เราแน่ใจไหมว่าเป้าหมายที่เราไล่ล่าอยู่ มันเป็นสิ่งที่เราอยากได้จริงๆ ไม่ใช่หนี

เราแน่ใจไหมว่าเป้าหมายที่เราไล่ล่าอยู่ มันเป็นสิ่งที่เราอยากได้จริงๆ ไม่ใช่หนี

เราแน่ใจใช่ไหมว่าสิ่งที่เราไล่อยู่ มันคือสิ่งที่เราอยากจะได้จริงๆ (บางครั้งความสำเร็จก็อาจะเป็นการที่เราหนีอะไรบางอย่างอยู่)
.
วันนี้นั่งฟัง Tim Ferris (เจ้าของ Concept The 4-Hour Work week) มาเล่าชีวิตเขาให้ฟังใน The Dairy of CEO ถ้าใครกำลังไล่ล่าอะไรอยู่ ลองอ่านอันนี้ดูๆ (4 นาทีจบ)
.
Tim Ferriss เขาไม่ได้เริ่มต้นจากคนที่อยากประสบความสำเร็จ
เขาเริ่มจากคนที่ “อยากปลอดภัย” จากความรู้สึกอะไรในใจบางอย่าง
.
และนี่คือจุดที่ทำให้เรื่องของเขา เป็นเรื่องที่พวกเราก็น่าตั้งคำถามกับตัวเราเองเหมือนกัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
—————————-
Part 1: เด็กชายที่กลัวความเงียบและการอยู่คนเดียว”
.
ก่อนจะกลายเป็น Tim Ferriss ที่ทั้งโลกยกย่อง
เขาคือเด็กผู้ชายคนหนึ่ง
ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศตั้งแต่อายุ 2–4 ขวบ
.
ความทรงจำเหล่านั้นไม่ใช่ภาพแบบในหนัง แต่เป็น ระบบประสาท ที่จดจำสลัก ความกลัวไว้ในร่างกาย ทำให้ร่างกายเขามีอาการแปลกๆ
.
ถ้า Tim ได้กลิ่นบางอย่าง = หัวใจจะเต้นเร็วไม่หยุด
ถ้า Tim อยู่ในห้องที่เงียบๆ = ร่างกายเกร็ง
ถ้าTim อยู่คนเดียว = จะรู้สึกเหมือนโดนทิ้ง
.
มันฝังจนกลายเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติในตัวเขา
และสิ่งที่ตามมาคือ Major Depression ต่อเนื่องครึ่งชีวิต
อยู่ดี ๆ ใจจะดำดิ่งลงเหมือนมี “หลุมดำ” เปิดใต้เท้า
.
ตอนเป็นวัยรุ่น เขามีอาการพวกนี้ปีละหลายรอบ
ครั้งละหลายเดือน
จนเริ่มคิดว่าตัวเองอาจไม่รอดถึงอายุ 30
.
นี่คือเบื้องหลังที่ไม่มีใครเห็น และมันคือ “ต้นตอ” ของเรื่องทั้งหมด
———————————–
Part 2: ความสำเร็จ…ตัวช่วยที่ดูเหมือนจะรักษาได้
.
ในมหาวิทยาลัย Tim ค้นพบว่า ถ้าเขา “ทำงานหนักมากพอ”
เขาจะไม่ต้องอยู่กับความรู้สึกว่าเงียบเหงา
ไม่ต้องเผชิญความรู้สึก ไม่ต้องฟังเสียงในหัว
.
ธุรกิจ โปรเจกต์ ภารกิจ เป้าหมาย Productivity Biohacking
.
ทั้งหมดนี้ มันทำให้เขารู้สึก “มีคุณค่า”
และที่สำคัญที่สุดคือ มันทำให้เขาไม่ต้องเจออดีตที่เจ็บปวด
.
หนังสือ The 4-Hour Work Week พาเขาขึ้นสู่จุดสูง
พอดแคสต์กลายเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
ชื่อของเขาไปอยู่ในหนังสือ Forbes
เขากลายเป็นเทพแห่งการ Optimize ชีวิต
.
บนกระดาษคือ “ความสำเร็จ” แต่เบื้อหลังคือ “การหนีอะไรบางอย่าง”
.
เขายอมรับว่า
“ผมใช้โปรเจกต์เพื่อไม่ต้องอยู่กับความเจ็บปวดในตัวเอง”
.
ความสำเร็จจึงไม่ได้เป็นเส้นทางสู่ความสุข
แต่เป็นกำแพง เป็นยาแก้ปวด เป็นการหนีอย่างมีประสิทธิภาพ
———————
Part 3: จุดแตกหัก ตอนที่ความสำเร็จเริ่มไม่มีรสชาติ
.
จนถึงอายุ 47 Tim เขาเริ่มรู้สึกว่า
.
จะหนังสืออีกเล่ม
ทำสตาร์ทอัพอีกหนึ่งตัว
สร้างพอดแคสต์อีกหนึ่งซีซัน
.
มันไม่ได้ทำให้เขาดีขึ้นเลย
.
เขาเรียกมันว่า “Marginal Gain”
คือได้ทำเพิ่มไปก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรในภาพรวมของชีวิต
.
มีชื่อเสียงมากขึ้นแต่ความเหงาก็เพิ่มขึ้น
มีคนรักงานเขามากขึ้น แต่เขากลับรู้สึกห่างจากคนใกล้ตัวมากกว่าเดิม
มีเงินมากขึ้น แต่สมองยิ่งวนซ้ำกับความเศร้าเก่า ๆ
.
ความสำเร็จที่เคยช่วยให้เขารู้สึกดี เริ่มกลายเป็นกับดักที่ติดอยู่ในตัว
จนเขาเริ่มถามตัวเองว่า…
.
“ผมกำลังเติบโตขึ้นจริง ๆ หรือผมแค่หนีอะไรบางอย่างให้เก่งมากขึ้น”
.
และนี่คือคำถามที่เปลี่ยนชีวิตเขา
——————————-
Part 4: การรักษาตัวเอง ที่ไม่เกี่ยวอะไรกับความสำเร็จเลย
.
Tim เลิกมองชีวิตแบบ To-do list
เลิกมองชีวิตเป็นโปรเจกต์ เลิกหนีความเงียบ
.
เขาเริ่มรักษา “ต้นเหตุ” ไม่ใช่ “เป้าหมาย”
.
เขาทดลองทุกอย่างที่วิทยาศาสตร์เปิดทางให้เขาทดลองได้:

