แนวคิดการซื้อธุรกิจแทนที่จะปั้นธุรกิจเอง ใช้ คน 19 คน สร้างธุรกิจโต 80ล้าน/ปี

แนวคิดการซื้อธุรกิจแทนที่จะปั้นธุรกิจเอง ใช้ คน 19 คน สร้างธุรกิจโต 80ล้าน/ปี

ใครรู้สึกเบื่อกับการ เริ่มทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ลองดูแนวคิด
“การซื้อกิจการเล็กๆมาปั้นต่อ และมันหาเงินได้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำ
.
ทุกปี คนจำนวนมากเริ่มธุรกิจจากศูนย์
หาชื่อแบรนด์ใหม่ หาลูกค้าใหม่
สร้างระบบใหม่ นั่งอธิบายใหม่ๆ
เรียนรู้ทุกอย่างตั้งแต่พื้นฐาน
.
และส่วนใหญ่ก็ล้มในปีแรก ไม่ใช่เพราะไม่เก่ง
แต่เพราะต้องสร้างทุกอย่างใหม่ทั้งหมด
“เวลา” คือศัตรูตัวฉกาจของคนที่เริ่มทำอะไรสักอย่าง
.
แต่ถ้าผมบอกว่า
มีทางที่ “เร็วกว่านี้” และ “เสี่ยงน้อยกว่านี้” ล่ะ?
.
ทางที่ไม่ต้องเริ่มจาก 0 ไม่ต้องเสียปีเพื่อสร้างชื่อ
ไม่ต้องลุ้นว่าจะมีลูกค้ารึเปล่า ไม่ต้องเริ่มทีมใหม่ทั้งหมด
.
ทางนั้นคือ “การซื้อกิจการเล็กๆ ที่ทำงานแล้ว”
ไม่ต้องหรู ไม่ต้องเท่
แค่ต้องมีเงินสดไหลเข้าอยู่ก่อนแล้ว
.
โมเดลนี้กำลังเป็นกระแสในอเมริกา จริงๆเบ้นได้ Model นี้ครั้งแรกมาจาก Codie Sanchez (คนเขียน Main street millionaire)
.
และกำลังกลายเป็น “ยุคทองของการซื้อธุรกิจเล็ก”
เพราะเจ้าของรุ่นเก่าเริ่มเกษียณกันยกแผง
เปิดพื้นที่ใหญ่โตให้คนรุ่นใหม่เข้ามารับช่วงต่อ
.
และเคสที่ เบ้นเอามาเล่าวันนี้ ไม่ใช่นักธุรกิจสายเทค
ไม่ใช่เด็กอายุ 22 ที่ได้เงินทุน
แต่เป็นเจ้าของสำนักงานบัญชีธรรมดาๆ
ที่ใช้วิธี [ซื้อ] แทน [สร้าง]

