เราจะมีความมั่นใจในตัวเองได้ยังไง แบบไม่ให้สมองของเรามี อีโก้(Ego)

เราจะมีความมั่นใจในตัวเองได้ยังไง แบบไม่ให้สมองของเรามี อีโก้(Ego)

เราจะมั่นใจในตัวเองได้ยังไง แบบไม่ให้เรามี Ego
(ในมุมของสมอง)
.
คำแนะนำคลาสสิคที่เราเคยได้ยินกันเสมอมาคือ “จงเชื่อมั่นในตัวเอง”
.
แต่บางทีความมั่นใจมันก็มาหลอกตัวเองในรูปแบบของอีโก้
และการที่เรามีอีโก้ = เราก็ไม่มั่นใจในตัวเองเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือหลงตัวเอง (แบบผิดๆ)
.
ประเด็นคือแต่ถ้าเราไม่มั่นใจในตัวเองเราก็ทำอะไรไม่ได้เลย
แต่ก็ไม่อยากอีโก้เยอะจนหลงตัวเอง
.
เดี๋ยวเบ้นกับพวกเราทุกคน เรามาแก้ปัญหานี้ไปด้วยกันผ่าน [6] ข้อนี้
“วิธีมั่นใจแบบไม่มีอีโก้” #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
———————————
[1] Ego ที่จะกลัวดูโง่
.
Mark Manson (คนเขียน Everything Is F*cked)
เขาเคยโดน Editor ด่าว่า
“Every time you try to show how smart you are, your writing immediately gets worse.”
.
ทุกครั้งที่คุณพยายามแสดงให้คนอื่นเห็นว่าคุณฉลาด งานเขียนของคุณมันจะห่วยแตกขึ้นทันที !
.
Mark บอกว่าคำนี้แม่งเปลี่ยนเขาไปเลยไม่ใช่แค่การเขียนแค่มันคือ อีโก้ควาเปราะบางในใจเขา “อีโก้ที่กลัวจะดูโง่”

และปัญหานี้คือปัญหาที่หลายๆกำลังเจออยู่คือ “ไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าเราไม่ได้เรื่อง จนมันกลายเป็นอีโก้”

————————————-
[2] ความมั่นใจที่มากเกินไป = Ego ในร่างฮอร์โมน

ในทางสมอง เวลาเรา “มั่นใจเกินจริง”
ระบบ dopamine จะทำงานแรงขึ้น
.
dopamine คือสารเคมีแห่ง “แรงผลักดัน”
มันทำให้คุณรู้สึกอยากชนะ อยากสำเร็จ อยากพิสูจน์ตัวเอง
ซึ่งดีมากๆโดยเฉพาะในตอนเริ่มต้นจะทำอะไรสักอย่าง
.
แต่เมื่อไม่มี “เบรก” จากสมองส่วน prefrontal cortex
มันจะพาเราเข้าสู่โหมด “หลงทางแบบมั่นใจ”
.
นั่นคือช่วงที่ “อีโก้” เข้ามาแทนที่ “สติ”
.
เราจะเริ่มพูดมากกว่าฟัง
เริ่มเชื่อว่าเราเก่งกว่าคนอื่น
และเริ่มทำทุกอย่างเพื่อ “รักษาภาพลักษณ์” มากกว่าพัฒนาจริง ๆ

