ทำไมเรารู้สึกว่าพูดไม่รู้เรื่องสักที? ระบบข้างในหัวเราไม่เคยถูกจัดระเบียบ
(วิธี upgrade ตัวเองจากคนพูดตะกุกตะกัก ไปเป็นคนพูดชัด คม มีระบบ)
.
เราเสพคอนเทนต์จากคนเก่งทั้งวัน
ฟัง podcast อ่านหนังสือ ดูสื่อเยอะมาก
คนพวกนี้เล่าเรื่องยาวเป็นชั่วโมงได้แบบไม่สะดุด
.
แต่พอถึงคิวเราแค่จะอธิบายไอเดียตัวเองไม่กี่นาที
กลับติดๆขัดๆ พูดไม่จบประโยค เปลี่ยนเรื่องกลางทาง
ในหัวมีของเยอะ แต่ปากตามไม่ทันหัว
.
ยิ่งในยุคที่ทุกอย่างอยู่บนกล้อง อยู่บนไมค์
เรายิ่งรู้สึกว่า ถ้าพูดไม่เก่ง = ตัวเราดูไม่เก่ง
.
ถ้าใครกำลังรู้สึกแบบนี้อยู่
บทความนี้คือคู่มือเล็ก ๆ สำหรับคนที่ไม่ได้เกิดมาเป็นนักพูด
แต่อยาก articulate ให้ชัด คิดให้เป็นระบบ และเล่าเรื่องของตัวเองได้อย่างคนฉลาด
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
==========================
Part 1 : The Illusion of Intelligence
เราคิดว่าคนพูดเก่งเกิดมาเก่ง แต่จริง ๆ เขาแค่เล่นเพลงเดิมเก่งมาก
.
ตอนเด็ก ๆ เราชอบฟังคนที่พูดดูฉลาด
อาจจะเป็นอาจารย์ นักคิด Podcaster หรือ Creator ที่เราติดตาม
หลายครั้งเราไม่เข้าใจทั้งหมดด้วยซ้ำว่าเขาพูดอะไร
แต่เพราะมันฟังแล้ว “ฉลาดดี” เราเลยเคารพเขาโดยอัตโนมัติ
.
ในหัวเรามีภาพแบบนี้
คนพูดลื่นไหล = คนฉลาด
คนพูดชัดเจน = คนเก่ง
ส่วนเรา = คนธรรมดาที่ไม่มีสมองระดับนั้น
.
เลยคิดว่า ถ้าอยากพูดเก่ง ต้อง
อาจจะต้องจำหนังสือทั้งเล่ม
จำทฤษฎีเป็นสิบ ๆ อัน
จำคำคมของคนดังเยอะ ๆ (ธุรกิจไม่ทำ วันๆนั่งจำแต่คำคม 555555)
.
แต่ความจริงมันไม่ใช่เลย
.
คนที่พูดเก่งบนเวที
ไม่ได้ดึงข้อมูลจากหนังสือทั้งชั้นวางในร้านหนังสือ
แต่เขาดึงจาก “อัลบั้มเพลงฮิตในหัว” แค่ไม่กี่เพลง
แล้วเล่นมันซ้ำ ๆ บน beat ใหม่ สถานการณ์ใหม่ คนฟังชุดใหม่
.
Dan Koe บอกว่า จริง ๆ แล้ว
ตลอดเส้นทางการเขียนและพูดของเขา
เขามีไอเดียใหญ่จริง ๆ แค่ประมาณ 8–10 อันเท่านั้น
ที่คนจะจำได้ว่าเป็นตัวเขา
.
One Person Business ,วิธีได้ชีวิตที่ต้องการ
การจัดการความคิด , Lifestyle design วนอยู่แค่เนี่ย
.
ส่วนที่เหลือคือการ remix
เล่าใหม่ จัดโครงสร้างใหม่ เชื่อมตัวอย่างใหม่
.
เหมือนนักดนตรีคนหนึ่ง เขาไม่ได้มี 500 แนวเพลง
เขามี “ซาวด์หลัก” แค่แบบเดียว
แล้วผสมของใหม่ ออกมาเรื่อยๆ
.
ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ทำตรงข้าม พอมีโอกาสได้พูด ได้ออก podcast
เราพยายามจะคิดอะไรใหม่ทั้งหมด คิดสด ตั้งแต่ศูนย์ แบบ real time
.
สุดท้ายคือ blank งงไปหมด
พูดอะไรออกมาเองเรายังไม่อิน เพราะมันไม่ใช่ “เพลงที่เราซ้อมมา”
.
