ถ้าเราเป็นคนที่มีความสนใจหลายเรื่อง เราจะออกแบบยังไงให้เราอยู่รวมกันได้

ถ้าเราเป็นคนที่มีความสนใจหลายเรื่อง เราจะออกแบบยังไงให้เราอยู่รวมกันได้

เป็นคนที่สนใจหลายๆเรื่อง แต่จะจัดการให้พวกมันไปด้วยกันได้ยังไงดี?
ในขณะที่โลกบอกให้เราเลือกได้หนทางเดียว
แต่หัวเรากลับเต็มไปด้วยสิ่งที่อยากลอง ทำไงดี
.
เราชอบวาดรูป ชอบอ่านหนังสือ ชอบเล่นเกม ชอบเรื่องธรุกิจ แล้วเราต้องเลือกเหรอ?
.
เบ้นไปเจอ คลิปของ คุณ Odysseas ชื่อ How to Manage Multiple Interests คือคู่มือสำหรับคนแบบชาวเรา (พวก Generalist)
.
ถ้าคุณ เป็นคนประเภทเดียวกับเบ้น
คนที่ชอบหลายๆเรื่อง ที่อยากทำหลายอย่างได้ แต่ไม่อยากสับสนในตัวเอง มาแก้ปัญหานี้ไปด้วยกันผ่าน [9] Step นี้เลย #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
————————————
[1] Curiosity is your Gift not your Curse
.
คุณ Odysseas เขาบอกว่า “Curiosity is good. But unmanaged curiosity becomes chaos”
.
มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อม ความอยากรู้อยากลอง
แต่ไม่ค่อยมีใครบอกว่า จะจัดการมันยังไง
.
การที่เราอยากรู้อยากลองมันเป็น Signal (สัญญาณ) ที่ดีว่าเรากำลังชีวิตของเราในด้านอื่นๆอยู่ตลอด
.
Curiosity(ความอยากรู้) ต้องมาพร้อมกับ Direction (ทิศทาง)
ถ้าเราจัดพวกนี้ไปอยู่ใน Set เดียวกันได้ สิ่งนี้จะกลายเป็น “Skill Stacking”

++++++++++++++++++++++++++++
[2] Failure คือ Data ที่สอนให้เราออกแบบดีกว่าเดิม
ความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบของเราแต่คือจุดเริ่มต้นของข้อมูลชุดใหม่
.
ทีนี้ถ้าเรามองตัวเองเป็น Machine Learning สิ่งที่เราต้องการคือ Data เพื่อTrain Model เราใน version 2.0
.
Odysseas บอกว่า เขาเคยทำหลายอย่างพร้อมกัน ทำโลโก้ ทำวิดีโอ เขียนบทความ แต่ไม่มีอย่างไหนโตจริง เพราะขาดระบบ เก็บfeedback
.
เขาเลยเปลี่ยน mindset จาก “ทำทุกอย่างให้สำเร็จ”
เป็น “ทำทุกอย่างให้ได้ข้อมูล”
.
ถ้าพัง ก็ถามว่า พังเพราะอะไร? ถ้าดี ก็เก็บไว้ต่อยอด

+++++++++++++
[3] เขียน Priority Map ของตัวเอง
.
Odysseas ให้แบบฝึกหัดง่ายมาก ใช้เวลาแค่ 10 นาที
.
[A] เอากระดาษหนึ่งแผ่น
[B] ลิสต์ทุกสิ่งที่เราสนใจ ทั้งหมดออกมา
[C] จากนั้น “จัดอันดับ” พวกมัน (ลองให้คะแนนดูก็ได้อยากทำมากไหม)
.
อันดับ 1–2 คือ สิ่งที่ต้องให้เวลามากที่สุด (Core Focus)
อันดับ 3–5 คือ สิ่งที่ทำได้ “เมื่อมีเวลาเหลือ” (Hobby)
ส่วนที่เหลือ? ไม่ต้องลบ แต่ให้ “พักไว้ก่อน” (Pause)
.
ฟังดูเหมือน productivity hack แต่จริง ๆ มันคือการสร้างความชัดเจนให้เรา
เพราะเราจะไม่รู้ว่า อะไรสำคัญ จนกว่าเราจะเห็นมัน “อยู่บนกระดาษ”
.
Odysseas บอกว่าหลังจากทำแบบนี้ เขาเริ่มมองเห็น pattern ชีวิตตัวเอง ว่าจริง ๆ อะไรคือ Priority และอะไรคือ Noise

