ถ้าใครรู้สึกว่าชีวิตกำลังเครียดเกินควบคุม ถึงเวลาแล้วที่เราต้องคำถามกับชีวิตใหม่

ถ้าใครรู้สึกว่าชีวิตกำลังเครียดเกินควบคุม ถึงเวลาแล้วที่เราต้องคำถามกับชีวิตใหม่

ถ้าใครรู้สึกว่าชีวิตกำลังเครียด เกินควบคุม ถึงเวลาตั้งคำถามกับชีวิตใหม่
(ลองแวะมาทางนี้แปปนึงสิๆ เผื่อ เพื่อนในโซเชียลคนนี้จะช่วยแกได้บ้าง)
.
งานก็เร่งรีบ ความสัมพันธ์ก็แกว่ง สุขภาพก็ไม่เป็นใจ
เหมือนโลกกำลังสั่งให้เราตั้งคำถามใหม่กับชีวิตตัวเอง
.
เบ้นเข้าใจความรู้สึกนี้ดีมาก
เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา เวลาชีวิตสั่นไหว
สิ่งที่เบ้นใช้ประคองตัวเองมาตลอดคือ ปรัชญา Stoic
แนวคิดของปรัชญา Stoic นั้น Simpleสุดๆในประโยคเดียวคือ
.
“โฟกัสสิ่งที่ควบคุมได้ และ ปล่อยวางสิ่งที่ควบคุมไม่ได้”
.
มันช่วยชีวิตเบ้นไว้หลายครั้งจริงๆ เหมือนเป็นหินก้อนหนึ่งที่ทำให้เรายืนมั่น เวลาคลื่นชีวิตถาโถมเข้ามา
.
แต่วันก่อน เบ้นบังเอิญไปเจอคลิปหนึ่ง
ชื่อว่า Don’t Worry, Everything is Out of Control
จากช่อง Einzelgänger
.
เล่าเรื่อง “ปรัชญาเต๋า” ฟังไปไม่กี่นาที เบ้นได้แต่พยักหน้าแล้วแบบเข้าใจมันสุดๆ ทั้งปรัชญา เต๋า และ สโตอิก ไหลไปทางเดียวกันเลยคือ
“ทางแห่งความเป็นธรรมชาติ”
.
ชีวิตเรามันไม่ได้หนักขึ้นเลย เพียงแต่เราแค่ยกมันผิดวิธี
มาเปลี่ยนวิธียกกันผ่านบทความนี้ #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
——————————-
[1] เรากำลังพยายามคุมทุกอย่าง ทั้งที่จริงๆเราควบคุมอะไรไม่ได้เลย
.
เรากำลังอยู่ในโลกแห่ง KPI (การวัดผล) เราทำอะไรก็ต้องมีผลลัพธ์ที่ควบคุมได้ออกมาเป็นตัวเลข เป็น %
จนเราเผลอเชื่อว่า “ทุกอย่างในชีวิตเราต้องคุมได้หมด”
.
ต้องคุมอนาคต ต้องคุมผลลัพธ์ ต้องคุมทุกเรื่องในชีวิต
พออะไรพลาดนิดเดียว…เราก็โทษตัวเองทันที
.
เราก็จะสรุปทันทีว่า “ฉันคือปัญหา”
.
ทั้งที่ในความจริงแล้ว
โลกไม่เคยสัญญาอะไรกับเราเลย ว่าเราจะควบคุมมันได้
ไม่เคยสัญญาว่าธุรกิจจะรอด
ไม่เคยสัญญาว่าถ้าทำแบบนี้แล้วจะได้แบบนี้
ไม่เคยสัญญาว่าความสัมพันธ์จะราบรื่น
ไม่เคยสัญญาว่าร่างกายเราจะไม่เจ็บป่วย
.
และเมื่อเราพยายามควบคุมผลลัพธ์และผลลัพธ์นั้นมันไม่เกิดขึ้นจริง
.
Stoic เริ่มจากจุดนี้เลย Seneca บอกว่า
We suffer more often in imagination than in reality
เราทุกข์กับสิ่งที่อยู่ในหัว มากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเสียอีก”
.
และนี่คือจุดที่เต๋าเข้ามาเสริมแบบสวยมาก เต๋าบอกว่า
ทันทีที่เราฝืนธรรมชาติ เรากำลังเดินสวนทางกับ Tao
.
Reality > Expectation = Suffer
(ความเป็นจริงไม่เป็นเหมือนสิ่งที่เราคิด = ความทุกข์)
.
ถ้าชีวิตมันไหลไปทางหนึ่ง แต่เราอยากให้มันไหลไปอีกทาง
มันผิดตั้งแต่เราพยายามฝืนธรรมชาติไปแล้ว
——————–
[2] Taoism: ศาสตร์ของการ “ไม่ฝืน”
.
ในคลิป เขายกเรื่องชาวนาที่อยากให้ต้นกล้าโตเร็วๆ
เขาเลยเดินไป “ดึงต้นกล้าขึ้นมานิดเดียวทุกวัน”
สุดท้าย ต้นตายทั้งแปลง
.
นี่คือภาพจำลองของมนุษย์ยุคนี้ เร่งงาน เร่งเงิน เร่งความสำเร็จ
จนจังหวะธรรมชาติของเราพังหมด
.
Do not try to force anything. Let life be
“อย่าฝืนชีวิต ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของมันเอง”
.
เต๋าไม่ได้สอนให้หยุดทำ แต่สอนให้แยกให้ออกว่า
อันไหนคือการลงมือทำ และอันไหนคือการฝืน
.
เพราะบางเรื่อง…
ถ้าเราไม่ไปยุ่งกับมันเลย มันจะแก้ตัวเองเหมือนน้ำที่ไหลอ้อมก้อนหินที่ขวางมัน
.
น้ำคือสิ่งที่อ่อน แต่กลับชนะทุกอย่างที่แข็งเสมอ
เพราะมันไม่ฝืน มันแค่เป็น (Be)
.
Marcus Aurelius (stoic) บอกว่า
.
