อะไรมันติดอยู่ในหัวเราไม่ให้เริ่มต้นถึงเวลาที่เราจะได้เริ่มทำอะไรสักที

อะไรมันติดอยู่ในหัวเราไม่ให้เริ่มต้นถึงเวลาที่เราจะได้เริ่มทำอะไรสักที

อะไรมันติดอยู่ในหัวสมองเราจนเราไม่เริ่มต้นทำอะไรสักที
(ใครที่มีไอเดียมานานแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรสักที ลองดูอันนี้ๆ )
.
ช่วงสองสัปดาห์มานี้ ได้คุยกับคนเยอะมากเลย สิ่งนึงที่เจอและคนส่วนใหญ่ที่เจอจะมีเหมือนกันคือ ‘ไอเดีย’ ซึ่งแต่ละคนไอเดียแบบดีมากๆ เลย
ฟังแล้วก็ดูแบบเออเนอะ น่าจะเข้าท่า แต่คำถามนึงที่เบ้นสงสัยมาตลอดเลยเคออ “ทำไมพวกเขาไม่เริ่มทำกันสักทีนะ”
.
ระหว่างที่ตั้งคำถามนี้ก็หันกลับมามองตัวเอง จนพบว่า เออเราก็เป็นนี้หว่า 555555 ไปบ่นเขาตัวเราเองก็เป็นพวกคิดเยอะแต่ไม่ค่อยทำเหมือนกัน
.
ทุกวันนี้เรามีไอเดียเต็มหัว
อยากเขียนหนังสือ อยากทำเพจ อยากสร้างเกม อยากเริ่มธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง
.
แต่พอจะเริ่ม
เรากลับเปิดมือถือ เลื่อนฟีด ดูหนังกันจนดึกดื่น (ดองหลายเรื่องด้วยตอนนี้)
แล้วก็บอกตัวเองว่า เดี๋ยวจบอันนี้ พรุ่งนี้ค่อยทำ
.
ทั้งที่ในใจเรารู้ดีว่า
สิ่งที่อยากทำที่สุด มักเป็นสิ่งที่เราผัดวันมากที่สุด
เพราะมันไม่ได้น่ากลัวน้อยที่สุด แต่มันสำคัญที่สุด
.
เบ้นไปนั่งหาคลิปดูจนเจอคลิป
TEDx Talk ของ Mark Soderwall
นักออกแบบเกมที่ผ่านงาน LucasArts, EA, Atari และสอนนักพัฒนาเกมมาหลายพันคน อธิบายเรื่องนี้ได้ดีมากๆเลย

