เข้าใจวิธีสร้าง รายได้ 17 ช่องทาง รู้จัก 5 ระดับของรายได้ที่เข้ามา

เข้าใจวิธีสร้าง รายได้ 17 ช่องทาง รู้จัก 5 ระดับของรายได้ที่เข้ามา

แบ่งปัน 17 ช่องทางทำรายได้ ที่ทุกคนทำตามได้ (ฉบับโลกอนาคต)
.
Codie Sanchez (อดีตนักข่าวสาวที่กลายมาเป็นนักลงทุนและเจ้าของกิจการกว่า 30 บริษัท) พูดประโยคหนึ่งไว้ว่า
.
“If you only have one income stream, you’re one step away from broke.”
.
ถ้าคุณมีแค่รายได้ทางเดียว… คุณอยู่ห่างจากความจนแค่ ‘ก้าวเดียว’
และนั่นคือสิ่งที่เธอพิสูจน์ด้วยการสร้าง 17 แหล่งรายได้
.
และเบ้นคิดว่า อยากเอาประเด็นนี้มาต่อยอด อยากทำแบบ Blueprint ให้จบในบทความนี้เลย เอาแบบ #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
.
เบ้นตั้งใจทำให้บทความนี้เป็นคู่มือสำหรับปี 2026 ให้พวกเรา Shift ตัวเองได้เลย เพราะ Frame เก่าๆ เกี่ยวกับการหาเงินการทำงานมันพังไปตั้งนานแล้ว แต่คนก็ยังเอาวิธีคิดเก่าๆออกมาใช้อยู่
———————————–
[1] ต่อไปนี้ทุกคนต้องมองตัวเองเป็น One Person Business
.
สิ่งนึงที่คนยังสับสนอยู่คือ การ Label(แปะป้าย) ตัวเราเอง
เลิกมองตัวเองเป็นตำแหน่งงาน ได้แล้ว
.
ฉันเป็นเจ้าของกิจการ = ฉันไม่ทำงานประจำ ฉันไม่รับงานกินเงินเดือน
ฉันเป็นพนักงงานออฟิศ = ฉันไม่ทำธุรกิจ
ฉันเป็น Freelance = ฉันไม่จ้างลูกน้อง
.
วิธีการคิดแบบนี้มันใช้ได้ในยุคที่แล้วเพราะมันจะทำให้คน Identity ตัวเองได้ง่ายๆ ว่าเราเป็นใคร ทำออฟฟิศนะ เจ้าของนะ ฟรีแลนซ์นะเห้ย
.
ทีนี้ทุกคนลองเปลี่ยนความคิดใหม่ตามเบ้นมาก่อน (แบบยังไม่ต้องตั้งคำถาม)
.
ฉันเป็น “One Person Business” (ต่อไปนี้จะเรียกว่า OPB)
.
One Person Business = ฉันเอาตัวเองเปลี่ยนเป็นธุรกิจ
.
ถ้าคุณเป็นพนักงานบัญชี ธุรกิจของคุณคือ “รับจ้างตรวจสอบบัญชี”
.
ถ้าคุณเป็นนักออกแบบ ธุรกิจของคุณคือ “ให้บริการ Branding”
.
แปลว่า OPB = Service Business (ธุรกิจให้บริการ) แต่เราทำสัญญากับบริษัท
.
ถ้าเราเปลี่ยน Label ละว่าเรามา Service ให้บริษัทที่เราทำอยู่ ซึ่งเป็น 1 ใน Income stream ของเรา
.
แต่ๆๆ ธุรกิจก็ต้องมีรายได้หลาย Product
.
เราก็สามารถนำมาคิดต่อยอดได้ว่า Product (ตัวเรา) หาเงินแบบไหนได้อีก
หรือการที่เราย้ายงาน ก็เหมือนกับการที่เรา เอา Service ของเราไปใช้บริการให้บริษัทต่อไป (ที่เงินเดือนดีขึ้น)
.
ทุกการย้ายงาน = การขยายตลาด
ทุก Skill ที่เรียน = การเพิ่ม Product Line
ทุก Connection = ช่องทาง Distribution ใหม่
.
พอเรามองตัวเองเป็นธุรกิจเราจะ Maximize ว่าธุรกิจเราจะโตไปทิศทางไหน
.
ซึ่งโลกมันก็ Shift ให้คนไปทางนี้อยู่แล้ว ทั้ง AI ทั้ง Nano-entrepreneur
.
คนที่ใช้ Label แบบเก่าๆ ว่า เป็นพนักงานบริษัท หรือ เจ้าของก็จะ งงมากๆ คิดว่าชีวิตเป็นเส้นตรงเท่านั้น
.
Key หลักสำคัญของ Part นี้คือ “เราต้องเริ่มจากการมองตัวเองว่าเป็น OPB “
เพื่อ Shift Value ในการมองตัวเองก่อน
.
ความรับผิดชอบในธุรกิจเป็นของเรา (ไม่ใช่ของบริษัท หรือของสังคม และรัฐบาล 55555 )
————————————
[2] 5 Levels of Income เส้นทางจากเวลา → ระบบ → ทรัพย์สิน
.
พอเรามองตัวเองเป็น OPB แล้ว
รายได้ก็ไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่ “เงินเดือน” แต่มันควรขยายเป็น 5 ระดับนี้

