เป็นคนไม่ชอบ “เรียนรู้” จะแก้ยังไงดี ความลับของคนที่ชอบพัฒนาตัวเอง

เป็นคนไม่ชอบ “เรียนรู้” จะแก้ยังไงดี ความลับของคนที่ชอบพัฒนาตัวเอง

ถ้าอยากเป็นคนแบบชอบการเรียนรู้ (แบบไม่ฝืนตัวเอง) จะเป็นได้ไหม?
ศิลปะแห่งการเรียนรู้โดยไม่เจ็บปวด
.
จริงๆปัญหา Classic นึงที่ เวลาเราเห็นคนอื่นดูแบบ เออขยันเนอะ ขยันกันไปไหนนะ เรื่องนี้ เป็นปัญหาโลกแตก ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางทำแบบนั้นได้เลย
.
คือแบบ เห็นคนอ่านหนังสือวันละ 3 ชั่วโมง ฟังพอดแคสต์ทุกเช้า
หรือเรียนคอร์สจบสัปดาห์ละ 2 อัน
เราก็คิดในใจว่า “ฉันไม่มีทางเป็นแบบนั้นได้แน่ ๆ”
.
แต่ความจริงคือ แต่ความจริงคือ…
“ทุกคนเป็นคนชอบเรียนรู้ได้หมดเลย”
แค่ตอนนี้เราอาจ “เรียนรู้แบบทรมาน” อยู่เท่านั้นเอง
.
เชื่อไหม? ไม่เชื่อลองอ่านต่อ
.
เดี๋ยวเบ้นจะ แกะ Framework จากพวกเหล่านักพัฒนาตัวเอง ที่พวกนี้มันดูขยันกันเป็นวัว พวกกินหนังสือ พวกนอนน้อยแต่นอนนะแบบนี้555555
.
เรามาเปลี่ยนแปลงตัวเอง ภายใน [4] ข้อนี้กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปัํป
—————————-
[1] จากความสุข สู่ ความเจ็บปวด เวลาเห็นฝนตก
.
Sean D’Souza เล่าเรื่อง ภรรยา Renuka (คนในภาพ) ให้ฟังว่า
Renuka เขาเป็นที่ชอบเสียงฝนตกมากๆเลย
.
แต่เหตุการณ์ในปี 2023 ทำให้เธอเกลียดฝนตกไปตลอด
.
ปีนั้น ฝนตกต่อเนื่องเจ็ดเดือน จนวันหนึ่งน้ำท่วมเข้าบ้าน
ในตอนแรกพวกเขายังหัวเราะ ถ่ายรูป ถ่ายคลิป
แต่พอระดับน้ำขึ้นถึงบันไดบ้าน เสียงหัวเราะก็เงียบลง..
.
นั่นคือวันที่ “สมองของ Renuka”
สร้าง “แผนที่แห่งความเจ็บปวด (Pain Map)” ขึ้นมา
เธอเกลียดฝนตกไปแล้ว
.
การเรียนรู้ก็เหมือนฝน
ตอนเราเริ่มเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เราก็ตื่นเต้น เหมือนเห็นหิมะครั้งแรก
.
แต่พอเจอ “พายุแรก” ความยากแรก ความผิดพลาดแรก
ความตื่นเต้นหายไป เหลือแต่ “กลัว”
.
หลายคนไม่ได้กลัวการเรียนรู้
แต่กลัว “พายุของความไม่เข้าใจ” ที่วนซ้ำในหัว
.
Learning = Pain
การเรียนรู้คือความเจ็บปวด
.
และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมคนจำนวนมาก
ถึงอยากเก่งขึ้นแต่ไม่อยากเรียนอะไรใหม่อีกเลย
————————————-
[2] จาก “ความโดดเดี่ยว” สู่ “พื้นที่ปลอดภัยของการเรียนรู้”
.
ตอน Sean ไปเวิร์กชอปสีน้ำที่สเปน
ทุกคนในห้องดูเหมือนรู้หมดว่าจะทำยังไง
มีขาตั้ง มีพู่กัน มีเทคนิค
ส่วนเขายืนงง ๆ เหมือน “เด็กหลงในห้องผู้ใหญ่”
.
เขาบอกว่า “ตอนนั้นรู้สึกเหมือนเป็นคนเดียวที่โง่ทั้งห้อง”
และความรู้สึกนี้แหละ คือต้นตอของ Pain Map
.
เพราะการเรียนรู้ส่วนใหญ่ทำให้เรารู้สึก “โดดเดี่ยว”
เรียนอยู่ในห้องที่มีคน แต่ไม่มีใครคุยกัน
ส่งงานคนเดียว ถูกตัดสินคนเดียว ไม่มีใครให้พลาดด้วยกัน
.
Sean เลยเปลี่ยนระบบใหม่ เขาเรียกว่า
Safe Learning Silo กลุ่มเล็กที่ปลอดภัยและไม่ตัดสิน
.
ในคลาสของเขา เขาเริ่มจาก “ทำให้รู้จักกันก่อนเรียน”
บางคลาสให้ไปกินข้าวด้วยกันก่อนหนึ่งคืน
บางคลาสออนไลน์ให้ทำ “ภารกิจง่ายมาก” ทั้งอาทิตย์แรก