ความจริงคือ
คนที่ articulate (พูดฉะฉาน) ได้ดี ไม่ได้ฉลาดกว่าเรา
เขาแค่ซ้อมชุดความคิดเดิมๆบ่อยๆ
จนเล่าออกมาได้ชัดกว่าเราเท่านั้นเอง
——————————
Part 2 : Inner Album of Greatest Hits
อัลบั้มเพลงฮิตในหัว ที่ต้องสร้างให้ได้ก่อน
.
ถ้าอยากพูดเก่ง เขียนเก่ง ต้องเริ่มจากการทำสิ่งนี้ก่อน
ไม่ใช่ไปหาทริคจำเพิ่ม แต่คือ การหาว่า 8–10 ไอเดียหลักของเราคืออะไร
.
ลองถามตัวเอง:
.
เรื่องอะไรที่เราพูดซ้ำบ่อยที่สุด
เรื่องอะไรที่เวลาเราเล่าแล้วเพื่อนบอกว่า เฮ้ย อันนี้ดี
เรื่องอะไรที่เราเขียนแล้วคนอิน แชร์ คอมเมนต์กลับมาเยอะ
.
ไอเดียพวกนี้แหละ คือเพลงฮิตของเรา
.
มันอาจจะเป็นเรื่อง
การทำงานแบบ One Person Business
นิยามของคำว่าเติบโต การรู้จักตัวเอง
การทำงานแบบ Deep work
สุขภาพ การเงิน ความสัมพันธ์
.
พอหาเจอแล้ว สิ่งที่เราต้องทำต่อคือ
.
เล่าไอเดียเหล่านี้
ซ้ำ ๆ ๆ ๆ ๆ ให้ตัวเองฟังและให้คนอื่นฟัง
ทั้งในรูปแบบโพสต์สั้น long-form ,podcast , live หรือชีวิตประจำวัน
.
ไม่ใช่เพื่อให้คนเบื่อ แต่เพื่อ refineปรับปรุง ให้มันชัดเจนขึ้นทุกครั้งที่เล่า
.
เหมือนคนเล่นดนตรี เพลงเดิม แต่เล่นวันละนิดทุกวัน
เสียงจะนิ่งขึ้น แน่นขึ้น ลึกขึ้น
.
สำหรับ Creator / คนทำธุรกิจ / คนทำงาน
Inner album คือ asset
เพราะไม่ว่าเราจะถูกถามเรื่องอะไร
คุณสามารถลากคำถามนั้นมาชนกับเพลงฮิตในหัว
แล้วตอบจากจุดที่คุณแข็งแรงที่สุด
นี่คือสิ่งที่คนอย่าง Alex Hormozi ทำเก่งมาก
.
เวลามีคนถามคำถามกว้าง ๆ เช่น
อะไรคือทักษะที่สำคัญที่สุดในยุคนี้
.
เขาไม่ตอบแค่คำสั้น ๆ ว่า sales หรือ offer
แต่เขาดึง “ไอเดียระดับ virial ในหัว” ขึ้นมา
แล้วเริ่มด้วยประโยคที่คนไม่คาดคิด
ก่อนค่อยแตกเป็นเหตุผลและเรื่องเล่าต่อ
.
จุดสำคัญคือ Alex Hormozi
เขาไม่ได้คิดสดบนเวที
เขาแค่ “เล่นเพลงเดิมในเวอร์ชันสด” เท่านั้น
————————————
Part 3 : Frameworks [3] แบบ ฝึกให้คิดเป็นระบบ พูดเป็นเรื่อง
ต่อให้มีเพลงฮิตในหัว ถ้าไม่มีโครงสร้าง วิธีเล่า จะยังติด ๆ ขัด ๆ อยู่ดี
.
แบ่งเป็น 3 Level เหมือนเกม
.
Beginner : Micro Story
Intermediate : Pyramid Principle
Advanced : Cross Domain Synthesis
/////////////
[1] Beginner – Micro Story
เล่าเรื่องสั้นที่มีการเปลี่ยนแปลง
.
สมองคนเราแพ้ “เรื่องเล่า” เสมอ
ยิ่งสั้น ยิ่งคม ยิ่งเกี่ยวกับชีวิตตัวเอง ยิ่งดูต่อ
.
Micro Story ใช้โครงสร้างง่ายมาก:
Problem > Amplify > Solution
.
นี่คือสูตรที่ใช้ได้กับ caption / opening ของบทความ
หรือแม้แต่ตอนตอบแชทลูกค้าหรือคุยกับเพื่อน
.
ทุกครั้งที่เรามีไอเดียหนึ่งอัน ลองถามตัวเอง
ปัญหาที่เกี่ยวกับไอเดียนี้คืออะไร
ถ้าไม่แก้จะเจออะไรบ้าง
แล้วคำตอบแบบสั้นที่สุดคืออะไร
.