——————————–
[3] Kanye vs. Anvil
.
ในวิดีโอของ Mark ชื่อ When Too Much Confidence Backfires
เขาหยิบเรื่องของ Kanye West มาเล่า
.
Kanye คือคนที่เชื่อในตัวเองแบบสุดโต่งสุดๆ
เขาโดนค่ายเพลงปฏิเสธซ้ำ ๆ แต่ยังพูดว่า
.
“I’m the biggest rapper in the world.”
.
เขาอัดเพลง Through the Wire ทั้งที่ขากรรไกรยังถูกดามด้วยเหล็ก
นั่นคือพลังของ “self-belief ที่เปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นพลัง”
.
แต่ Mark ก็พูดต่อว่า
ความมั่นใจแบบเดียวกันนี่แหละ
ที่ทำให้ Kanye “เริ่มหลงในเสียงตัวเอง”
.
เมื่อเสียงในหัวดังเกินไป เสียงจากโลกภายนอกจะค่อยๆเบาลง
.
ในอีกฝั่งหนึ่ง Mark ยกตัวอย่างวงร็อกชื่อ Anvil
พวกเขามั่นใจสุด ๆ ว่าจะดังระดับโลก แต่สุดท้าย…ก็หายไปจากวงการ
.
ทั้ง Kanye และ Anvil ก็มี self-belief(ความเชื่อมั่นในตัวเอง)เท่ากัน
ต่างกันที่ [ผลลัพธ์]
.
สิ่งนี้ว่า Survivorship Bias
เรามักเห็นแต่คนที่รอด แล้วคิดว่า “ความมั่นใจ” คือเหตุผลที่พวกเขาประสบความสำเร็จ
.
แต่ลืมไปว่าวิวที่เราเห็นมีแค่ คนเดียว แต่ภายใต้ความเชื่อนี้มี ศพอีกนับพันที่กองอยู่ข้างล่าง คำว่า อีโก้

——————————-
[4] ทำไมบางคนมั่นใจเกินจริง แต่บางคนกลับไม่มั่นใจทั้งที่เก่งมาก
.
Mark Mansion อธิบายด้วยทฤษฎี Dunning–Kruger Effect
คนที่รู้น้อย มักมั่นใจมาก เพราะ “ไม่รู้มากพอที่จะรู้ว่าตัวเองไม่รู้”
.
ในขณะที่ “คนเก่งจริงๆ”
กลับมีสิ่งที่เรียกว่า Imposter Syndrome
คือรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ดีพอ ทั้งที่เก่งกว่าคนส่วนใหญ่ไปไกลแล้ว
.
มันเลยกลายเป็นความย้อนแย้งของมนุษย์
.
“ยิ่งรู้น้อย ยิ่งมั่นใจเต็มร้อย
ยิ่งรู้มาก ยิ่งสงสัยในตัวเอง”
งงไหม 555555
.
“If you ever doubt yourself or feel like a fraud – good.
It’s a sign you’re probably smarter than you think.”
.
ถ้าคุณเคยสงสัยในตัวเอง หรือรู้สึกเหมือนเป็นคนหลอกคนอื่น(เพราะไม่ได้เก่งขนาดนั้น) ดีแล้วล่ะ
เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณฉลาดกว่าที่คิด”

—————————-
[5] Self-Respect ≠ Self-Obsession

การให้เกียรติตัวเอง ไม่ใช่การบอกว่า “ฉันเก่งที่สุด”
แต่มันคือการบอกว่า “ฉันยังไม่สมบูรณ์ และฉันโอเคกับมัน”
.
เพราะความมั่นใจจริง ๆ ไม่ต้องการเสียงปรบมือ
มันต้องการ “ความจริงที่อาจจะโหดร้ายบ้าง”
.
ในมุมของสมอง
ความมั่นใจที่ดีจะเกิดจาก “Dopamine ที่ถูกบาลานซ์ด้วย Serotonin”
.
Dopamine ให้พลัง
Serotonin ให้สติและความนิ่ง
.
ถ้ามีแต่ dopamine คุณจะกลายเป็น Kanye
แต่ถ้ามีแต่ serotonin คุณจะกลายเป็น Anvil
เพราะนิ่งเกินจนไม่กล้าทำอะไร
.
ความฉลาดจึงไม่ใช่การเร่งให้ไวเสมอไป
แต่มันคือ “การรู้ว่าเมื่อไหร่ควรหยุด”

————————-
[6] ความมั่นใจที่แท้จริง คือการยอมรับความไม่มั่นคง

Kanye Vest ใช้ self-belief สร้างอาณาจักร
แต่ Oprah Winfrey ใช้ “ความสงสัยในตัวเอง” สร้างอาณาจักรที่ใหญ่กว่า

