อ่านหนังสือ 38 เล่ม ปี2025 สรุปแนวคิดที่ได้จากหนังสือทั้งหมดในปีนี้

อ่านหนังสือ 38 เล่ม ปี2025 สรุปแนวคิดที่ได้จากหนังสือทั้งหมดในปีนี้

ปีนี้อ่านสือไปทั้งหมด 38 เล่ม ได้อะไรมาบ้าง?
.
เมื่อคืนเบ้น นั่งดูว่าปี 2025 เรา อ่านหนังสือเล่มไหนไปบ้าง –
จริงๆมีอีก 10กว่าเล่มยังอ่านไม่จบเลยไม่นับๆ เอาจบจริงๆได้ 38 เล่มถ้วน
.
พอเอาหนังสือทั้งหมดมาวางเรียงกัน ผมถึงเห็นว่า
มันไม่ได้พูดคนละเรื่อง แต่มันเล่า “เรื่องเดียวกันแต่ละคนละภาษา”
มันช่วยให้เราตัดสินใจแบบใหม่ได้ดีขึ้น
.
อ่านไปเรื่อย ๆ แบบไม่ได้ตั้งใจจะหาคำตอบอะไร
ธุรกิจ จิตวิทยา สุขภาพ ชีวิต ความสัมพันธ์
.
แต่พอเอามันมาวางรวมกัน ผมถึงเพิ่งเห็นว่า
ทั้งปีที่ผ่านมา ผมกำลังถูกฝึกให้คิดด้วย Frame เดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก
.
และนี่คือและนี่คือ 6 Frames ที่หนังสือทั้งกองหล่อหลอมวิธีคิดผมในปีนี้ #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
—————————–
[Frame 1] Structure > Talent
ถ้ามันต้องใช้ความเก่งตลอดเวลา แปลว่าโครงสร้างที่อยู่มันผิด
.
เมื่อก่อนผมคิดว่า ถ้าอยากไปให้ไกล ต้องเก่งขึ้นเรื่อย ๆ
ต้องพัฒนา ต้องอัปสกิล ต้องไม่หยุด
.
แต่สิ่งที่หนังสือหลายเล่มย้ำตรงกันคือ
คนเก่งไม่ใช่เขาแบบ ฉลาดเก่งมากๆ แต่เขามี”ระบบโครงสร้างดี
“ระบบที่ดี ไม่ได้ออกแบบมาให้ “คนเก่ง”
แต่มันออกแบบมาให้ “คนธรรมดาอยู่รอดได้”
.
เราจะมีวันที่เราเหนื่อย วันที่เราไม่พร้อม
แต่ถ้าระบบยังพาเราไปต่อได้ นั้นคือโครงสร้างชีวิตที่ควรมี
.
ตั้งแต่คิดแบบนี้ ผมเลิกพยายามเป็นคนเก่ง
แล้วหันมาออกแบบชีวิตให้มันพร้อมสำหรับวันที่เราไม่ได้เก่ง
.
หาโครงสร้างหา Framework , Mental Model มาจัดการกับปัญหาต่างๆ คิดเผื่อเอาไว้วันที่เราเหนื่อย ต้องแก้ยังไง ต้องทำยังไง ให้เราทำงานต่อได้
.
หนังสือที่ได้จากแนวคิดนี้
(Good to Great, Company of One, Business Made Simple, The Voltage Effect ,the anthology of Balaji, Main Street Millionaire )
———————————
[Frame 2] Context > Willpower
อย่าด่าตัวเองว่าไม่มีวินัย ให้ถามว่าเราอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหน
.
ผมเคยใช้เวลานานมาก โทษตัวเองว่าไม่ขยัน ไม่สม่ำเสมอ ไม่เอาจริง
.
แต่พออ่านไปเรื่อย ๆ ผมเริ่มเห็นว่า
มนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ชนะด้วย willpower
.
เราชนะด้วย environment ชนะด้วยการออกแบบ
ชนะด้วยการทำให้ “สิ่งที่ควรทำ มันง่ายกว่าเยอะเลย”
.
ถ้าทุกครั้งที่ต้องทำอะไร ต้องฝืน ต้องดัน ต้องกัดฟัน
ปัญหาอาจไม่ใช่ที่เรา แต่อยู่ที่ระบบรอบตัวเรา
(เราคาดหวังพลังใจเรามากไป)
.
เราควรเลิกสู้กับตัวเอง แล้วหันมาออกแบบบริบทให้เข้ากับสิ่งที่เราอยากจะทำ หาสภาพแวดล้อม หาการทดลอง หากิจวัตรที่ทำให้เราสร้างวินัยได้
.
หนังสือที่ได้จากแนวคิดนี้
(Tiny Experiments, Algorithms to Live By, Slow Productivity,วิชาคนตัวเล็ก,)