เป้าหมายไม่ใช่ให้เก่ง
แต่ให้รู้ว่า “เราไม่ได้เรียนคนเดียว”
.
เพราะทันทีที่สมองรู้สึกปลอดภัย
มันจะเปิดรับสิ่งใหม่ได้เอง โดยไม่ต้องฝืนเลย
————————
[3] จาก “การเร่งรีบ” สู่ “ศิลปะแห่งการรื้อ”
.
วันหนึ่ง Sean เจอผู้หญิงคนหนึ่งที่บอกว่า
“ฉันกำลังเขียนนิยายอยู่ค่ะ”
.
เขาถามกลับว่า “แล้วมีตัวร้ายไหม?”
เธอตอบ “ตัวร้ายคืออะไร?”
.
แทนที่เขาจะบอกให้เธอกลับไปเขียนต่อ
เขากลับบอกให้ “หยุดก่อน แล้วไปอ่านอีก 20 เล่ม”
.
ปัญหาจริงๆของการเรียนคือ เราชอบเร่งเรียนให้จบ
Sean เลยบอกให้ไปอ่านนิยายเล่มอื่นๆดูบ้าง เพื่อจะได้เห็น Map
.
ดูว่าตัวร้ายเข้ามาตอนไหน
ทำให้เกิดอะไรขึ้น และพระเอกผ่านมันยังไง
.
นี่คือสิ่งที่เขาเรียกว่า
The Power of Deconstruction (พลังของการรื้อก่อนสร้าง)
.
ในคลาส storytelling ของเขา
นักเรียนไม่ได้เริ่มจาก “เขียน”
แต่เริ่มจาก “ดูหนัง ฟังเรื่อง หรืออ่านตัวอย่างจริง”
แล้วจับ Pattern ของ “Ups & Downs”
.
เพราะตอนเราเริ่มทำสิ่งใหม่ สมองยังไม่มีแผนที่
การลงมือเร็วเกินไปคือการสร้าง Pain Map ซ้ำซ้อน
แต่ถ้าเริ่มจากการรื้อ มันคือการให้สมองเห็นภาพก่อนเดิน
.
เราจะเริ่มรู้สึกว่า “เรียนรู้ได้แบบไม่ต้องฝืน”
——————————–
[4] เรียนแบบเข้าใจสมองตัวเอง
.
Sean บอกว่า สมองเรามีพื้นที่รับข้อมูลจำกัด
และถ้าเราไม่ได้นอนพอ ข้อมูลใหม่จะไม่ถูกย้ายจาก short-term ไป long-term memory
.
แปลว่า…ต่อให้เรียนเยอะแค่ไหน ถ้าไม่พัก สมองก็ “ลืม” อยู่ดี
.
แต่สิ่งที่อันตรายกว่าคือ
พอเราลืม เรากลับ “โทษตัวเองว่าไม่เก่ง”
.
Sean เลยสร้างหลักการชื่อว่า
The Pacing Principle ศิลปะของจังหวะการเรียนรู้
.
เขาออกแบบให้เรียนแบบ “ซ้อนชั้น” แทนที่จะ “เร่งผ่าน”
เช่น
Week 1: เรียน A1
Week 2: ทบทวน A1 แล้วเพิ่ม A2
Week 3: รวม A1+A2 แล้วค่อยต่อ B1
.
เพราะการเรียนรู้ที่แท้จริง
ไม่ใช่การ “เรียนให้จบเร็ว” แต่คือการ “เรียนให้ฝังลึกในตัวเรา”
————————————

