4 ปีที่ผ่านมา ผู้ชายคนหนึ่งเดินทางจาก “ไม่มีอะไรเลย”
สู่การได้สัมภาษณ์มหาเศรษฐีทั่วโลก ตั้งแต่ Will Smith, Shaq, Tom Brady, Reid Hoffman, จนถึง Mohamed Alabbar เจ้าของ Emaar Dubai
.
ผู้ชายคนนี้ใช้เวลา 4 ปี สัมภาษณ์ “มหาเศรษฐีทั่วโลก”
เปลี่ยนชีวิตตัวเองจาก 0 → $6M/ปี (180ล้านบาท)
.
ประเด็นคือเขาไม่ได้มีทุน ไม่ได้มีคอนเนกชัน
แต่มีไมค์ตัวหนึ่ง และ “ความอยากเข้าใจว่าคนรวยคิดยังไง”
.
ชื่อของเขาคือ Justin เด็กหนุ่ม จากช่อง School of Hard Knocks
มันคือ Masterclass ด้าน Mindset, Sales, และ Communication ของยุคนี้จริง ๆ และนี้คือบทเรียนที่เขาได้รับครับ #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
—————————
Part 1 : เขาหาเงินจากการสัมภาษณ์ยังไง?
Justin เรียกโมเดลของเขาว่า “Talk Your Way To Millions”
หรือพูดง่าย ๆ ว่า “คุยจนมีเงินล้าน” เพราะทุกครั้งที่เขา “พูด” กับใคร มันไม่ได้จบที่คอนเทนต์ แต่มันคือ ดีลธุรกิจจริงๆ
[1] สร้างแบรนด์ให้คนรวยอยากคุยด้วย
เขาเริ่มจากช่อง YouTube เล็ก แต่คอนเทนต์ชัดเจน มีพลังดึงดูด
คนระดับ Billionaire เริ่ม DM มาหาเอง เพื่ออยากมาออกรายการ
[2] เปลี่ยนบทสัมภาษณ์ → เป็นรายได้
หลังกล้อง เขาไม่ได้เก็บไมค์แล้วจบเลย แต่เริ่มถามต่อว่า
‘How can I scale your vision?’ ทำให้บทสนทนากลายเป็น consulting deal หรือ partnership (ซึ่งผู้ใหญ่เขาจะเอ็นดูเด็กๆอยากให้โอกาส)
[3] ใช้ทีม + AI เป็น Leverage
Justin มีทีม VA และระบบ AI คอยตัดต่อ สรุป และแจก content ออกไปทุกช่องทาง
ทำให้เวลา ของเขาถูกใช้ไปกับสิ่งเดียว “คุยกับคนที่ประสบความสำเร็จ”
[4] ทุกคลิปคือ Asset
เขาไม่ได้วัดความสำเร็จจากยอดวิว แต่ดูว่า “คลิปนี้พาเขาไปเจอใคร”
แต่ละคลิปเปิดประตูสู่เครือข่ายใหม่ Connection ใหม่ และ Revenue ใหม่ๆ
จากไมค์ตัวเดียวกับ Passion ของเขา
วันนี้มันกลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้กว่า $6 ล้านเหรียญต่อปี (ราว 180 ล้านบาท)
—————————————
และนี้คือ 15 บทเรียนที่เขาได้เรียนรู้จากการคุยกับ มหาเศรษฐีทั่วโลก
(เริ่มจากอันดับ 15 ไปถึงอันดับ 1)
[15] Advice from non-doers is insanity – Will Smith
อย่าฟังคำแนะนำจากคนที่ไม่เคยลงมือทำ
เลือกที่ปรึกษาที่มีผลลัพธ์จริง เพื่อหลีกเลี่ยงทางตัน
[14] Become magnetic; others chase – Robert Herjavec
สร้างแบรนด์ให้คนอยากรู้จัก
คุณค่าที่ชัดเจนจะดึงโอกาสมาเอง
[13] If you only save, you’ll stay average – Ashley Fox
เก็บเงินอย่างเดียวไม่รวย
ลงทุนเพื่อให้เงินทบต้นและเติบโต
[12] Stay lean to grow big – De’el Woods
อยู่ให้เล็กนานพอ แล้วจะใหญ่
ควบคุมค่าใช้จ่ายเพื่อสะสมพลังขยายธุรกิจ
[11] Play decades for edges – Reid Hoffman
เล่นเกมระยะยาวเพื่อชัยชนะ
คิดแบบทบต้น 10 ปี ไม่ใช่แค่ปีเดียว
[10] Be everywhere; market auto-pilots – Mohamed Alabbar
