ผมไม่เคยใช้มือถือ Smartphone เลย มันออกแบบหลอกให้รู้สึกว่าเราควบคุมมันได้

ผมไม่เคยใช้มือถือ Smartphone เลย มันออกแบบหลอกให้รู้สึกว่าเราควบคุมมันได้

ผมไม่เคยใช้ Smartphone เลย มนุษย์ยุคใหม่กำลังเสพติดความรู้สึกว่าอย่างต้องรู้ล่วงหน้าเสมอ – Sebastian Junger
.
เช้าวันนี้นั่งดูคลิป เจอว่า “I have had a smartphone” Podcast ของ Daily Stoic กดเข้าไปดูเลยยย แอบสงสัยว่า ยุคนี้ยังมีคนไม่ใช้ Smartphone ด้วยหรอ ดูจบเหมือนเปิดตาที่ 3 ที่เราปิดไว้
.
คนพูด คนนี้เขาชื่อว่า Sebastian Junger เป็นนักข่าวสงคราม ผู้เขียน The Perfect Storm, War และ In My Time of Dying (เขาเคยเกือบไม่รอดถ้าไปโรงพยาบาลไม่ทันภายใน 90 นาที) – (ใครอยากดูไปดูต่อเอง ไม่สรุปแล้ว 5555555 )
.
ลองมาฟังมุมมองนี้แล้วเราจะมองมือถือเราเปลี่ยนไป #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
#ปรัชญาวันอาทิตย์

[0] ทำไม Sebastian Junger ไม่เคยใช้สมาร์ตโฟนเลยทั้งชีวิต
ตลอดชีวิตเขาใช้แค่โทรศัพท์ฝาพับ ไม่มี Smartphone , Social Media ไม่มี GPS ไม่มี Apps อะไรเลยเวลาเรียก Taxi ใช้มือโบกเอา 55555

[1] เขาบอกว่า สมาร์ตโฟนถูกออกแบบมาให้เสพติด พอคุณเปิดอีเมลเข้าไป มีงานเพิ่มให้เราทำไม่จบสิ้น ยิ่งเราเคลียร์เมล ก็จะมีเมลตอบเด้งกลับเข้ามา
พอเปิด Social Media การแจ้งเตือนการเปรียบเทียบ การเชื่อมต่อที่ไม่มีวันหยุดก็จะเข้ามาอีก
.
[2] สมาร์ตโฟนขาย “ภาพลวงตา” ว่าเราควบคุมชีวิตได้ (illusion of control) ปัญหาไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือความรู้สึกที่มันปลูกไว้ในหัวเราว่า
“เราควรรู้ทุกอย่างล่วงหน้า ควรคุมเวลาได้เป็นนาที”
ถ้า มีอะไรคลาดเคลื่อนนิดเดียว เราจะหงุดหงิดทันที แต่เพราะความคาดหวังที่ผิดธรรมชาติ
.
[3] เราต้องการรู้ทุกอย่างล่วงหน้า เวลาเราจะเดินทางไปไหน จะถึงกี่โมง เวลาแบบ 100% ออกกี่โมง กี่นาทีจะถึง อะไรเกิดขึ้นที่ไหน
ทุกอย่างต้องชัดเจน Ryan Holiday แกเล่าว่า เวลาแกจะไปรับลูก จะเปิด Map ดูบอกว่า 41 นาที ถ้าเกิดไปช้ากว่าแค่ 5 นาที ลูกก็โกรธแล้ว 555555
.
[4] เทคโนโลยีขายสัญญานี้ให้เรา ว่าชีวิตจะราบรื่น ถ้าเราคุมมันได้ละเอียดพอ (บริหารเวลาแบบนาทีต่อนาที) แต่ปัญหาคือ ชีวิตไม่เคยเป็นแบบนั้น
ความตายอาจจะมาโดยไม่เตือนเรา อุบัติเหตุมันไม่เคยจองคิว หุ้นที่เราซื้อไว้ ต่อให้เรารู้ข่าวละเอียดแค่ไหนเราก็อาจจะควบคุมมันไม่ได้
.
[5] การรู้มากขึ้น ไม่ได้ทำให้ใจสงบขึ้นมือถือทำให้เรารู้เร็ว รู้เยอะ รู้ตลอด
แต่ Junger บอกว่า มันไม่ได้ทำให้ชีวิตเบาขึ้น มันทำให้เราวิตกมากขึ้น
.
(ล่าสุดข่าว Davos ออกมาฉ่ำๆ เบ้น นอนนไม่หลับมา 2 วันแล้ว 55555)
เพราะเมื่อเราคิดว่าชีวิต “ต้อง” predictable (คาดเดาอนาคต)
ความไม่แน่นอนจะกลายเป็นศัตรู ทั้งที่จริงมันคือเรื่องปกติของโลก
.
“Black Swans are outliers. They lie outside the realm of regular expectations.” เหตุการณ์สำคัญจริง ๆ มักอยู่นอกกรอบการคาดเดาเสมอ -The Black Swan
.
[6] ปัญหาไม่ใช่โลกไม่แน่นอนแต่คือเราทนความไม่แน่นอนไม่ได้
Junger บอกว่า มือถือไม่ได้ทำให้เราเก่งขึ้นในการใช้ชีวิต
แต่มันทำให้เรา “แพ้ให้กับอะไรที่ไม่มีคำตอบได้ง่ายขึ้น”
.
[7] เรารอไม่ได้ หลงไม่ได้ ไม่รู้ไม่ได้ ว่างไม่ได้
ทุกช่องว่างต้องถูกถม ทุกคำถามต้องมีคำตอบทันที ทั้งที่ความจริงของชีวิต คือคำถามจำนวนมาก ไม่มีวันได้คำตอบล่วงหน้าอยู่แล้ว
.
[8] เราไม่ได้อยาก “รู้” เราแค่อยาก “รู้สึกว่าคุมอยู่”
นี่คือจุดที่ illusion of control มันเลยอันตราย
เราไม่ได้เปิดมือถือ เพราะต้องการข้อมูลเสมอไป
แต่เพราะต้องการความอุ่นใจว่าทุกอย่างยังอยู่ในมือเรา
.
ทั้งที่จริง มือถือไม่ได้คุมโลกให้เรา มันแค่กลบความกลัว
ที่เราคุมโลกไม่ได้ตั้งแต่แรก New feed แต่ละคนยังไม่เหมือนกันเลยย
.
[9] Smartphone ไม่ได้ลดความเครียดของเราเลยตั้งแต่แรก
มันสร้างความเครียดรูปแบบใหม่ สมาร์ตโฟนทำให้รู้เวลาแน่นอน
รู้ว่ารถจะถึงเมื่อไร รู้ว่าลูกจะออกจากโรงเรียนกี่โมงแต่มันก็สร้างแรงกดดันแบบใหม่ทันที ทำไมยังไม่ถึง ทำไมช้าจัง ทำไมไอเดียนี้พัง (นี้ปรึกษา AI มาเยอะแล้วนะ5555)
.
[10] Sebastian Junger บอกว่าพอเขาไม่มี GPS เขาต้องถามทางคุยกับคนจริงๆ โลกไม่ได้ถูกย่อให้อยู่แค่ในจอสี่เหลี่ยม ความไม่สะดวกสบาย อาจจะเป็นโอกาสให้เราได้ ใช้การสังเกตุ ใช้สัญชาตญาณ และความรู้สึกที่จะมีชีวิต (Alive) อีกครั้งนึง