สาเหตุที่เรายังไม่เริ่ม
ไม่ใช่เพราะไม่มีเวลา ไม่ใช่เพราะไม่พร้อม
แต่เพราะเราเข้าใจ ความกลัวการเริ่มต้น ผิดมาตลอดชีวิต
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
———————————–
[1] ไอเดียปลอดภัยที่สุด ตอนที่ยังไม่เป็นจริง
.
Mark เล่าว่า เขาเห็นนักเรียนเกมดีไซน์เป็นพันคน
เกือบ 99 เปอร์เซ็นต์ มีไอเดียโคตรดี
แต่แทบไม่มีใครเริ่มทำจริงจัง
.
ทุกคนพูดคล้ายกันมาก
.
ขอเรียน Unity ให้เก่งก่อน ขอมีคอมแรงกว่านี้ก่อน
ขอเคลียร์งานประจำก่อน ขอหาคู่มือเพิ่มก่อน
.
เขาสังเกตว่า
ช่วงที่ไอเดียดูสวยที่สุด คือช่วงที่มันยังอยู่ในหัว
ยังไม่โดนตัดสิน ยังไม่โดนเปรียบเทียบ ยังไม่มีใครมาว่า
.
แต่ทันทีที่เราเอามันาลงกระดาษ ลงจอ ลงโปรเจกต์จริง
มันจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกมองได้ วิจารณ์ได้ ล้มเหลวได้
.
ตรงจุดนี้เลยนี้แหละ ที่ความกลัวเริ่มทำงานกับหัวสมองเราเต็มระบบ จัดเต็ม
.
เราเลยเลือกปล่อยให้ไอเดียอยู่ในหัว ปลอดภัย แต่ไร้ความหมาย
กลายเป็นสุสานไอเดียที่ไม่เคยได้เกิด
.
เด็กที่เขาเคยสอนหลายคน ไม่ได้ล้มเหลวเพราะไอเดียไม่ดี
แต่แพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
———————–
[2] โลกไม่ได้อยากได้สำเนา โลกอยากได้ fingerprint ของคุณ
.
เวลาเราจะเริ่มอะไรใหม่
สมองเราจะชอบเทียบไอเดียตัวเองกับของระดับโลก
.
คอนเทนต์เราต้องเท่า Creator คนนี้ไหม เกมเราต้องดังเท่าเกมนั้นไหม
ธุรกิจเราต้องโหดเท่าสตาร์ตอัพเจ้าใหญ่ไหม
.
แล้วก็จบด้วยคำนี้ในหัว
“ของเรามันธรรมดาไป ยังไม่ดีพอ ขอรอก่อน” (อันนี้เบ้นเป็นบ่อยเลย)
.
แต่ Mark เขาฟันธงเลยว่า
โลกนี้ไม่ได้ต้องการอีกหนึ่ง “me too”
ไม่ได้ต้อง copy ของ GTA, Avengers, iPhone หรือ Creator คนโปรดของคุณ
.
เขาใช้ภาพ เปรียบเหมือนจิ๊กซอว์ผืนใหญ่ ที่ต่อเกือบครบแล้ว
เหลือช่องว่างอยู่ช่องเดียว
.
ช่องนั้นคือชิ้นส่วนของคุณ
รูปร่างมันจะไม่เหมือนใคร
มันไม่ได้ต้องสวยที่สุด แต่มันคือส่วนที่ทำให้ภาพสมบูรณ์
.
เราไม่ได้ถูกเรียกให้ทำอะไรเหมือนคนอื่น
แต่ถูกเรียกให้ใส่ รูปทรงของชีวิตตัวเอง ลงไปในโลกนี้
—————————