.
ถ้าคุณกำลังปั้นธุรกิจของตัวเอง นี่อาจเป็นมุมที่คุณไม่เคยคิดมาก่อน
ว่า [การเริ่มใหม่] อาจไม่ใช่คำตอบ
แต่ [การสานต่อ] ต่างหากที่รวดเร็วกว่าและฉลาดกว่า
.
และทั้งหมดนี้เริ่มจากผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ Kelly Bender
เธอซื้อกิจการบัญชีมา 5 กิจการและใช้คน 19 คน
ปั้นจนกลายเป็น $2.8M/ปี (ประมาณ 80 ล้านบาท)
.
เบ้นเลยอยากเอาเคสนี้มาถอดแบบให้เป็น Blueprint
สำหรับคนที่อยากโตด้วยการซื้อ ไม่ใช่แค่สร้าง
เอาแบบอ่านจบแล้วเห็นเกม เข้าใจภาพ เชื่อมกับตัวเองได้
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
———————————
[1] ทำไม Kelly ถึงเลือก “ซื้อ” แทน “สร้าง”
.
สิ่งแรกที่ Kelly รู้… ไม่ใช่ว่าตัวเองอยากโต
แต่คือ “ตลาดกำลังจะว่างครั้งใหญ่”
.
ในปี 2018 เธอสังเกตว่า สำนักงานบัญชีรุ่นเก่ารอบตัว
กำลังจะรีไทร์ เลิกทำ หรือขายกิจการ
.
นี่คือสัญญาณที่คนส่วนใหญ่ไม่เห็น
เพราะทุกคนจดจ่อกับ “จะทำอะไรดี”
แต่ Kelly จับคำถามอีกแบบว่า
.
“อะไรที่มีอยู่แล้ว และพร้อมให้เราเข้าไปซื้อได้บ้างนะ?”
.
เธอมองเห็นสิ่งที่หลายคนมองข้าม
ว่าเจ้าของรุ่นเก่าที่ทำมานาน 20–30 ปี
กำลังจะส่งไม้ต่อ ไม่ใช่ด้วยการสอนลูก สอนหลาน
แต่ด้วยการ “ขายกิจการ”
.
และธุรกิจบัญชีเป็นหนึ่งในโมเดลที่มั่นคงที่สุด
เพราะ
[ ลูกค้าจ่ายรายปี , ต้องใช้งานทุกปี , เปลี่ยนผู้ให้บริการยาก
ความเชื่อมั่นสูง ระบบหลังบ้านก็ทำงานเหมือนเดิม เปลี่ยนแค่เจ้าของ ]
.
มันคือธุรกิจ base รายได้ซ้ำ (recurring revenue)
ที่แข็งแรงกว่าครีเอเตอร์ 99%
.
แต่แทนที่ Kelly จะเริ่มสำนักงานบัญชีของตัวเองตั้งแต่ศูนย์
เธอถามคำเดียว
“มีเจ้าไหนที่สร้างเสร็จแล้ว… และอยากขาย?”
.
คำถามนี้ทำให้เธอเข้าสู่โลกของการซื้อกิจการเล็ก (micro acquisitions)
เจ้าแรกที่เธอซื้อคือดีลเล็กๆ มูลค่า 35,000 ดอลลาร์
.
แล้วเธอก็ได้ลูกค้า + ทีม + ระบบ เข้ามาในวันแรก
.
ไม่ต้องเริ่มแบรนด์ ไม่ต้องประกาศหาลูกค้า
ไม่ต้องหาคน ไม่ต้องรันระบบเองทั้งหมด
ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์
.
เธอซื้อเวลาไปทีละก้อน
.
และสิ่งที่เธอค้นพบคือ ดีลเล็กๆ แบบนี้มีอยู่เต็มตลาด แค่คนไม่รู้ว่ามันซื้อได้
.
สร้าง = ใช้เวลา 3–5 ปี เพื่อให้ธุรกิจเริ่มนิ่ง
ซื้อ = ใช้เวลา 30–90 วัน เพื่อให้ธุรกิจเริ่มเข้าพอร์ต
.
แต่เรื่องไม่ได้สวยหรูง่ายๆแค่นี้ มาฟังกันต่อๆ ทุกคน สนุกมาก
——————————-
[2] เมื่อการซื้อไม่สวยหรู: บทเรียนราคาแพงที่ไม่มีใครเตือน
.
หลังจากดีลแรกจบแบบสวยๆ Kelly ก็เริ่มคิดว่า
โอเค… เกมนี้น่าจะไม่เกินมือ (เริ่มมั่นใจแล้ว55555)
แต่โลกธุรกิจจริงมันไม่เคยใจดีขนาดนั้น
.
พอเข้า “ดีลที่สอง ดีลสาม” สิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ก็เริ่มโผล่
.
ระบบบางส่วนโคตรเก่า
ลูกค้าบางเจ้าอยู่เพราะเจ้าของเก่า ไม่ใช่เพราะบริษัท
และพอถึงดีลหนึ่งในปีนี้… มันระเบิดเต็มๆ
.
เจ้าของเดิมปิดข้อมูล ตัวเลขไม่ตรง
ต้นทุนจริงโผล่มาทีหลัง
ระบบหลังบ้านมีรูรั่วที่ไม่ได้เขียนไว้ในสัญญาซักบรรทัด
.
ผลคือ เธอขาดทุนหลักแสนดอลลาร์ แบบกระจุย
สำหรับคนทั่วไป… นี่คือจุดที่พอแล้ว เลิกแล้ว พอกันที
แต่สำหรับ Kelly มันกลับเป็น จุดที่ทำให้เธอตาสว่าง
.
เธอไม่เสียเวลาไปฟ้อง
ไม่เสียพลังไปไล่ด่า เธอไปต่อและบอกว่า
“นี่แหละค่าเทอมของการเป็นเจ้าของกิจการจริงๆ” (เจ็บสุดๆ)
.
และมันจริงมาก เพราะหลังจากดีลนี้ เธอเหมือนเปลี่ยนโหมดทั้งหมด
.
-อ่านงบการเงินเป็น ,มอง red flags ทะลุ
– รู้ทันผู้ขายที่เล่นเกม ,รู้ว่าระบบไหนใช้ได้จริงๆอันไหนต้องทิ้ง
– รู้ว่าลูกค้าบางรายคือระเบิดเวลา ที่โคตร Toxic
.
โง่ครั้งเดียว ฉลาดไปตลอด
.
เธอไม่ได้รอด เพราะไม่เคยพลาด
เธอรอด เพราะพลาดแล้ว ยอมรับมันแล้วไปต่อ
.
บางครั้งการเติบโตไม่ได้มาจากดีลที่ดี
แต่มาจากดีลที่ทำให้เราโตแบบไม่มีทางถอยหลัง
.
มาดูกันต่อว่าเธอแก้ปัญหาต่อไปยังไง
——————————
[3] ซื้อกิจการได้ แต่ “คนทำงาน” ซื้อไม่ได้
หลังจากเจ็บหนักจากดีลไปแล้ว
Kelly เข้าใจทันทีว่า ปัญหาธุรกิจจริงๆ ไม่ใช่รายได้ แต่คือ คน
.
อุตสาหกรรมบัญชีคือทะเลทราย คนใหม่ไม่อยากเข้าวงการ
คนเก่าก็กำลังจะรีไทร์ จะหาคนเก่งก็หาไม่ได้
.
เธอเลยหยุดถามว่า “จะหาคนเก่งจากไหน?”
แล้วถามใหม่ว่า “จะสร้างคนเก่งขึ้นมาได้ยังไง?”
.
เธอเลยสร้าง ระบบ 100 วันแรก (First 100-Day Talent Plan)
เป็นเหมือนแผนที่ให้คนใหม่เดินตามแบบไม่หลงทาง
.
ใน 100 วัน เธอกำหนดชัดเจนว่า
1.ต้องเรียนรู้อะไร
2.ต้องผ่านงานแบบไหน
3.ถึง เดือนที่ 3 ต้องเก็บงานเองได้แล้ว
.
ไม่ใช่โยนงานแล้วปล่อยให้เอาตัวรอด
แต่เป็นการ อัพเลเวลให้พนักงาน แบบตั้งใจออกแบบ
.
เด็กพาร์ทไทม์ 4 คน เดินตาม Road map ของเธอ แบบเป๊ะๆ
และสุดท้ายกลายเป็นพนักงานประจำ 4 คน
.
สิ่งที่ Kelly ทำให้เรารู้คือ
ทีมไม่ได้สร้างจากการหา แต่สร้างจากการฝึก
.
ซื้อกิจการ = ซื้อโครงสร้าง
ระบบ 100 วัน = เติมพลังให้โครงสร้างเดินหน้า
——————–
[4] แนวคิด ไม่จ้าง Outsource
ทั้งที่อุตสาหกรรมบัญชีในสหรัฐ จะนิยม Off-shore เพื่อลดต้นทุน
คือหมายถึงว่ารับงานมาแล้วก็ ส่งไปให้ต่างประเทศ Out source ทำ
.
Kelly ส่วนทางโดยการ จ้างคนในเมืองตัวเอง”
.
เหตุผลคือ
1) ลูกค้ารู้สึกปลอดภัยกว่า คนทำบัญชี “เป็นคนในพื้นที่เดียวกัน”
มีหน้ามีตา พบกันได้จริง ไม่ใช่แค่ชื่อในอีเมล