[11]Junger เชื่อว่าความคิดที่ดีที่สุด ไม่ได้เกิดจากการเสพอะไรเยอะๆ
แต่มาจาก เวลารอ เวลาเดิน เวลานั่งเฉย ๆ
ถ้าคุณเติมทุกช่องว่างด้วยหน้าจอ สมองจะไม่มี neutral gear
เขาเล่าถึงคู่รักบนเครื่องบิน ที่นั่งข้างกัน
แต่ดูคลิปแต่งงานของพวกเขาคนละจอกัน (แทนทีจะดูด้วยกัน)
คำถามที่เขาถามคือ แล้วคุณมีชีวิตไปเพื่ออะไร เพื่ออยู่บนจอหรอ?
.
[12] เขาวิจารณ์การเลี้ยงลูกยุคใหม่ รถเข็น เตียงเด็ก
อุปกรณ์ที่แยกพ่อแม่ออกจากลูก
.
มนุษย์เป็นสัตว์ที่วิวัฒนาการมาให้ใกล้ชิด แต่เรากลับซื้อเครื่องมือมาทำให้ห่าง สมาร์ตโฟนก็ทำแบบเดียวกัน สร้างปัญหาใหม่ แล้วขายทางออก
(ฟาดไม่หยุด55555)
—————-

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
Viktor Frankl บอกว่า ควรมี Statue of Responsibility
มาคู่กับ Statue of Liberty (อสิรภาพ ควรมาพร้อมกบัความรับผิดชอบ) – Man’s Search for Meaning
.
ถ้าเรายกย่องเสรีภาพอย่างเดียว โดยไม่พูดถึงความรับผิดชอบ
มนุษย์จะเข้าใจผิดว่า อิสระ = ไม่ต้องรับผิดอะไรเลย
.
และ Smartphone กำลังทำให้เราเข้าใจแบบนั้นอยู่
ไม่ต้องรอ ไม่ต้องอด ไม่ต้องทน (แต่ไม่บอกราคาที่ต้องจ่าย)
.
Sebastian Junger ไม่ได้ดูเหมือนคนต่อต้านโลกสมัยใหม่
เขาเลือกยอมรับข้อจำกัด เพื่อรักษาอิสรภาพทางใจ
.
เบ้นว่าเราอาจะทำแบบ Sebastian Junger ไม่ได้ขนาดนั้นในยุคนี้ 5555 (พูดง่ายๆเรา เสพติดมันไปแล้วประมาณนึงไม่งั้นเราคงไม่เจอบทความนี้)
.
สิ่งที่เบ้นพยายามทำให้ได้ทุกสัปดาห์คือ Sunday Phone Off วันอาทิตย์ไม่เล่นมือถือเลย 555555 เบาได้เบา
.
ถ้าวันนี้คุณยังวางมือถือไม่ได้ ไม่เป็นไรเลย แค่ลองวางมันสักช่วงหนึ่ง
สักวันหนึ่ง สักชั่วโมงหนึ่ง สัก 30 นาทีก็ได้
.
คำถามสำคัญไม่ใช่ คุณจะเลิกใช้ Smartphone ไหม?
แต่คือ เรากำลังใช้มัน เพื่อใช้ชีวิต?
หรือใช้มัน เพื่อกลบความกลัวว่า ชีวิตมันควบคุมไม่ได้ตั้งแต่แรก?
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้มันจะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • อ่านหนังสือ 38 เล่ม ปี2025 สรุปแนวคิดที่ได้จากหนังสือทั้งหมดในปีนี้

  • เลิกใช้ AI เป็นตู้สล็อตสุ่มคำตอบได้แล้ว บางคนใช้ AI แล้วชีวิตดีขึ้นแต่บางคนไม่

  • วิธีเรียนรู้เรื่องใหม่ใน 20 ชั่วโมง เราไม่ได้เรียนรู้ช้า เราแค่เรียนแบบผิดวิธี


ความเห็น

ใส่ความเห็น