จิตวิทยาของคนที่ไม่ชอบโพสต์รูปชีวิตของตัวเองบนโซเชียลมีเดีย

จิตวิทยาของคนที่ไม่ชอบโพสต์รูปชีวิตของตัวเองบนโซเชียลมีเดีย

จิตวิทยาคนที่ไม่ชอบโพสต์ชีวิตส่วนตัวลงโซเชี่ยล (เขาอาจเข้าใจชีวิตมากกว่าที่เราคิด)
.
เบ้นไปเจอคลิปนึงมา ชื่อว่า Psychology of People Who Don’t Post their Photos on Social Media
คลิปพึ่งลงเมื่อวันที่ 19.10.25 ลงได้แค่ 4-5 วัน ตอนนี้คนดูเป็นล้านคนแล้ว ดูแล้วชอบมาก รู้สึกเข้าใจเพื่อนหลายๆคนในชีวิตตัวเองมากขึ้นเยอะเลย
.
เดี๋ยวบทความนี้เบ้นจะมาเล่าประเด็นในคลิปนี้+ เสริมจากของเบ้นเองด้วย
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
—————————
[1] โลกกำลังยุให้คนเสียงดังขึ้น แต่มีบางคนอยากอยู่เงียบๆ
.
ในยุคที่โซเชียลให้รางวัลกับ “การถูกเห็น” (Visibility)
เรากลับลืมไปว่า “การไม่ต้องให้ใครเห็น” คืออิสรภาพชนิดหนึ่ง
.
ทุกวันนี้เราถ่ายรูปทุกมื้อที่กิน
ไปเที่ยวต้องแท็ก มีความสุขต้องรีบแชร์
กล้องกลายเป็นฟิลเตอร์ ของรอยยิ้มปลอมๆ (ใครเห็นกล้องก็ต้องยิ้มใส่)
เหล่านักการตลาดก็พูดทุกวันว่า “ต้องสร้างตัวตน ต้องสร้างตัวตน”
.
แต่ในขณะที่ทุกคนอยากมีตัวตนในฟีด
มีบางคนกลับอยาก “อยู่เงียบๆในโลกของเขา” มากกว่า
.
ความแตกต่างระหว่าง “ชีวิตที่โชว์” กับ “ชีวิตที่มีอยู่จริง”
.
[2] Privacy Over Popularity คนที่เข้าใจขอบเขตของตัวเอง
.
นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า High Privacy Orientation
คนที่มีลักษณะนี้จะ “เลือกเอง” ว่าอะไรควรอยู่ในที่สาธารณะ
อะไรควรเก็บไว้ในพื้นที่ส่วนตัว
.
พวกเขาไม่ได้หนีโลก แต่เข้าใจว่า “การโชว์ทุกอย่าง”
คือการเปิดช่องให้ความวุ่นวายเข้ามาในใจ
.
สมองของคนแบบนี้มีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่ง
คือ ลดการกระตุ้นของ amygdala (สมองส่วนที่รับความเครียด)
เพราะเขาไม่ต้องแบกรับการเปรียบเทียบ, การตัดสิน, และเสียงจากภายนอก
.
ความสงบของเขา… ไม่ได้มาจากการหนีจากโซเชียล
แต่มาจาก “การเลือกจะไม่แสดง”

[3] Self-Awareness – เขารู้ว่าเขาเป็นใคร โดยไม่ต้องให้ใครบอก
.
สิ่งที่โดดเด่นในคนที่ไม่โพสต์ คือ “ความชัดเจนในตัวเอง”
หรือที่เรียกว่า Self-Concept Clarity
.
พวกเขาไม่ต้องโพสต์เพื่อให้ใครยืนยันว่า
“ฉันก็มีความสุขเหมือนกันนะ” หรือแบบ “ฉันดีพอนะ ฉันเก่งนะ”
เพราะเขา รู้แล้ว ว่าอะไรทำให้เขามีความสุขจริง ๆ
.
สมองของพวกเขาจะหลั่ง Serotonin – ฮอร์โมนแห่งความสงบ
แทนที่จะวิ่งไล่หา Dopamine จากยอดไลก์ การยอมรับจากสังคม
.
เขาไม่ต้องการคำชมจากโลกภายนอก
เพราะเขาได้คำยืนยันจากข้างในไปตั้งนานแล้ว
.
[4] Emotional Security มั่นคงจนไม่ต้องอธิบาย

คนที่ไม่ต้องอัปเดตชีวิตให้ใครรู้
คือคนที่มี Secure Self-Esteem
คือความมั่นใจที่ไม่ได้เกิดจากคำพูดคนอื่น
.
เขาไม่ต้องโพสต์ทุกครั้งที่สำเร็จ
ไม่ต้องแชร์ทุกโมเมนต์ที่สวยงาม
เพราะเขารู้ว่า “ความสุขจริง”
ไม่ต้องบันทึกเพื่อให้ใครเห็น

สมองของคนกลุ่มนี้เข้าสู่โหมด “Calm Focus”
ภาวะเดียวกับเวลานักดนตรีอยู่บนเวทีแต่ไม่ต้องมองคนดู
เพราะสิ่งที่พวกเขาโฟกัสคือ “การเล่น” ไม่ใช่ “การถูกมอง”
.
Real confidence doesn’t need an audience.
ความมั่นใจจริง… ไม่ต้องการเวที