– Accelerated TMS (กระตุ้นสมองแบบไม่ใช้ยา)
– Metabolic Psychiatry (รักษาภาวะซึมเศร้าผ่านระบบพลังงานในสมอง)
– Psychedelic-assisted therapy (รักษาบาดแผลลึกด้วยสารแบบมีผู้เชี่ยวชาญดูแล)
– Vagus Nerve Stimulation (รีเซ็ตระบบประสาทที่ควบคุมอารมณ์)

เขาเริ่มทำสิ่งที่เขา “หนี” มาทั้งชีวิต

-นั่งนิ่ง ๆ อยู่คนเดียว ฟังเสียงในหัว
-เผชิญอดีตที่เคยหลบ คุยกับคนที่เขารัก
-ขอความช่วยเหลือ จากคนรอบตัวบ้าง
.
เขาเริ่มสร้างระบบความสัมพันธ์ขึ้นมาใหม่
จัดทริปประจำปีกับเพื่อนสนิท 25 ปี+
ให้ความสำคัญกับการมีคู่ชีวิต
ลงทุนเวลาแทนที่จะลงทุนในโปรเจกต์ใหม่
.
เขาบอกว่า…
.
ผมเริ่มหยุดวิ่งไล่ล่าอะไรบางอย่าง และเพิ่งรู้ว่า
สิ่งที่ผมตามหา…มันไม่ได้อยู่ในความสำเร็จเลย
————————-
Part 5: Tim Ferriss วันนี้ และบทเรียนที่เขาทิ้งไว้ให้เรา
.
Tim Ferriss วันนี้
ไม่ใช่ Tim Ferriss ที่พยายาม Optimize ชีวิตทุกวินาที