///////////////////////
[ Level 1 ] Time for Money

คือช่วงที่เรายังใช้ “แรง” เป็นหลัก แต่ก็เป็นสนามฝึก Discipline
.
ช่องทางที่อยู่ใน Level นี้ : การทำงานออฟฟิศ, รับรีวิวสินค้า ,รับจ้างทำงานต่างๆ Freelance ,Affiliate จัดอยู่ในกลุ่มนี้
.
ใน Level นี้เราต้อง Focus ไปที่ ฝึกสื่อสาร สร้าง Trust และเริ่มเข้าใจ “กลไกของ Attention → Money”
(ทำยังไงให้คนเข้าใจว่าเราเก่งยังไง)
——————————————–
[ Level 2 ] Service Business – ใช้ Skill หาเงินโดยตรง

แต่เริ่มขยายจากตัวเราได้ พอเราเริ่มมาอยู่ Level นี้เราก็จะเริ่ม เอา Knowledge ที่เราได้จาก Level 1 ไป Turn เป็นรายได้เป็น Based

ช่องทางที่อยู่ใน Level นี้ : Consulting , Home Service Companies

ใน Level นี้เราต้อง Focus : เรียนรู้การแก้ปัญหาให้คนอื่นอย่างมีระบบ
นี่คือจุดเริ่มของ “Value-based Income”

————————-
[ Level 3 ] Productized Service

เปลี่ยนความรู้ให้ขายซ้ำได้
.
ช่องทาง: Courses / Membership / Community / Digital Product
.
จาก Level 2 สอน 1 คน ก็เริ่มไปสอนทีละ 10 คน
สร้าง “ระบบความรู้” ที่ทำงานแทนเราได้ โดยไม่ต้องอยู่หน้างานตลอดเวลา
.
(ในช่วงนี้เราก็ต้องค่อยๆทำความเข้าใจ ตลาดและลูกค้าของเราก่อน

———————
[ Level 4 ] Selling Products
พอมาถึง Phase นี้เราจะเริ่มเข้าใจแล้ว สินค้าของเราคืออะไร ลูกค้าชอบแบบไหน ตอนนี้เราต้อง สร้างสินค้าที่ขายได้แม้ตอนคุณหลับ

เช่น
Physical Product – ทำของออกมาขาย
SaaS – สร้างเครื่องมือซอฟต์แวร์ที่คนจ่ายรายเดือน
Airbnb – ซื้อ ปล่อยเช่า หรือ Co-host
Multifamily – ซื้ออาคารหลายยูนิต ปล่อยเช่าเก็บเงิน

Focus: ใช้ทุน + ระบบ แทนแรง
นี่คือจุดที่ธุรกิจเริ่ม “ทบต้น” และรายได้เริ่มไหลแบบอัตโนมัติ

———————–
[ Level 5 ] Building or Buying Assets
.
สร้างทรัพย์สินที่ “เงินทำงานแทนเรา” ใน Phase นี้เราก็จะใช้เงินทำงานอย่างเดียวไม่ใช้แรงแล้ว (
.
– Stock & Bond Dividends – ปันผลจากหุ้นและพันธบัตร
– Franchise Royalties – ให้คนอื่นใช้ระบบคุณ แล้วจ่าย % รายได้
– Licensing & Book Royalties – สร้าง 1 ครั้ง ขายได้ตลอดชีวิต
– Venture Fund & Angel Investing – ลงทุนในคนอื่น
.
Focus: รายได้จากทรัพย์สิน ไม่ใช่แรง
สร้าง Legacy Income ที่อยู่ต่อได้แม้เราไม่อยู่ตรงนั้น
ซึ่งอาจจะเป็น Assets ที่เรามีความเข้าใจจาก Level 1 ก็ได้ หรือจะ Shift ไปทำอสังหาเลยก็ได้
——————–
[3] The Frame of One Person Business
ลองสังเกตดี ๆ ทุก Level ที่สูงขึ้น ไม่ได้แปลว่า “ยากขึ้น”
แต่มันแปลว่า “ใช้เวลาน้อยลง แต่ต้องคิดมากขึ้น”
.
Level 1 = ใช้แรง
Level 2 = ใช้ Skill
Level 3 = ใช้ System
Level 4 = ใช้ Structure
Level 5 = ใช้ Strategy
.
จาก ใช้แรง → ใช้สมอง → ใช้ระบบ → ใช้เงิน
มันคือเส้นทางเดียวกัน เพียงแค่คนละเฟสของชีวิต
.
จุดเริ่มต้นมันมาจากการมองตัวเองเป็น OPB ก่อน แล้วถึง Shift ได้
การที่เราใช้ Mindset ว่า ทำงานประจำ แบ่งเงินมาลงทุน หรือ ทำธุรกิจ และลงทุน
.
แบบนี้ทำให้ กรอบมันแคบมากๆ ทั้งทีๆเรา อยู่ในยุคทอง Digital Gold rush
.
ถ้าคุณเป็นพนักงานบัญชี = ธุรกิจของคุณคือ Service Business
ถ้าคุณเป็นครูสอนพิเศษ = คุณคือ Education Business
ถ้าคุณเป็นนักเขียน = คุณคือ Media Business
ถ้าคุณเป็นแม่ค้า = คุณคือ Retail Business
.
ทุก Domain Skillset ของเรามัน Turn เป็น Income ได้หมดเลย
.
Codie Sanchez เขาชอบทำ Boring Business คือ ซื้อธุรกิจ Local มาทำกำไร จริงๆเขาก็ได้รายได้จากธุรกิจนี้แล้ว แต่เขาก็เอา Solution มาขายให้คนอื่นต่อ ก็เป็นรายได้อีกช่องทาง นี้คือวิธีคิดแบบอนาคต
.
Alex Homozi บอกใน $100M Money Model ว่า “กระเป๋าลูกค้ามีหลายใบ” และ กระเป๋ารายได้เราก็มีหลายใบเช่นกัน แค่ต้อง Frame ให้ถูกทาง
———————-