นี่คือการฝึก articulation แบบง่ายสุด
ไม่ต้องรู้ทฤษฎีเยอะ แค่เล่าเรื่องให้จบหนึ่งลูป
//////////
[2] Intermediate – Pyramid Principle
ตอบแบบมีโครงเรื่องตั้งแต่ประโยคแรก
เวลาคนถามอะไรเรา
ปัญหาของคนส่วนใหญ่คือ
เริ่มตอบจากรายละเอียด
วกวน
ค่อย ๆ ลากให้คนฟังไปจบที่คำตอบ
.
แต่ในชีวิตของเราจริงๆ
คนไม่มีสมาธิให้เราเล่าขนาดนั้น
.
Pyramid Principle แก้ปัญหานี้ด้วยการ
เริ่มจากคำตอบก่อน แล้วค่อยไล่ลงมา
.
Structure คือ
Top: Main Idea / Conclusion
Middle: 3–5 เหตุผลหลัก
Bottom: ตัวอย่าง ข้อมูล เคสจริง
.
เช่น มีคนถามว่า
ทำยังไงถึงจะ articulate ได้ดีขึ้น
.
นี่คือ Pyramid แบบง่าย ๆ
.
เวลาใช้ในชีวิตจริง
เช่น ตอน present งาน หรือ pitch
เริ่มด้วย
.
หนึ่งประโยค: สิ่งที่เรากำลังเสนอคืออะไร
สาม bullet: ทำไมมันถึงดี /จำเป็น /คุ้มค่า
ค่อยตามด้วยตัวอย่างหรือข้อมูล
.
คนฟังจะรู้สึกว่าเราคิดมาแล้ว ไม่ใช่คิดสด
นี่แหละคือความรู้สึกของคำว่า articulate
––––––
[3] Advanced – Cross Domain Synthesis
ศิลปะของคนมีหลายความสนใจ
.
อันนี้คือโหมดยาก และเป็นลายเซ็นของแต่ละคน
.
แนวคิดคือ
เอาปัญหาหนึ่งอย่าง แล้วใช้เครื่องมือจากหลายศาสตร์มาช่วยอธิบาย
.
โครงหลักคือ
.
Problem + Amplify
Concept จากศาสตร์อื่น
Unique Solution / Process ที่เราคิดเอง
.
การเขียนแบบนี้ทำให้คอนเทนต์ของเราไม่ใช่ how to ธรรมดา
แต่เป็น signature thinking
ที่คนอ่านแล้วจำได้ว่า เป็นงานของเรา
———————————–
Part 4 : Legos of Thinking
เวลาตันคิดไม่ออก ไม่ต้องฝืน แค่หยิบตัวต่อชิ้นใหม่มาใส่
.
แม้จะมี framework ดีแค่ไหน เราก็ต้องมีวันที่นั่งมองจอแล้วคิดอะไรไม่ออก
.
Dan Koe มองว่าความคิดเป็นเหมือนเลโก้
เราแค่ต้องมี “ชิ้นส่วนพื้นฐาน” ให้หยิบมาใช้
.
เวลาตัน ลองถามตัวเองว่า เพิ่ม pain point ได้ไหม
คืออธิบายให้ชัดขึ้นว่า ถ้าไม่แก้จะเจออะไร
.
ยกตัวอย่างจริงได้ไหม
เอาเคสตัวเอง เพื่อน ลูกค้า มาเล่า
.
ใส่ personal story ได้ไหม
เล่าประสบการณ์ที่เจ็บ อึดอัด หรือพีค ที่เกี่ยวกับประเด็นนี้
มี statistic หรือข้อมูลเล็ก ๆ ไหม
ไม่ต้องเยอะ แค่หนึ่งตัวเลขที่จะทำให้คนรู้สึกว่า เห้ย เรื่องนี้มันจริงจังนะ
.
ใช้ metaphor ได้ไหม
อธิบายเรื่องยากให้เหมือนเล่าให้เด็กฟัง
สมองเหมือนห้องที่รก
ความสนใจเหมือนแสงไฟที่มีจำกัด ฯลฯ
.
ลอง reframe ได้ไหม
มองมุมกลับ เอาของเดิมมาใส่ความหมายใหม่
.
หรือแค่ถามตัวเองว่า อะไร (What) ทำไม (Why) อย่างไร (How)
.
คำถามเรียบง่ายพวกนี้
พอเราเขียนลงไป มันจะพาเราไปเจอไอเดียใหม่ๆเอง
——————————————
Part 5 : Reset ระบบการพูด การคิด และการเขียนของเรา
.