What stands in the way becomes the way
สิ่งที่ขวางเรา…คือเส้นทางของเราเอง
——————————
[3] หากยิ่งไล่หาความสุข ความสุขจะยิ่งวิ่งถอยห่าง
.
ในคลิป เขาพูดเรื่อง “การไล่ตามความสุข” ไว้ดีมากๆ
.
มนุษย์เราถูกสอนให้เชื่อว่า
ถ้าได้มากขึ้น = จะมีความสุขมากขึ้น
เงินมากขึ้น ชื่อเสียงมากขึ้น
คนรักมากขึ้น ความสำเร็จมากขึ้น
.
แต่ทันทีที่เรามีมัน สมองเราจะเริ่ม “กลัวเสียมัน” ทันที
.
ได้ตำแหน่ง → กลัวถูกปลด
ได้ความรัก → กลัวถูกทิ้ง
ได้ชื่อเสียง → กลัวโดนเกลียด กลัวมันหายไป
ได้เงินเยอะ → กลัวเงินหายไป
.
The more you chase, the more you lose.
ยิ่งเราไล่ล่า เรายิ่งสูญเสีย
.
เมื่อเราหยุดไล่
หยุดเปรียบเทียบ หยุดคิดว่าความสุขต้องเป็นแบบในหัวเสมอ
.
เราจะเริ่มเจอความสุขของจริง
แบบที่มันเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องวิ่งตามอะไรเลย
.
เพราะ ความสุขของจริง” ไม่ใช่ผลลัพธ์
แต่คือ สภาวะที่เกิดขึ้นในใจของเราตอนที่เราหยุดไล่ล่า
.
Epictetus บอกไว้ว่า
.
“Seek not for events to happen as you wish, but wish them to happen as they do.”
อย่าขอให้เหตุการณ์เป็นแบบที่เราต้องการ แต่ขอให้เราได้รับสิ่งที่เราทำ
.
จงเลือกเส้นทางที่ถูกต้องไว้เสมอ
————————–
[4] ความว่างที่ทำให้ใจแข็งแรง
.
เต๋าเชื่อว่า มนุษย์ทุกข์มากขึ้น
เพราะเราชอบ “ยึดทุกอย่างว่าเป็นของเรา”
ทั้งที่จริงๆ หลายอย่าง…ไม่เคยเป็นของเราเลยตั้งแต่แรก
.
หน้าตา = มาจากพันธุกรรม
โอกาส = มาจากยุคสมัย
ความสำเร็จ = มาจากระบบและคนอื่น
ความรัก = มาจากสองคน ไม่ใช่แค่เรา
.
พอเราหลงคิดว่ามันคือ “เป็นของฉันทั้งหมด”
เราก็เจ็บทันทีที่มันเปลี่ยนรูปแบบนิดเดียว
.
“He who knows he has enough is truly rich.”
คนที่รู้ว่าตัวเองมีพอแล้ว คือคนที่รวยที่สุดแล้ว”
.
คนที่เห็น “ความว่างเปล่า” ไม่ใช่คนที่หมดหวัง หรือไม่มีอะไรในชีวิต
เพราะเขารู้ว่า หลายอย่างในโลกนี้ ไม่เคยเป็นของเราเลยตั้งแต่แรก
Marcus Aurelius เขียนไว้ว่า
.
You always own the option of having no opinion.
“ความเห็นของคนอื่น…ไม่ใช่ธุระของเราเลย”
.
ทันทีที่เราเลิกเอาใจไปฝากไว้กับก้อนความหวังชีวิตเราจะง่ายขึ้นเลย
.
เพราะใจที่ว่างจากการยึด คือใจที่แข็งแรงที่สุดเสมอ
————————–
[5] กฎภายใน – เมื่อเราไม่สั่นตามโลกอีกต่อไป
.
ทั้งเต๋าและสโตอิกสอนเราเหมือนกันแบบแทบจะคำต่อคำ
คือห้ามเอาความมั่นคงของชีวิตไปผูกไว้กับ “เสียงของโลกภายนอก”
.
เพราะถ้าเรายืนอยู่บนคำชม เราก็จะเครียดทันทีที่โดนตำหนิ
ถ้าเรายืนอยู่บนความสำเร็จ เราก็จะสั่นทันทีที่พลาด
ถ้าเรายืนอยู่บนความคาดหวัง
เราก็จะเจ็บทุกครั้งที่ชีวิตไม่เป็นบทที่เขียนในหัว
.
เต๋าเรียกสิ่งนี้ว่า การยืนด้วย “ทางธรรมชาติของตัวเอง”
ส่วนสโตอิกเรียกสิ่งนี้ว่า การยืนด้วย “กฎภายใน (Inner Law)”
.
Lao Tzu เขียนไว้คมมากว่า
.
“He who stands on tiptoe is not steady.”
คนที่ต้องเขย่งเพื่อให้คนอื่นเห็น…ไม่มีวันยืนมั่นคงได้จริง
.
เราฝืนยืนสูงกว่าที่เป็นจริงเพื่อให้ใครมองเห็น แต่ยิ่งเขย่ง…ก็ยิ่งเสียหลัก
.
จงยืนอยู่บนแก่นของตัวเอง not the world’s approval.
.
เมื่อเรามี “จุดยืนภายใน”
เสียงภายนอกก็สั่นเราไม่ได้อีกต่อไป เพราะเรารู้แล้วว่าเรายืนเพราะอะไร
และยืนเพื่อใคร
——————————–
[6] เลิกกลัวอนาคต เพราะอนาคตไม่เคยกลัวเรา
.
หนึ่งในจุดที่เบ้นชอบที่สุดในคลิป คือเรื่อง “นักยิงธนู”
.
ตอนซ้อม นักยิงธนู ยิงถูกทุกดอก
พอมีรางวัลเข้ามา ยิงพลาดหมดเลย
.
ไม่ใช่เพราะเขายิงไม่เป็น เพราะในใจเขามีอะไรต้องสูญเสีย
.
นี่คือมนุษย์ทุกคน เรามักพลาดเพราะความกลัว ไม่ใช่เพราะความไม่เก่ง