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
ถ้ามีคนมาถามว่าเบ้นเป็น Entrepreneur ไหมก็ตอบว่าใช่ เพราะมีธุรกิจ มีพนักงาน
.
แต่ถ้าคนถามว่าเป็น Freelance หรือ เป็นพนักงานออฟิศ ไหมก็ใช่อีก เพราะมีรับงาน กินเงินเดือน
.
หรือถ้าถามว่ามี ของขาย ตอนนอน ไหม ก็ใช่อีกเพราะมี E-commerce
.
หรือถ้าถามว่าเป็น Investor ไหม ก็ใช่เพราะมีอสังหา มี Boring business (ร้านเครื่องซักผ้า) มีกองทุน , เป็น Venture Fund อยู่ 3 ธุรกิจ
.
แต่ทุกอันที่เบ้นทำสอดคล้องไปทางเดียวกัน คือเป็น One Person Business
.
ลองคิดดูถ้าเรา Frame Label ตัวเองให้เป็นแบบ เออฉันเป็น อันนี้อันเดียวนะ
เราจะเจอจุดบอดขนาดไหน
.
คนส่วนใหญ่ติดอยู่ที่ Level 1 เพราะกลัวความไม่มั่นคง
แต่ความมั่นคงจริง ๆ คือ “การไม่ต้องพึ่งรายได้เดียว”
.
Codie บอกว่า
“I used my active income to fund my passive income.”
เธอใช้รายได้จากแรง ไปซื้อเวลาคืนจากระบบ
.
และนั่นคือ Game ของยุคนี้
ใครเข้าใจเกมนี้เร็ว… คนนั้นจะชนะในโลกที่คนยังคิดแบบเดิม
.
วิธีคิดแบบนี้มัน หาในแนวคิดสมัยเก่าค่อนข้างยาก เพราะมัน Leverage ไม่ได้เท่ายุคนี้ (ยุค AI + Internet + Social Media)
.
เราไม่จำเป็นต้องรวยเร็ว แต่เป็นตัวเองของตัวเอง ที่เก่งขึ้นทุกปี (Be better)
.
ยังไม่ต้องลาออกจากงาน
ยังไม่ต้องเปิดบริษัท
แค่ต้อง “ออกจากกรอบความคิดแบบลูกจ้าง”
.
แต่ถ้าวันนี้เราเริ่มมองตัวเองเป็น One Person Business
ทุกสิ่งที่เราทำจะกลายเป็น Product
ทุกคนที่เรารู้จักจะกลายเป็น Market
ทุกประสบการณ์ในชีวิตจะกลายเป็น Capital
.
ใครที่เข้าใจบทความนี้ แล้วเริ่มลงมือทำ
อีก 3 ปีข้างหน้า จะไม่ต้องทำงานเพื่อเงิน [Level 1]
.
อีก 3 ปีข้างหน้า
คนที่ไม่เปลี่ยนอะไรเลย
จะยังทำงานแลกเงินแบบเดิม
แต่คนที่เริ่มวันนี้ จะเข้าใจคำว่า “อิสรภาพ” แบบไม่ต้องโพสต์โชว์
.
อย่ารอให้โลกมาบังคับให้คุณเปลี่ยน จง “เปลี่ยนก่อนจะถูกเปลี่ยน”
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • วิธีหลอกสมองของเราให้หลับง่าย ตามหลักกลไกของ คลื่นสมอง + ระบบประสาท

  • ทำไมยิ่งเราจัดการเวลา เราจะยิ่งไม่มีเวลา(ปรัชญาการจัดการเวลาโดยนักวิจัยด้านเวลา)

  • วิธีพัฒนาชีวิตให้เก่งขึ้นไวเหมือน AI รู้จักวิธีคิด Stepwise Reasoning


ความเห็น

ใส่ความเห็น