพราะผมยอมเป็นไอกาก นานๆไป จนเราเริ่ม เข้าใจว่าของที่ดีหน้าตาเป็นยังไง
.
ถ้าวันนี้คุณรู้สึกติด อย่าเพิ่งด่าตัวเองว่าไม่เอาไหน
บางทีคุณแค่ยังไม่ยอมเป็นคนธรรมดา “นานพอ”
จนกลายเป็นคนเก่งจริงๆในโลกการทำงาน
.
ใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วชอบบทความนี้
ช่วยพิมหน่อยว่า “กาก” 5555555
เรามาเป็นไอกาก ไปด้วยกัน เย้ 5555555
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้มันจะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • AI จะแก้ปัญหาโรคชราได้ไหม?

  • 13 ข้อ Checklist ที่คนจิตใจเข้มแข็งจะไม่ทำมัน

  • จากเด็กส่งพิซซ่าสู่ อาณาจักร GYMSHARK


ความเห็น

ใส่ความเห็น