Marcus Aurelius พูดเอาไว้ว่า
.
“Do not let your imagination be crushed by life as a whole.”
อย่าปล่อยให้ จินตนาการของเราเอง ทำให้ชีวิตจริงเราพัง
.
เต๋าเลยใช้ “พลังแห่งความยอมรับ” ตัดปัญหานี้ในช็อตเดียว
เขายกเรื่องชายที่กลัวฟ้าถล่ม แต่ Liezi บอกว่า
.
ถ้าฟ้ามันจะถล่ม…มันจะไม่ถล่มเพราะเรา
และถ้ามันไม่ถล่ม…เราก็เครียดฟรีมาตลอด
.
อนาคตมันเป็นสิ่งที่เราจะเจอ “เมื่อมันมาถึงเท่านั้น”
ไม่ใช่สิ่งที่ต้องแบกไว้ทุกวันก่อนมันจะเกิด
———————————-

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ

เต๋าบอกว่า อย่าฝืน ธรรมชาติ
สโตอิกบอกว่า โฟกัสในสิ่งที่ควบคุมได้
เต๋าบอกว่า น้ำไหลอ้อมหิน สโตอิกบอกว่า สิ่งที่ขวาง คือเส้นทาง
เต๋าบอกว่า ปล่อย สโตอิกบอกว่า ยอมรับ
.
เมื่อเอามาเชื่อมกัน
เราจะได้คำตอบหนึ่งที่ลึกมากของชีวิตว่า
.
“ชีวิตไม่ได้หนักขึ้นเลย แต่เราแค่ยกมันผิดวิธีมาตลอด”
.
และถ้าเรารู้วิธียกใหม่ ไม่ฝืนธรรมชาติ
ไม่ฝืนตัวเอง ไม่คุมสิ่งที่คุมไม่ได้
ไม่ไล่สิ่งที่ไล่ไม่ทัน ไม่ยึดสิ่งที่ไม่ใช่ของเรา
.
ทุกอย่างจะเบาลงอย่างน่าเหลือเชื่อ
เหมือนวางหินหนักๆ ออกจากอกทีละก้อน
.
ก่อนอ่านโพสต์นี้ จบ ลองถามตัวเองเล่นๆ หนึ่งคำถามนี้ดู
.
ตอนนี้ ฉันกำลังใช้พลังไปกับ [1] สิ่งที่ควบคุมได้” หรือ [2] สิ่งที่อยากคุมแต่ไม่เคยคุมได้เลย?
.
แยกสองสิ่งนี้ให้ออก
แล้วโฟกัสไปที่ [1] แล้วชีวิตเราจะกลมกล่อมขึ้น
.
หวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • บทเรียนจากจดหมายฉบับสุดท้ายของชายวัย 95 ปีผู้ชายที่เคยรวยที่สุดในโลก

  • 33 กลยุทธ์ที่ทำให้ชนะสงครามชีวิต คู่มือของคนที่อยากเอาชนะชีวิตตัวเอง

  • 21 ความจริงของคนที่จะทำธุรกิจต้องเจอ ธุรกิจคือการเล่นกับความไม่รู้อย่างมีวินัย


ความเห็น

ใส่ความเห็น