++++++++++++++++
[4] Time = Weapon ไม่ใช่ศัตรู
.
เขาเคยเกลียดคำว่า time management เพราะมันฟังดูเหมือน “hustle bro life” 5555555555555 (ฮาจัด)
แต่สุดท้ายกลับพบว่า สิ่งนี้ คือ Freedom Management ต่างหาก
.
เขาเริ่มใช้ Google Calendar วางแผนทั้งสัปดาห์ โดย ใช้ Priority Map ที่ทำไว้เป็น base
สิ่งที่อยู่ อันดับ 1 ได้ เวลามากที่สุด ส่วนสิ่งที่อยู่ล่าง ๆ ก็ยังมีที่ แค่ เล็กลง
.
เขาเล่าว่า ตัวเองเล่นไวโอลินวันละ 30 นาที พอให้หายอยาก โดยไม่รบกวน goal หลัก
.
คือไม่ได้ตัดสิ่งที่รัก แต่ ออกแบบให้มันอยู่ร่วมกับชีวิตจริงได้
มันไม่ใช่เรื่อง Balance แต่มันคือ Design ที่ดี
++++++++++++++++++++++
[5] Balance = Design, not Luck
.
ไม่มีใครบังเอิญบาลานซ์ได้ มันต้อง “ออกแบบให้มัน”
ทุก ชั่วโมง ที่เราให้ สิ่งหนึ่ง เรากำลัง “แย่งเวลา” จากอีกสิ่งหนึ่งเสมอ
.
ทางออกไม่ใช่การ “ตัดสิ่งที่รัก”
แต่คือการ “ออกแบบระบบ” ให้สิ่งที่รักอยู่ร่วมกันได้
.
บางสิ่งโตเร็ว บางสิ่งโตช้า แต่มันยังโตพร้อมกันได้ ถ้าเรา จัดที่ให้มันอยู่ใน calendar ชีวิต
.
และเมื่อเรายอมรับว่า เวลา คือ zero-sum game
เราจะเริ่มเลือกใช้มันอย่างมีสติ มากกว่าปล่อยให้มันใช้เรา
+++++++++++++++++++++++++
[6] You Don’t Have to Do Everything Now
.
Odysseas พูดไว้ดีมากว่า “You have decades to explore. Don’t burn all your energy now.”
ชีวิตเรายาวกว่าที่คิด ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างตอนนี้
.
เช่น วันนี้ อาจยังไม่มีเวลาทำเพลง แต่ ไม่ได้แปลว่า เราทิ้ง มัน ไปตลอดกาล แค่รอ ให้ เรา พร้อมกว่าเดิม
.
การพัก บาง passion ไว้ก่อน ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่มันคือ strategic patience
++++++++++++++++++++++
[7] Reframe don’t Add
.
นี่คือ แนวคิดที่ เบ้นชอบที่สุดในคลิปนี้
เพราะ Odysseas บอกว่า เราไม่จำเป็นต้อง “เพิ่ม” อะไรใหม่ในชีวิตเสมอ
แต่แค่ “มองสิ่งที่ทำอยู่ให้ลึกขึ้น” ก็เติบโตได้
.
ตอนอยู่มหาลัย เขาต้องทำอาหารเอง
แทนที่จะมองว่าเป็น ภาระ เขากลับมองว่า “นี่คือโอกาสเรียนรู้ skill ใหม่”
.
เริ่มสังเกต เทคนิคมีด ไฟ การจัดรส ดูคลิป YouTube จนสุดท้าย เขาทำอาหารเก่งขึ้น โดยไม่ต้องเพิ่มเวลาสักนาที
.
มันคือ การเปลี่ยน สิ่งจำเป็น ให้กลายเป็น สิ่งสร้าง
และเติบโต โดย ไม่ต้องแบกภาระ เพิ่มเลย
++++++++++++++++
[8] Beware of Creative Jealousy
.
Social media ทำให้เรารู้สึกว่าเรายัง “ทำไม่พอ” ตลอดเวลา
.
เห็นคนอื่นทำสบู่ ทำไวน์ วาดรูป เราก็อยากทำหมด
แต่เบื้องหลังความรู้สึกนั้น มันไม่ใช่ Passion เราหรอก
มันคือ Creative Jealousy (ความอิจฉาแบบสร้างสรรค์)
.
เราไม่ได้อยากทำเพราะชอบ แต่เพราะเห็นคนอื่นทำแล้ว “เราตัวเล็กลง”
.
เขาแก้มันด้วย คำถาม เดียวที่ทรงพลังมาก
ถามตัวเองตรง ๆ ว่า
เราชื่นชมเพราะอยากเหมือนเป็นเหมือนเขา หรืออยากเดินในทางของเรา?
.
แค่เปลี่ยนคำถามนี้ ความอิจฉาจะกลายเป็น Drive ที่ Clean ขึ้น
และเราจะเริ่มกลับมาทำในสิ่งที่เรา “อยากทำจริง ๆ” อีกครั้ง
+++++++++++++++++++++++++
[9] Push Through the Valley of Despair
.
Odysseas พูดถึงกราฟของ Alex Hormozi ที่พูดถึง 5 ช่วงทางอารมณ์ของการเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ
.
Stage 1 – Uninformed Optimism
ช่วงแรกทุกอย่างดูง่าย สนุก เราเชื่อว่าทำได้แน่
.
Stage 2 – Informed Pessimism
พอเริ่มลงมือจริง เราเริ่มเห็นว่ามันยากกว่าที่คิด
.
Stage 3 – Valley of Despair
จุดที่คนส่วนใหญ่ยอมแพ้ เพราะทุกอย่างดูช้า เหมือนพลังหาย
.
Stage 4 – Informed Optimism
แต่ถ้าเราผ่านหุบเหวนั้นไปได้ เราจะกลับมามีความหวังอีกครั้ง คราวนี้ “บนพื้นฐานของความเข้าใจ”
.
Stage 5 – Achievement
คือช่วงที่เราเริ่มเก่งขึ้นจริง และภูมิใจกับสิ่งที่สร้าง
.
Odysseas บอกว่า ทุกคนต้องผ่าน Valley นี้ในทุก Skill
ไม่ว่าจะวาดรูป เขียนโค้ด หรือสร้างธุรกิจ
.
แต่ความต่างของคนที่สำเร็จกับคนที่ถอดใจ…
อยู่ที่ “ใครอยู่กับ Valley ได้นานกว่า”
—————————–