—————————————-
[Frame 3] Small Bets Compound
ชีวิตไม่ได้ห่วยเพราะเราคิดเล็ก แต่มักห่วยเพราะคาดหวังมากเกินไป
.
แผนการใหญ่ๆทำให้เรารู้สึกเท่ รู้สึกว่าเรากำลังจะ “เปลี่ยนชีวิต”
แต่ความจริงคือ สิ่งที่พาเราไปไกล คือ Small Step(ก้าวเล็กๆ) ที่ทำซ้ำได้
.
การเติบโตจริงๆ มันจะไม่ dramatic (ไม่ได้แบบซีนในหนัง)
มันไม่ค่อยมีใครเห็น แต่มันสะสมทบต้นตัวมันเอง เงียบ ๆ
จนวันหนึ่งย้อนกลับมามองแล้วตกใจเอง ว่าเราทำอะไรมาบ้าง
.
ตั้งแต่ปีนี้ ผมเริ่มเชื่อการทดลองเล็ก มากกว่าการตัดสินใจใหญ่แบบ all-in
.
อย่าพึ่งไปตั้งเป้าหมายใหญ่ลองตั้งเป้าเล็กแล้วรอ Feedback จาก First Step แล้วเราค่อยเอาไปตั้ง Second Step ไปๆเรื่อยทีละก้าว
.
หนังสือที่ได้จากแนวคิดนี้
(Hidden Potential, Tiny Experiments, The ONE Thing)
———————————–
[Frame 4] Psychology-first -Tactics Later
.
คนไม่ได้ตัดสินใจจากเหตุผล แต่จากความรู้สึกว่าปลอดภัยหรือไม่
Choose Safety, Not Logic
.
Frame นี้เปลี่ยนวิธีที่ผมมองคนไปเลย ทั้งในธุรกิจ ความสัมพันธ์ และชีวิตประจำวัน
.
มนุษย์ไม่ได้อยากได้ข้อมูลเพิ่ม เราอยากรู้ว่า
ถ้าเลือกแบบนี้ เราจะพลาดไหม เราจะดูโง่ไหม เราจะเสียหน้าไหม
.
ตั้งแต่เข้าใจเรื่องนี้
ผมเลิกพยายามอธิบายให้คน “เข้าใจ”
แล้วหันมาโฟกัสว่า ทำยังไงให้เขา “คลายกังวล”
.
ทุกอย่างดู human ขึ้นทันที
.
หนังสือที่ได้จากแนวคิดนี้
(The Brain Audit, The Biggest Bluff,ปลดล๊อค อารมณ์,)
——————————
[Frame 5] Not Everything Should Be Optimized
บางอย่างในชีวิต ยิ่ง optimize(ปรับปรุง) ยิ่งพัง
.
ผมเคยพยายาม optimize ทุกอย่าง งาน เวลา ความสัมพันธ์ แม้แต่การพัก
แต่ยิ่ง optimize บางอย่างยิ่งตึง ยิ่งเละกว่าเดิม
.
ชีวิตที่ดี ไม่ได้เกิดจากการเพิ่มเทคนิคใหม่ๆเข้าไป แต่มาจากการกล้าหยุด
กล้ายอมรับ trade-off และกล้าตั้งขอบเขตกับมันว่าได้แค่ไหน
.
เราควรกล้า say no มากขึ้น โดยไม่ต้องมีเหตุผลสวย ๆ
เริ่มตั้ง กฎระเบียบ ให้กับเวลาของตัวเอง เหมือนตั้ง policy ให้บริษัท
.
บาง friction ไม่ได้เป็นศัตรู
แต่มันคือสัญญาณว่า เรากำลังอยู่กับสิ่งที่สำคัญจริง

(Boundaries, How to Not Die Alone, Slow Productivity,13 things mentally strong people don’t do,)
—————————-
Frame 6: Health is Strategy
.
สุขภาพไม่ใช่ Side Project แต่มันคือFoundation รากฐานของทุกอย่าง
สุขภาพ มันบอกว่า ถ้าร่างพัง เกมอื่นพังหมด
.
อาหาร การนอน สิ่งแวดล้อม ไม่ได้แค่กระทบร่างกาย
แต่มันกำลัง “กระทบกับตัดสินใจ” ของเราอยู่ในทุกๆวัน
.
ผมเลิกมองสุขภาพเป็น mood แล้วเริ่มมองเป็น management เอาพลังงานเป็น KPI
.
(Ultra-Processed People, Skintelligent)
———————————