2) ความไว้ใจเพิ่มขึ้น บริการบัญชีแตะข้อมูลสำคัญของธุรกิจ
.
3) พนักงานรู้สึกเป็นเจ้าของ
เพราะบริษัทอยู่ในเมืองเดียวกับเขาจริงๆ
ชีวิตเขาโตไปพร้อมบริษัท

4) สร้าง วัฒนธรรมบริษัทแข็งแรงกว่า
ทีมเจอกันจริง สื่อสารง่าย แก้ปัญหาไว
ไม่มี disconnect แบบ Remote ต่างประเทศ
.
Kelly ไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยี เธอใช้ระบบ ใช้ซอฟต์แวร์เก่งมาก
แต่เธอเชื่อว่ามี “บางอย่าง” ที่เงินซื้อไม่ได้ และ AI ก็แทนไม่ได้
ซึ่งก็คือ วัฒนธรรมขององค์กร
.
และนี่คือ Competitive Advantage ที่บริษัทใหญ่ๆ ทำไม่ได้
เพราะพอขนาดใหญ่ ก็ต้อง Offshore เพื่อกำไร
แต่ Kelly เล็กกว่า คล่องตัวกว่า ใกล้ลูกค้ามากกว่า
.
นี่แหละคือ ความได้เปรียบเชิงมนุษย์ ที่ ธุรกิจแนว Main Street ยังชนะได้เสมอ
—————————–