[3] Impostor Syndrome ไม่ได้เกิดกับคนธรรมดา แม้แต่คนเหล็กยังเป็น
.
ช่วงที่ Mark ทำเกม Terminator กับค่าย Atari
ทีมงานต้องสแกนตัว Arnold Schwarzenegger แบบเต็มตัว
เพื่อเอาไปทำโมเดล 3D ในเกม
.
พอโมเดลเสร็จ ก็เปิดให้เจ้าตัวดู
Arnold มองหน้าจอสักพัก แล้วเงียบ
ก่อนจะชี้ไปที่อกตัวละคร แล้วบอกประมาณว่า
.
“หน้าอกผมมันดูเล็กไปนะ”
วิศวกรถึงกับงง
เพราะนี่คือการสแกนตรงๆ จากร่างจริงของเขาเอง
.
Arnold บอกว่า
แต่เวลาตัวเองส่องกระจก หน้าอกมันใหญ่กว่านี้
.
เรื่องนี้ สอนเราว่า ในขณะที่คนทั้งโลกบอกว่า Arnold หุ่นโหดมากก
คนที่ทั้งโลกมองว่าสมบูรณ์แบบ ยังรู้สึกตัวเอง กล้ามไม่ใหญ่พอ ไม่ดีพอ ไม่ตรงกับภาพในหัวตัวเอง
.
นี่คือ Impostor Syndrome แบบเนื้อแท้
แม้แต่คนที่ควรมั่นใจที่สุด ยังรู้สึกว่าตัวเองเหมือนไม่ได้ดีพอขนาดนั้น
.
Mark สรุปแบบเฉียบมากว่า
เราไม่พิเศษขนาดนั้นหรอก
เรื่องเสียงในหัวที่บอกว่า เราไม่เก่งพอ มันเกิดกับทุกคน
.
สิ่งที่ต่างกัน
ไม่ใช่ว่าใครไม่กลัว
แต่คือใครทำต่อทั้งที่ยังกลัวอยู่
————————————–
[4] Fallacy ที่ลวงเราให้รอไปทั้งชีวิต
.
Mark ไล่ฟาดความเชื่อผิดๆ ที่ทำให้เราไม่เริ่ม ทีละข้อแบบไม่ไว้หน้า
.
1) Readiness Fallacy
ความเชื่อว่าซักวันหนึ่งในอนาคต เราจะพร้อมกว่านี้ กล้ากว่านี้
แต่ความจริงคือ อนาคตคุณ ก็ยังเป็นคุณคนเดิมที่มีเซ็ตความกลัวเดิม
แค่เพิ่มน้ำหนักของคำว่า รู้งี้เริ่มตั้งแต่ตอนนั้น
.
2) Tool Fallacy
คิดว่าเราต้องมีเครื่องมือที่ดีที่สุดก่อน ค่อยเริ่ม
ในขณะที่เกมแรกๆ ของเขาเริ่มบนกระดาษ กับดินสอแท่งเดียว
.
3) Time Fallacy
คิดว่าช่วงนี้งานยุ่ง เดี๋ยวมันว่างกว่านี้เอง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้น
เพราะยิ่งโตก็ยิ่งมีภาระใหม่ถมเข้ามาเรื่อยๆ
.
เขาเชื่อในแนวคิดคล้ายกับ taste vs skill gap ของ Ira Glass
คือช่วงแรก ผลงานเราจะห่วยกว่าสิ่งที่เราชอบมาก
และจะห่วยไปอีกนาน
.
ทางเดียวที่จะข้ามช่วงนั้น คือผลิตงานจำนวนมาก ไม่ใช่คิดให้นานขึ้น
—————————-
[5] สูตร Start Ugly ของ Mark Soderwall
.
หัวใจของทั้ง Talk ไม่ได้จบที่การวิเคราะห์
แต่จบที่ วิธีเริ่มแบบเล็กที่สุด แต่ทรงพลังที่สุด