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
.
ถ้าคิดแบบ Logic ง่ายๆ คนเรามี [2] เส้นทางให้เดิน
[1] เลือกแค่อย่างเดียวแล้วเก่งให้สุดตาม Career Path ที่ระบบสร้างไว้ให้
[2] เลือกหลายเส้นทางในข้อ [1] แล้วนำมันมาบรรจบกันเป็นทางของตัวเอง
.
ส่วนตัวเบ้นเป็นคนประเภทที่ [2] มาโดยตลอด ถ้าทุกคนตามบทความที่เบ้นเขียนมันเต็มไปด้วยความสนใจที่หลากหลาย
.
OPB, Health, System, Econ, Philosophy, เบ้นชอบแม้กระทั่งการดูหนัง 55555 (มีบทความหนังเพียบ)
.
One Person Business คือปรัชญาของเส้นทางที่ [2] เลย เราเอาตัวเราเองมาเปลี่ยนให้กลายเป็นธุรกิจ เราเอาความชอบหลายๆอย่างมาผสมออกมาให้เป็นตัวเราเอง
.
You are the niches – Naval Ravikant
.
สิ่งที่เบ้นเห็นจาก Odysseas คือ
เราไม่ต้องพยายาม ตัดบางส่วนของตัวเองทิ้ง เพื่อให้เหมือนคนอื่น
แต่เราต้อง ออกแบบระบบ ที่รวมทุกด้านของเรามาอยู่ใน ecosystem เดียวกัน
.
เหมือน Sean D Souza (คนเขียน Brain Audit) เขาชอบการตลาด วาดการ์ตูน ก็เอามันมารวมกันได้ (มีอีกหลาย Use case เลยบนโลกนี้)
.
และนั่นคือสิ่งที่เบ้นอยากฝากไว้ตอนจบโพสต์นี้
.
ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบหลายอย่าง อย่ารีบหาคำตอบว่า “ต้องเลือกอะไร”
ให้เริ่มจากคำถามใหม่ว่า
“ฉันจะออกแบบยังไงให้สิ่งที่ชอบทั้งหมด มันอยู่ในระบบเดียวกันได้?”
.
ผมขอยืนยันเลยว่า เมื่อวันที่เรารวมมันเป็นเส้นทางเดียวได้ แล้ววันนั้นมาถึง
เราจะรู้เลยว่า ทุกอย่างที่คุณชอบ มันไม่ได้พาคุณออกนอกเส้นทางเลย
.
มันกำลัง “พาคุณกลับบ้าน” (who you’ve always been)
คนที่รอให้เราเป็นมาโดยตลอด : )
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • 29 บทเรียนของการเป็นผู้ใหญ่ by Ryan Holiday

  • ถ้าเราอายุยังไม่เกิน 40 ปี ตอนนี้ Technology มีโอกาสจะพาเราไปถึง 120 ปีกันได้แล้ว

  • สรุปสัมภาษณ์ MrBeast ที่โครตดี แนะนำให้ดู


ความเห็น

ใส่ความเห็น