คนส่วนใหญ่ไม่ได้ articulate ไม่ได้เพราะไม่ฉลาด
แต่เพราะระบบในหัวไม่เคยถูกออกแบบให้ “คิดแบบผู้สร้าง”
.
เราเสพคอนเทนต์คนอื่นทั้งวัน เลยรู้สึกว่าตัวเองอยู่ระดับล่างตลอด
พูดอะไรออกมาก็ดูไม่เท่ ไม่ลึก ไม่สุด
.
แต่ถ้าแยกเป็นระบบจริง ๆ
การ articulate ตัวเอง คือการฝึก 3 เรื่องนี้
[1] สร้าง inner album ของตัวเอง
[2] ฝึก framework ให้ติดมือ
[3] เขียนทุกวันเพื่อ calibrate ว่าอะไรเวิร์ก
.
ลองเริ่มแบบง่าย ๆ แบบนี้
.
[1] ลิสต์ 8–10 ไอเดียที่คือตัวเรา
สิ่งที่เราอินที่สุด โกรธที่สุด สงสัยที่สุด
เขียนมันออกมาเป็น bullet ก่อน
นี่คือเพลงฮิตในหัวของคุณ
.
[2] เขียน Micro Story วันละหนึ่งเรื่อง
ใช้ Problem – Amplify – Solution
เอาจากชีวิตจริง เหตุการณ์วันนี้ ความคิดที่เพิ่งผุดขึ้นมา
.
[3] เวลาเพื่อนถามอะไร ลองตอบแบบ Pyramid
เริ่มจากคำตอบก่อน
แล้วค่อยเล่าเหตุผล 3 ข้อ
จะยาวจะสั้นไม่สำคัญ แต่ให้ตอบแบบมีสรุป
.
[4] สัปดาห์ละครั้ง
ลองเขียนยาวแบบ Cross Domain
หยิบปัญหาหนึ่งเรื่องที่คุณคิดเยอะ
แล้วลองโยงกับศาสตร์อื่นที่คุณสนใจ
ใส่เรื่องเล่า ใส่ metaphor ใส่การ reframe
ไม่ต้องเริ่มจาก perfect
แค่เริ่มจาก version ที่คุณกล้าปล่อยให้คนเห็น
=============================
ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)
#สรุปแบบลงดาบ
.
เราใช้เวลาเป็นสิบปี ฝึกพูดให้เหมือนระบบ
ตอบคำถามให้ตรง KPI ทำงานให้ตรง brief คนอื่น
.
แต่เราแทบไม่เคยฝึกพูด ในแบบที่เป็นเสียงของตัวเองจริง ๆ
.
ในยุคที่ทุกคนแข่งกันดัง แข่งกันไวรัล
สิ่งที่หายากที่สุดไม่ใช่สูตรแต่ง caption
แต่คือคนที่ยอมใช้เวลา เพื่อสร้าง inner album ของตัวเอง
.
เบ้น เคยถามคุณท๊อป จิรายุส ใน Podcast ตัวเองว่า
“คุณท๊อปมีสคริปไหม ถามจริงๆ? ทำไมเวลาเล่าอะไรดูฉลาดจัง5555 “
คุณท๊อปแกบอกว่า
“ไม่เลยครับ เพราะผมพูดมาออกมาจากความเชื่อมันพูดมาเป็นร้อยๆครั้งแล้ว พูดออกมาจากตัวเองเลย ถามกี่ทีก็เล่าเหมือนเดิม “
.
อย่าถามแค่ว่า พูดแบบไหนคนถึงจะสนใจ
.
ลองถามใหม่ว่า วันนี้ฉันได้พูดไอเดียไหน
ที่ทำให้ตัวเองเข้าใจตัวเองมากขึ้นหรือยัง
.
เพราะสุดท้ายแล้ว
คนที่สื่อสารได้ดีที่สุด ไม่ใช่คนที่จำทฤษฎีเยอะที่สุด
.
แต่คือคนที่
กล้าคิดต่อจากสิ่งที่ตัวเองเชื่อ กล้าพูดซ้ำในสิ่งที่สำคัญ
และกล้าสร้างระบบคิด ที่ออกแบบโดยตัวเขาเอง
.
ถ้าเราเริ่มวันนี้
แค่เขียนหนึ่งชั่วโมงต่อวัน
ฝึกใช้ framework ง่าย ๆ พวกนี้
อีก 6 เดือนข้างหน้า
เราจะไม่ใช่คนเดิมที่พูดตะกุกตะกักแล้ว
.
และ คือจุดเริ่มต้นของการสร้างชีวิต
ที่ออกแบบด้วยคำพูดและความคิดของตัวเองจริง ๆ
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ





ใส่ความเห็น