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
หนังสือที่ดีกับคนอื่นอาจจะไม่ได้ดีกับตัวเรา เพราะ บริบท ชีวิตคนเราไม่เหมือนกัน เราอย่าเลือกหนังสือตามคนอื่น
.
ตอนที่เราอ่านหนังสือมันอยู่ใน สภาวะ Deep Mode มันจะเป็นเหมือนเพื่อนที่สนิทที่สุดของเราในตอนนั้น แล้ว หนังสือจะมีผลกับวิธีคิด วิธีตัดสินใจเราเยอะมาก
.
จริงๆหนังสือมันจะไม่ได้เปลี่ยนชีวิตเราเลย
แต่หนังสือมันจะ Shape วิธีการมอมงโลก (Perspective) ของเรา
.
Perspective change = Decision Change
มุมมองที่เปลี่ยนไป = การตัดสินใจที่เปลี่ยนไป
.
และสิ่งที่เปลี่ยนไปจริงๆมันคือการตัดสินใจเล็กๆในชีวิตประจำวันของเรา มันจะสะสมจนกลายเป็นชีวิตแบบใหม่
นั้นแปลว่า ถ้าหนังสือเล่มไหนมันไม่ได้ช่วยให้วิธีคิดของเรา ไปเป็นแบบที่เราอยากจะคิด เล่มนั้นอาจจะไม่ได้เหมาะกับเรา
.
เบ้นมี Framework ในการเลือกหนังสือ เรียกว่า “B.E.D.”
Benz Reading Framework: B.E.D.
.
[1] Build – หนังสือที่ช่วยพัฒนาความเชื่อ Skill เก่าของเรา เช่น เราจัดการเวลาเป็นแต่อยากจัดการเวลาให้ดีขึ้น
[2] ] Explore – หนังสือที่ช่วยเปิดความเข้าใจเรื่องใหม่ๆของเรา เช่น เราไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อนเลยแล้วอยากจะเข้าใจ
[3] Disrupt – หนังสือที่ Disrupt ความคิดเก่าๆของเรา ให้เราท้าทายความเชื่อแบบ [1] ของเรา เช่น เราเชื่อว่าเราต้องทำงานหนักๆชีวิตจะดี ก็ลองหาหนังสือ ที่เราเชื่อตรงข้ามกัน เพื่อทดสอบมุมที่เราอาจจะคิดไม่ถึง
.
เราต้องมีหนังสือ Build, Explore , Disrupt ในชีวิตเรา
.
ถ้าอ่านแค่ Build เราจะเก่งขึ้นแต่จะมองแคบ
ถ้าอ่านแค่ Explore เราจะรู้เยอะแต่ไม่ได้เอาไปใช้
ถ้าไม่อ่าน Disrupt เราอาจจะจะมั่นใจผิดไปเรื่อย ๆจนมีอีโก้
.
ก่อนหน้านี้เบ้น พยายามจะอ่านให้ได้ปีละ 52 เล่ม (สัปดาห์ละเล่ม)
แต่ 2 ปีหลังมานี้ วิธีการเลือกหนังสือเราเปลี่ยนไปเยอะมากก
.
หนังสือไม่ได้แข่งกันที่ “จำนวนหน้า” แต่มันแข่งกันที่
มันเปลี่ยน “วิธีคิดก่อนตัดสินใจ” เราได้แค่ไหน
.
ถ้าคุณกำลังเลือกหนังสือสักเล่ม
ผมไม่ได้อยากให้คุณถามว่า
เล่มนี้ดังไหม ใครป้ายยา ใครอ่าน รีวิวกี่ดาว
.
แต่อยากให้ลองถามว่า เล่มนี้จะช่วยให้ฉัน คิดแบบไหนมากขึ้น
.
ถ้าวันหนึ่งคุณรู้สึกว่า ชีวิตเริ่มไม่เหมือนเดิม
การตัดสินใจเล็ก ๆ เปลี่ยนไป วิธีมองโลกเราได้คำตอบดีขึ้น
.
มีโอกาสสูงมากว่า หนังสือบางเล่ม กำลังทำงานของมันอยู่ในชีวิตคุณ
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้มันจะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ทำไมเดี๋ยวนี้เราถึงรู้สึกทำไรก็ไม่สนุกแล้ว มันคือสัญญาณว่าฮอร์โมนความสุขเสียสมดุล

  • วิธีใช้ AI ให้เข้าใจธุรกิจเรามากขึ้น บทเรียนการไปสอน AI มา 100 บริษัท

  • วิธีฝึกสมองตัวเองให้คิดแบบเป็นภาพได้ จินตนาการให้คมมองแบบนักหมากรุก


ความเห็น

ใส่ความเห็น