เขาเป็นผู้ชายวัย 47 คนหนึ่ง
ที่เพิ่งยอมรับว่า…
เขาไม่ได้อยากประสบความสำเร็จ
แต่เขาอยาก “รู้สึกปลอดภัยในตัวเขาเอง”
.
และเขาอยากให้คนอื่น ไม่ต้องเดินผ่านเส้นทางแบบเขาอีก
.
ความสำเร็จไม่เคยรักษาบาดแผล
Productivity ไม่เคยกำจัดความกลัว
Achievement ไม่ได้ช่วยให้เรามีความสบายใจ
งานหนักไม่ใช่ทางออกของความว่างเปล่า
การยุ่งตลอดเวลาอาจเป็นสัญญาณของการหนี
.
และสิ่งที่เขาค้นพบช้าเกินไปคือ
.
ความสัมพันธ์สำคัญกว่าชื่อเสียง
ความสงบสำคัญกว่าความเร็ว
การรักษาตัวเองสำคัญกว่าการพิสูจน์ตัวเอง
———————

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
เป็น Podcast ที่เบ้นชอบมากๆ (ลิ้งใต้ภาพครับ)
ดูจบละสะท้อนตัวเองหลายๆเรื่องมากเลย
.
ผมนึกถึงตัวเองสมัยอายุ 17 ที่เริ่มพยายามหาธุรกิจทำ ตั้งแต่ตอนนั้น พอนึกย้อนกลับไป
.
ผมไม่ได้ต่างอะไรกับ Tim Ferris เลย
.
ผมไม่ชอบตัวเอง รู้สึกตัวเองไม่มีคุณค่า และพยายามทำงานอย่างบ้าคลั่งตลอด ช่วงวัยก่อน 25 ทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ ไม่เคยหยุด วันละ 16-18 ชั่วโมง
.
เราอยู่ในจุดที่คนอื่นบอกว่าประสบความสำเร็จไว แต่ข้างในรู้สึกไม่ได้ต่างอะไรกับตอนเราอายุ 17 เลย (มันว่างเปล่าเหมือนเดิม)
.
ผมไม่ได้ทำงานเพราะอยากสำเร็จ ผมทำเพราะอยาก “รู้สึกดีกับตัวเอง”
.
ผมไม่ได้ไล่ตามความสำเร็จ
ผมไล่หนีความไม่ชอบตัวเองต่างหาก
.
ยังโชคดีที่ผมรู้ตัวไวและกลับมายอมรับตัวเอง และทำสิ่งที่อยากจะทำจริงๆ (อย่างการเขียนบทความนี้ ได้ทำ Podcast และได้ เป็น One-Person Business แบบที่อยากเป็นแบบนี้)
.
เราทุกคนถูกสอนให้ทำงานหนัก
ให้ตั้งเป้าหมายใหญ่
ให้ไล่ตาม Achievement
ให้ทำให้ได้เยอะที่สุดในเวลาสั้นที่สุด
.
แต่ไม่มีใครสอนว่า…
ถ้าข้างในเราพัง ความสำเร็จข้างนอกก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย
.
ผมอยากให้บทความนี้มันเป็นกระจกสะท้อน ให้เราได้แวะจอดข้างทางสักครู่ แล้วถามตัวเองว่า
.
“ที่เราทำมาทั้งหมดนี้ เราอยากได้มันจริงๆ หรือเรากำลังหนีอะไรอยู่”
.
ถ้าคำตอบมันเป็นอย่างหลัง ผมอยากบอกว่า สิ่งที่เราไล่ล่ามาตลอด มันอาจจะไม่มีอยู่จริง และคนที่แพ้มาตลอด อาจจะไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นตัวเราที่ไม่เคยยอมรับมา
.
และวันที่เราเริ่มกล้าเผชิญมัน
อาจเป็นวันที่เราจะ สำเร็จ แบบที่ไม่ต้องหนีตัวเองอีกต่อไป
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้มันจะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • Attention is the new Gold (ความสนใจคือทองคำสมัยใหม่) New Era Project

  • สกุลเงินยุคใหม่ “Followers” (New Era Projects)

  • สงครามฮอร์โมนของ Social Media (ยาเสพติดถูกกฎหมาย)


ความเห็น

ใส่ความเห็น