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
เป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่ ซื้อเวลาได้เยอะเลย ถ้าเราจะลงทุนเริ่มทำธุรกิจสักก้อนนึง ลองหา ธุรกิจที่ทำรายได้อยู่แล้วมาปั้นต่อก็อีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่แย่เลย
.
Buy > Build
ซื้อระบบ ซื้อเวลา ซื้อความได้เปรียบ แทนการเริ่มใหม่ตั้งแต่แรก
.
ตอนต้นปีที่ผ่านมา เบ้นก็พึ่งเข้าใจ Concept นี้ ตอนแรก ผมจะขยายธุรกิจ ของตัวเอง เลยจะสร้างทีมใหม่ Platform ใหม่
เลยลองเปลี่ยนแนวคิดมาเป็น “ไปซื้อกิจการคนอื่นที่อยู่ในวงการมา”
.
สรุปปีนี้ซื้อ Small Business ไป 4 ธุรกิจแล้ว 555555
แต่ดีมากก ดีกว่ามาปั้นเองเยอะเลยย เหมือนเราซื้อ ทีมงานเขา ซื้อ วิธีคิดเขามา หมดเลย เดี๋ยว ไว้มาอัพเดทเรื่อยๆ ให้ฟังกันเรื่องนี้
.
(เดี๋ยวเจอปัญหาอะไรมาแชร์ให้ฟัง ตอนนี้เจอ ปัญหาเดียวกันคือ โดนหมกตัวเลข แบบคุณ Kelly เลยย ฮือ55555555)
.
ส่วนพวกเราที่กำลังสร้าง OPB บทเรียนใหญ่จากเรื่องนี้คือ
.
ไม่ต้องเริ่มใหม่ทุกอย่าง แค่ต้องรู้ว่า วันนี้ “มีอะไรที่ซื้อ Resource ได้บ้าง”
อาจจะเป็น Knowledge หรืออะไร ที่ทำให้เราไปได้ไวขึ้น
.
บางคนใช้ 3 ปีไปลองผิดลองถูก
บางคนใช้ 3 เดือน ไปซื้อประสบการณ์คนอื่น แล้วเอามาต่อยอดให้ไกลกว่าเดิม
.
ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ เราไม่จำเป็นต้องรีบไปซื้อกิจการพรุ่งนี้
ไม่ต้องรีบใหญ่ ไม่ต้องรีบรวย
.
แค่เริ่มเปลี่ยนคำถามในหัวจาก
จะเริ่มอะไรดี ไปเป็น มีอะไรที่เขาสร้างไว้แล้ว และเราสานต่อได้บ้าง
.
วันนี้อาจเริ่มจากธุรกิจเล็กๆ จากการซื้อความรู้
ซื้อระบบ ซื้อเวลาคนอื่นมาช่วยคิด
.
อีก 3 ปีข้างหน้า เราอาจจะเป็นคนที่เล่าเรื่องแบบนี้ให้คนอื่นฟังก็ได้
บทความนี้ยาวหน่อยแหะๆ เขียนมันเกิน 55555 แต่อยากให้ได้หมดจริงๆไม่กั๊ก ใครอ่านจบบ้างงงง
.
เราไม่ต้องวิ่งเร็วกว่าใคร ไม่ต้อง Fancy Start up มากไป 555555
ค่อยๆ ซื้อเวลาตัวเองกลับคืนมาทีละกิจการ ทีละระบบ ทีละทักษะ
.
ถ้าคุณกำลังปั้นธุรกิจของตัวเอง นี่อาจเป็นมุมที่คุณไม่เคยคิดมาก่อน
ลองดูแนวคิด การซื้อ แทน การปั้น ดูอาจจะช่วยประหยัดเวลาคุณได้ค้าบ
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • 12 คำถามที่จะเปลี่ยนชีวิตเรา by Ryan Holiday

  • Focus is the new Oil

  • ชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไป – บทเรียนจากหนังสือชีวประวัติ ท๊อป จิรายุส


ความเห็น

ใส่ความเห็น