ให้แบรนด์อยู่ทุกที่
เมื่อฝังใจคน การขายเกิดขึ้นเอง
[9] Stay hungry, never content – Mike Repole
ยินดีกับชัยชนะ แต่ไม่หยุด
ผลักดันต่อเพื่อทิ้งคู่แข่งไว้ข้างหลัง
[8] Hire smarter to win bigger – John Morgan
จ้างคนเก่งกว่าเพื่อชัยชนะใหญ่
ล้อมตัวด้วยยอดฝีมือเพื่อโฟกัสจุดแข็ง
[7] Earn while you sleep – Joshua Crisp
ทำเงินให้ได้ขณะนอนหลับ
สร้าง passive income เพื่ออิสรภาพจากงานหนัก
[6] Change births fortunes – Jim Keyes
เปลี่ยนแปลงคือโอกาสทอง
กล้าเปลี่ยนก่อน คว้าโอกาสที่คนอื่นกลัว
[5] Shout your value from the rooftops – Todd Graves
ตะโกนคุณค่าให้โลกรู้
การตลาดทำให้คนเห็นว่าคุณมีอะไรดี
[4] Speed is success’s lover – Thomas Kehinde
ลงมือเร็วคือชัยชนะ
อย่าผัดวัน เพราะโอกาสไม่รอ
[3] Big stress, big wins, no rivals – Dean Graziosi
แก้ปัญหาใหญ่ คู่แข่งจะหายไป
สนามใหญ่มีที่ว่าง เพราะคนกลัวเรื่องยากเกินไป
[2] Trust wings, not branch – Billy Ray Taylor
เชื่อในตัวเอง ไม่พึ่งพิงภายนอก
ความสามารถคือปีกที่พาคุณบิน
[1] Live now with gratitude – Tony Stephens
Tony เปรียบเทียบชีวิตเหมือนริบบิ้นยาว 1-100 ปี โดยที่อายุ 57 เขาตระหนักว่าชีวิตเหลือน้อย
เขาเลยบอกให้เราใช้ชีวิตทุกวันอย่างเข้มข้นและเต็มไปด้วย Gratitude ใส่พลังเต็มที่ในทุกวัน เหมือนกับวันนี้เป็นวันสุดท้าย
——————————
ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)
สิ่งที่คนรวยส่วนใหญ่พูดออกมา มันไม่ใช่เรื่องของ เงิน
แต่มันคือเรื่องของ วิธีคิดและมุมมองกับทุกอย่างในชีวิตของเขา [Framework]
.
ทุกคนมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน
พวกเขา “ไม่รอให้พร้อม” ก่อนจะเริ่ม
เพราะรู้ว่าความพร้อม ไม่มีวันมาถึงจริง ๆ
.
พวกเขาไม่เชื่อในโชค
แต่เชื่อใน “แรงผลักจากข้างใน”
ไม่ใช่เพราะมีทุน แต่เพราะพวกเขา “ไม่รอให้ใครอนุญาต”
.
และนั่นคือสิ่งที่เปลี่ยนเด็กคนหนึ่ง
จากคนธรรมดาที่มีไมค์ตัวเดียว
ให้กลายเป็นเศรษฐี ที่เข้าใจวิธีคิดของคนมีเงิน
มากกว่าใครหลายๆคนอีก
.
เดี๋ยวจะมีคนอ่านบทความนี้เป็น 1000 คน อ่านแล้วก็จบไปดู Feed ต่อไป
และมีอีก100 คน ที่เริ่มคิด [Thinking] เราควรเริ่มทำ [Action] อะไรสักอย่างได้แล้ว
.
แต่จะมีแค่ “1 คน” [Actioner] ที่ลุกขึ้นมาลงมือทำจริง ๆ
.
และถ้าตอนนี้คุณเริ่ม “คิด” แล้ว ยินดีด้วยครับ
คุณคือ 10% แรก ที่เริ่มคิดแล้ว [Thinker]
.
Thinking – Action = Fantasy
Thinking + Action = Transformation
.
ความต่างระหว่าง Thinker กับ Actioner
คือคนหนึ่ง จบลงในจินตนาการ
แต่อีกคน เปลี่ยนชีวิตจริง ๆ และ Justin คือคนนั้น
.
ตอนนี้เหลือแค่คำถามเดียวเท่านั้น หลังจบบทความนี้
เราจะปล่อยให้ “1 คนนั้นที่ลงมือทำ” เป็นใคร?
.
ให้เป็นคนอื่น หรือ เป็นตัวเราเอง
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ






ใส่ความเห็น