Mark ใช้หลักการง่ายๆ แบบนี้

[A] Micro-Prototype
หั่นไอเดียให้เหลือเวอร์ชั่นเล็กที่สุด
ถ้าจะทำเกม ให้ลองวาดหน้าจอเดียวบนกระดาษ
แล้วให้เพื่อนลองเล่นแบบจำลอง
แค่ขั้นตอนนี้ คุณจะเห็นปัญหาชัดขึ้นกว่าคิดอยู่ในหัวเป็นเดือน

[B] Ridiculous Deadline
ตั้งเดดไลน์ที่ดูโง่ๆ แต่บังคับให้เริ่มจริง
หนึ่งสัปดาห์ สองสัปดาห์
ไม่ต้องยอดเยี่ยม แค่ต้องส่ง

[C] Ship Ugly
ยอมให้เวอร์ชั่นแรกออกมาเลอะเทอะ ไม่เนียน ไม่เป๊ะ
เพราะหน้าที่ของเวอร์ชั่นแรก ไม่ใช่ทำให้โลกว้าว
แต่คือทำให้คุณ ขยับจากศูนย์ไปหนึ่ง

[D]Two Week Rule
ถ้าอธิบายไม่ได้ว่า ภายใน 14 วันจากนี้ โปรเจกต์นี้ควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร
แปลว่าไอเดียยังฟุ้งเกินไป ต้องย่อและชัดเจนกว่านี้
—————————–
[6] เด็กที่อยากสร้าง WoW Killer แต่เริ่มจากสี่เหลี่ยมไล่เหรียญเดียว
.
Mark เล่าเรื่องลูกศิษย์คนหนึ่งที่ไม่ต่างจากคนยุคนี้เลย
.
เขาบอกว่าอยากสร้างเกมระดับ World of Warcraft
มีสมุดไอเดียหนากว่า 400 หน้า
แต่ไม่มีโค้ดสักบรรทัดเดียว
.
เขาใช้เวลาหลายปีในขั้นตอน planning
ออกแบบโลก ออกแบบตัวละคร ออกแบบระบบทุกอย่าง
ยกเว้นการเริ่มจริง
.
Mark เลยตั้งโจทย์ใหม่ให้เขา
ภายในสองสัปดาห์
ให้สร้างเกมง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
อาจเป็นแค่สี่เหลี่ยมหนึ่งอัน ไล่เก็บเหรียญหนึ่งอัน
แค่นั้นพอ
.
เด็กคนนั้นยอมรับโจทย์
ลงมือทำ
สองสัปดาห์ผ่านไป เขามีเกมแรกในชีวิต
.
หกเดือนต่อมา เขาปล่อยเกมลงตลาด
และจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ นั้น
เขากลายเป็นเจ้าของสตูดิโอเกมของตัวเองในที่สุด
.
ไม่ใช่เพราะเขาเก่งกว่าเดิมแบบก้าวกระโดด
แต่เพราะเขาเลิกเป็นคนที่มีแค่ไอเดีย
แล้วกลายเป็นคนที่ลงมือเริ่ม
———————————–

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
Mark Soderwall ไม่ได้มาสอนเทคนิค productivity
แต่เขามาเตือนพวกเราตรงๆ ว่า
.
ความกลัวการเริ่มต้น ไม่ใช่สัญญาณว่าคุณไม่เก่ง
แต่มันคือสัญญาณว่าคุณกำลังเข้าใกล้สิ่งที่มีความหมายมากพอ
ที่จะทำให้สมองพยายามปกป้องคุณ ด้วยการดึงคุณถอยกลับ
.
โลกไม่ได้รอให้คุณสมบูรณ์แบบ โลกแค่รอให้คุณเริ่ม
ด้วยเวอร์ชั่นที่ยังกลัว ยังสับสน ยังไม่มั่นใจ
.
ทุกการไม่เริ่ม คือการเลือกเก็บไอเดียไว้ในสุสานที่ชื่อว่า สักวันหนึ่ง
.
ทุกการเริ่ม คือการยอมรับว่า คุณอาจล้ม อาจพลาด อาจโดนมองแปลกๆ
แต่คุณจะไม่ทรยศต่อไอเดียที่เรียกคุณอยู่ในหัว
.
และเบ้นกล้าบอกเลยว่า
Philosophy is new meta skill
.
เพราะปรัชญาช่วยให้เราตั้งคำถามกับตัวเอง
.
ฉันกลัวอะไรจริงๆ กันแน่ ฉันกำลังปกป้องตัวเอง หรือกำลังทำร้ายตัวเอง
ฉันอยากเป็นคนที่คิดเก่ง หรือคนที่เริ่มเก่ง
.
ยิ่งเราถามคำถามได้คม เรายิ่งฟังเสียงตัวเองได้ชัด
.
พอเรารู้ว่าอะไรสำคัญจริง เราจะไม่รอให้พร้อม
เราจะเริ่มด้วยสิ่งที่มี ในตัวตนแบบที่เราเป็น
.
และวันหนึ่งข้างหน้า เราจะมองย้อนกลับมา แล้วขอบคุณตัวเองในวันนี้
ที่ยอมเริ่มทั้งที่ยังกลัว
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้มันจะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ทำไมเราพัฒนาตัวเองเยอะ แต่ รายได้ไม่เพิ่ม?

  • ถ้าคุณไปปักกิ่งตอนนี้ จะไม่เจอคนจีน ฉี่ข้างทางอีกแล้ว ? การเข้าสู่การปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ของประเทศจีน

  • สิ่งที่จะอยู่ต่อไปในอนาคตคือ “อดีต” (Same As Ever)


ความเห็น

ใส่ความเห็น