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
เบ้นคุยกับแอดทอยใน Podcast (แปะลิ้งใต้ภาพ แนะนำให้ทุกคนดูเลยค้าบ)
.
หลายคนอาจจะคิดว่า แอดทอย ขยันมากๆฝืนตัวเองมา เรียน พัฒนาตัวเองผ่านความเจ็บปวด แต่สิ่งที่เจอจริงๆคือ สำหรับแอดทอย
.
การดูหนัง = อ่านหนังสือ
2 อย่างนี้ให้ความสนุกเท่ากันเลย
ถ้าวันไหนเขาไม่ได้อ่านหนังสือ หรือเรียน เขาจะเซ็งมากเหมือนอดเล่นเกมเลย 5555555
.
สมองของเขาถูกฝึกมาให้สนุกกับการเรียนไปแล้ว แต่ปัญหาคือทำไม สำหรับพวกเรา การอ่านหนังสือ หรือการพัฒนาตัวเองมันถึงยาก
.
เพราะเรามี Pain ในวัยเด็กเกี่ยวกับการเรียนรู้ ตอนเด็กๆ เราโดน บังคับให้
[ ต้องเรียน ต้องทำการบ้าน ต้องสอบ] สิ่งพวกนี้มันทำให้เรามีแผลในใจวัยเด็ก
.
เราทุกคนมี Pain Map ของตัวเอง
เต็มไปด้วยรอยจำจากความกลัว ความกดดัน และความล้มเหลวในวัยเรียน
.
สำหรับเบ้นก็เหมือนกัน การเขียนบทความทุกวันก็ไม่ใช่”งาน” แต่เป็นศิลปะ แบบนึง ที่ทำให้เราเก่งขึ้น แบบ สนุก (นี้คือหัวใจของปรัชญา One Person Business เลย )
.
Sean บอกให้เราเปลี่ยนจาก Pain ให้กลายเป็น
The Joy Map of Learning แผนที่แห่งความสุขของการเรียนรู้
.
มันไม่ต้องฝืน ไม่ต้องเร่ง
แค่เริ่มจาก
[1] สร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ให้เรากล้าเรียนรู้
[2] เรียนรู้จาก “การรื้อ” เสพฟังเยอะๆก่อนเรียนจริง
[3] หาจังหวะของการเรียนรู้ของตัวเอง
.
และเมื่อเราเรียนรู้ด้วยความสุข
สมองจะไม่แค่จำได้ดีขึ้น
แต่มันจะ “อยากเรียนรู้เพิ่มเอง” โดยไม่ต้องมีใครบังคับ
.
เพราะสุดท้าย คนที่รักการเรียนรู้ ไม่ใช่คนที่ขยันที่สุด
แต่คือคนที่ “เรียนโดยไม่รู้สึกว่ากำลังเรียน”
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อันนี้พอตแคสด์ที่เบ้นคุยกับแอดทอยย ของดี เจ้มจ้น แนะนำ ฟัง 3 รอบ (อย่างต่ำ)555555

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ทำไมความเบื่อถึงเป็นสิ่งที่สมองต้องการ เราควรปล่อยให้ตัวเองอยู่เฉยๆบ้าง

  • ใช้คน 3 คน สร้างบริษัทที่ได้ทุน 240 ล้านบาท ยุคของคนตัวเล็กกำลังสร้างเศรษฐกิจใหม่

  • ตั้งแต่เรียนจบมาทำไมรู้สึกตัวเองไม่โต วิธีใช้ชีวิตของตัวเองแบบไม่ให้เสียเปล่า


ความเห็น

ใส่ความเห็น