“ความมั่นใจแบบมีสติ” จะต้องมี 5 อย่างนี้เสมอ

1.Humility -เปิดใจรับ feedback จากคนอื่นจริงๆ
2.Reality Check – กล้ายอมรับข้อผิดพลาด และยอมรับความจริง
3.Defensive Pessimism – คาดการณ์และป้องกันตัวเองในแง่ลบไว้ก่อน
4.Competence – มั่นใจเพราะฝึกฝน ไม่ใช่คิดเอาเอง
5.Critical Thinking – กล้าตั้งคำถามแรงๆกับตัวเอง

ทั้งหมดนี้คือโครงสร้างของ “ความมั่นใจที่ไม่มีอีโก้”

——————-

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
.
หลังจากเขียนบทนี้จบ พอย้อนมองตัวเองแล้วรู้เลยว่า
Ego มันไม่ได้เกิดจากความมั่นใจเกินไป
แต่มันเกิดจาก “ความกลัวที่เราปิดไว้ด้วยความมั่นใจ”
.
สมัยเบ้นอายุน้อย แล้วประสบความสำเร็จไว
(แบบที่หลงตัวเองไปเองว่าสำเร็จแล้ว 55555)
ตอนนั้น Ego สูงมาก คิดว่าตัวเองเก่งสุดในห้อง คิดว่าคุมทุกอย่างได้
.
จนวันหนึ่งชีวิตตบหน้า ธุรกิจพัง เงินหาย เพื่อนหาย
แล้วความมั่นใจทั้งหมดก็พังลงพร้อมกัน
.
ตอนนั้นเหมือนอยู่กลาง Dunning–Kruger Effect ฉบับชีวิตจริง
จากคนที่คิดว่ารู้ทุกอย่าง
กลายเป็นคนที่พึ่งรู้ว่า “เรานี่แหละ ไม่รู้อะไรเลย”
.
และเมื่อ ego พัง สิ่งที่เหลืออยู่คือ “ความกลัว”
.
กลัวว่าคนจะเห็นว่าเราไม่เก่งจริง
กลัวเริ่มใหม่แล้วจะล้มอีก จนถึงขั้น “ไม่กล้าทำอะไรอีกเลย”
เพราะรู้สึกว่า “เรามันก็ไม่ได้ดีพอหรอก”
.
Imposter Syndrome เต็มรูปแบบ
จากคนที่เคยพูดเสียงดัง > กลายเป็นคนที่เงียบเพราะไม่กล้ามองตัวเอง
.
แต่ช่วงเวลานึงที่กำลังไม่มั่นใจตัวเองอยู่ เราเริ่มมองเห็นบางอย่าง
มันไม่ใช่แค่ความมั่นใจที่หายไป แต่มันคือ “อีโก้ที่กำลังถูกเอาออกไปด้วย”
.
พอเราไม่ต้องแสดงว่าเก่งอีกต่อไป
เรากลับเริ่ม “เข้าใจตัวเอง” มากขึ้นทุกวัน
.
จากที่เคยกลัวความไม่มั่นใจ
กลายเป็นยอมรับมัน เหมือนเพื่อนเก่าที่เราเคยหนี
.
และตรงนั้นเองคือจุดที่เข้าใจว่า
ความมั่นใจที่แท้จริง ไม่ได้เริ่มจากความรู้สึกเหนือกว่าใคร
แต่มันเริ่มจาก “การยอมรับว่าเรายังมีสิ่งที่ไม่รู้”
.
Ego ทำให้เราอยากชนะ
แต่ Growth ทำให้เรายอมแพ้บางอย่างได้อย่างสง่างาม
.
และทุกครั้งที่เรายอมรับ “จุดอ่อน” ของตัวเอง
เรากำลังสร้าง “ความมั่นใจ” ที่แข็งแรงกว่า Ego เสมอ
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้มันจะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ถ้าใครรู้สึกว่าชีวิตกำลังเครียดเกินควบคุม ถึงเวลาแล้วที่เราต้องคำถามกับชีวิตใหม่

  • วิธีแก้ปัญหาเรื่องสมาธิสั้นแบบถาวร ใช้แบบฝึกหัดนี้เพื่อกระตุ้นระบบประสาท

  • ทำไมเราถึงไม่ควรเรียน MBA วิธีทำธุรกิจ ถ้าเราอยากเริ่มทำธุรกิจเล็กๆ ให้ได้ในยุคนี้


ความเห็น

ใส่ความเห็น