[5] Deep Thinkers, Not Showoffs

พวกเขาไม่ได้เงียบเพราะไม่มีอะไรจะพูด
แต่เพราะรู้ว่า “ไม่ใช่ทุกอย่างจำเป็นต้องพูด”
.
สมองของคนแบบนี้ทำงานในโหมด Reflective Mindset
พวกเขาคิดก่อนแชร์ พูดเมื่อพร้อม และโพสต์เมื่อมีความหมาย
.
ทุกโพสต์ที่ออกจากมือพวกเขา มักมี “intent” มากกว่า “attention”
.
พวกเขาไม่ได้หายไปจากโลกออนไลน์
แค่กลับมาอยู่ในโลกของตัวเอง
.
[6] เห็นทะลุภาพลวงของโซเชียล
.
คนที่มี Emotional Intelligence (EQ) สูงๆ เขาจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ทันทีเลยว่า
.
ชีวิตของคนในฟีดไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
มันคือ “ไฮไลต์” ที่ถูกคัดแล้ว
.
เขาเลยไม่เปรียบเทียบ
ไม่อิจฉา ไม่รู้สึกด้อยกว่าเลย
เพราะเขาเข้าใจว่า “ทุกคนต่างก็มีมุมมืดของตัวเอง”
.
เขาเลือกสันติ มากกว่าการแข่งขัน
เลือกความจริง มากกว่าภาพลักษณ์
——————————–

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
พอดูจบรู้สึกเข้าใจเพื่อนเบ้นสนิท คนนึงมากขึ้น พ่อของเขาเป็นอาจารย์ นักจิตวิทยา สอนลูกมาแบบดีมาก ไม่วัตถุนิยม ไม่ต้องการยอมรับจากสังคมเลย
.
เขาอยู่ในโลกที่สงบของตัวเองได้แบบสบายๆเลย
.
ในช่วง 5 ปีก่อน ตอนนั้น เบ้นกำลังอยู่มรสุมชีวิต หนักมาก ธุรกิจเละ สุขภาพพัง เข้า ICU ชีวิตไม่เหลือซากของความเชื่อมั่นในตัวเองเลย
.
สิ่งที่ทำให้เบ้นหายจากเรื่องนี้คือการ เลิกเล่น Social Media ไป 6 เดือน
หายไปเลย แบบลบเลย ไม่ดูไม่เล่น แล้วตอนนั้นชีวิตก็ค่อยๆกลับมามีความสุขขึ้น เพราะเลิกเปรียบเทียบ ไม่ FOMO อีกต่อไปแล้ว ตอนนั้นกระจ่างเลยทันที
.
มันเหมือนเรา Zoom Out เข้ามาแล้วก็เข้าใจว่าสิ่งที่ เราเห็นในนี้ทั้งหมด มันเป็นแค่ Highlight ของชีวิตเขา ไม่ใช่ทั้งชีวิตเขา
.
ถ้าใครกำลังรู้สึก Suffer กับการต้องมา เสีย Private Life ของตัวเอง เบ้นจะบอกว่า มันมีทางที่จะใช้ Social Media หลายวิธีเสมอ อยู่ที่เราเลือกจะใช้มัน
.
แต่ก็ต้องมีคนถามว่า แล้วจะหาเงินจาก Internet ได้ยังไง Partner เบ้นที่ทำธุรกิจด้วยกันอีกคน
.
ในขณะที่ใครๆก็บอกให้ทำ CEO branding แต่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรแบบนั้น ใช้ชีวิตเงียบๆของเขากับแฟนเขา แต่ก็หาเงินได้ 8 หลักต่อปี แบบสบายๆ โดยไม่เห็นหน้าเขาเลย 555555
.
เบ้นเคยกินข้าวกับ Sean D’ SOuza (นักเขียนระดับโลก คนเขียน Brain Audit) เขาบอกว่า เคยไปงานวันเกิด แล้ว แฟนของเจ้าของงานก็บอกว่า ขอถ่ายรูปหน่อยจะเอาไปอวยพรวันเกิดในเฟสบุ้ค
.
Sean ก็คิดในใจว่า “ก็คนตัวเป็นๆก็อยู่ตรงนี้ ก็พูดอวยพรเขาไปเลยสิ จะมาถ่ายรูปเพื่ออ้อมกลับไปอวยพรใน Social media ทำไม?! 555555”
.
Sean บอกว่า Social Media มันต้องทำให้คนได้ Connect กันมากขึ้นสิ ไม่ใช่ทำให้คนมาเจอกันตัวจริงเพื่อถ่ายรูปเพื่อกลับไปลงใน Social Media ใหม่อีกที
.
Sean ทิ้งท้ายเบ้นว่า Social Media ทำให้คนลืมไปแล้วว่า การเล่นสนุกจริงๆมันเล่นยังไง
.
เพราะบางครั้ง คนที่อยู่เงียบๆ อาจไม่ได้ต้องการหลบหนีโลกอะไรหรอก
แต่อาจแค่เข้าใจมันดีกว่าพวกเราทุกคน
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • 12 คำถามที่จะเปลี่ยนชีวิตเรา by Ryan Holiday

  • Focus is the new Oil

  • ชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไป – บทเรียนจากหนังสือชีวประวัติ ท๊อป จิรายุส


ความเห็น

ใส่ความเห็น