เราจะเห็นเส้นแบ่งของคนใช้ AI ใน 12 เดือน คนที่ใช้มันให้โง่ลง VS คนที่ใช้มันให้เก่งขึ้น

เราจะเห็นเส้นแบ่งของคนใช้ AI ใน 12 เดือน คนที่ใช้มันให้โง่ลง VS คนที่ใช้มันให้เก่งขึ้น

หลังจากนี้ภายใน 1 ปี เราจะเห็นเส้นแบ่งของคนใช้ AI กันแล้ว
.
เราจะได้เห็นว่า ใครที่ใช้ AI เพื่อทำให้ตัวเองโง่ลง จนสติปัญญาถอยหลังกลับ และเราก็จะเห็นคนที่ใช้ AI จนกลายเป็น Outlier (โดดเด่น) สุดๆ กลายเป็น One Person Unicorn ได้จริงๆ
.
เราจะได้เห็น จิตสำนึกของมนุษย์ขยายออกมาจาก AI กันมากขึ้นเรื่อยๆ
.
และผลลัพธ์ที่น่ากลัวที่สุดคือ มันกำลังแบ่งโลกออกเป็น 2 ฝั่ง
มันกำลังกลืนกินคนโลกจริงๆ ให้ Shift จาก White collar กลายเป็น Blue Collar
.
แล้วเราจะ Shift ไปกับ Wave นี้ยังไงมาหาคำตอบไปด้วยกัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
—————————-
Part 1 : The Dumb Side – เมื่อมนุษย์เริ่มยอมให้เครื่องจักรคิดแทน
Dan Koe เคยพูดไว้ว่า

“AI only makes you dumb if you were already dumb.”
(AI มันก็แค่ทำให้เราที่โง่อยู่เป็นเหมือนเดิม)
.
วันนี้เรากำลังเห็นภาพนั้นเกิดขึ้นจริง
คนที่พึ่งพา AI มากเกินไป กำลัง “คืนวิวัฒนาการของสมอง”
.
จาก ผู้สังเกต (Observer) → กลายเป็น ผู้บริโภค (Consumer)
จาก ผู้สร้าง (Creator) → กลายเป็น เครื่องถ่ายเอกสาร (Copy Machine)
.
พวกเขาให้ AI เขียนแทน คิดแทน ตัดสินใจแทน
แต่ไม่เคยถามตัวเองเลยว่า “ฉันเข้าใจในสิ่งที่กำลังทำไหม?”
.
นี่คือกลุ่มที่ Dan Koe เรียกว่า “Low-Consciousness User”
คนที่ไม่ได้ใช้ AI เพื่อขยายสมอง แต่ใช้มันเพื่อหนีจากการคิด
.
และสิ่งที่น่ากลัวคือ…
AI ไม่ได้ขโมยงานจากคนเหล่านี้
แต่มัน “ขโมยศักยภาพในการเรียนรู้” ของพวกเขาไปทีละนิด
.
ทุกครั้งที่พวกเขากด Copy
สมองของพวกเขากำลังถูกกด Delete
—————————
Part 2 : The Smart Side – ใช้ AI เพื่อคิด ไม่ใช่หนีจากการคิด
.
ในอีกฝั่งหนึ่ง
มีคนจำนวนน้อยมากที่ใช้ AI ไม่เหมือนคนอื่น
พวกเขาไม่ได้เปิดมันเพื่อหาคำตอบ
แต่เปิดมันเพื่อหาคำถามที่ดีกว่า
.
คนกลุ่มนี้ไม่กลัวที่จะคิดเอง
ไม่กลัวความสับสน ไม่กลัวความช้า
เพราะพวกเขารู้ว่า “ความช้า คือการสร้างกล้ามเนื้อของสมอง”
.
AI สำหรับพวกเขาไม่ใช่เครื่องมือทุ่นแรง
แต่มันคือ “เครื่องสะท้อนความคิด” (Thought Mirror)
ที่ทำให้เห็นสิ่งที่อยู่ในหัวตัวเองชัดเจนกว่าที่ผ่านๆมา
.
พวกเขาใช้ AI เหมือนใช้เพื่อนร่วมโต๊ะคุย ไม่ใช่ลูกน้อง ไม่ใช่เจ้านาย
แต่เป็น “เพื่อนสนิท” ที่ทำให้เราต้องขุดลึกลงไปในตัวเอง
.
พวกเขาไม่ได้สั่งว่า “เขียนให้หน่อย”
แต่สั่งว่า “ถามฉันกลับหน่อย”
.
ไม่ได้พูดว่า “สรุปให้หน่อย”
แต่พูดว่า “ช่วยแย้งฉันหน่อย ถ้าฉันยังไม่เข้าใจจริง”
.
และนี่คือสิ่งที่ Dan Koe เรียกว่า High-Consciousness User
คนที่ไม่ได้ใช้ AI เพื่อ “หนีความคิด”
แต่ใช้มันเพื่อ “พัฒนาโลกภายใน” ของตัวเอง
——————————
Part 3 : Consciousness Evolution – วิวัฒนาการของจิตสำนึกมนุษย์
.
ทุกยุคของเทคโนโลยี
มันไม่ได้เปลี่ยนแค่ “สิ่งที่เราทำ”แต่มันเปลี่ยน “วิธีที่เราคิด”
.
ยุคเครื่องจักร (Industrial Age) → มนุษย์เรียนรู้ที่จะใช้แรงงานแทนแรงกาย
ยุคอินเทอร์เน็ต (Information Age) → มนุษย์เรียนรู้ที่จะจัดการข้อมูล
ยุค AI (Intelligence Age) → มนุษย์ต้องเรียนรู้ “การจัดการจิตสำนึกตัวเอง”
.
เครื่องจักรกำลังเข้าใจมนุษย์ได้มากขึ้นทุกวัน
จนมนุษย์เองเริ่มสับสน ว่าระหว่าง “ความคิดของฉัน” กับ “สิ่งที่ระบบอยากให้คิด” อันไหนกันแน่ที่เป็นตัวจริงของเรา
.
AI ไม่ได้แค่สะท้อน “ความรู้”
แต่มันสะท้อน “ความจริงในหัวเรา” ออกมา
.
ใครที่ภายในว่างเปล่า → AI จะขยายความว่างนั้นให้ใหญ่ขึ้น
แต่ใครที่ภายในเต็มไปด้วยความเข้าใจ → AI จะขยายความเข้าใจนั้นออกไปจนกลายเป็นพลังสร้างสรรค์ ( The power of creativity )
.
เพราะ AI คือ Amplifier of Consciousness
มันจะขยายสิ่งที่อยู่ในตัวเราออกไปให้ใหญ่ขึ้น
.
นี้คือจุดเปลี่ยนของยุคสมัย
ที่เครื่องจักรไม่ได้กำลังพัฒนา “สมองของมัน”
แต่มันทดสอบ “จิตสำนึกของเรา”
———————-
Part 4 : วิธีใช้ AI ให้ “เก่งขึ้น” ไม่ใช่ “โง่ลง”
.
[1] ใช้ AI เป็นกระจก ไม่ใช่ไม้เท้า
อย่าขอให้มันคิดแทน
แต่ขอให้มัน “สะท้อนสิ่งที่เราอาจจะมองไม่เห็น”
เพราะหน้าที่ของ AI ไม่ใช่ให้คำตอบ
แต่มันคือ “ให้เราเห็นคำถามที่ลึกขึ้น”
.
[2] ฝึกใช้มันเป็น Thought Partner ไม่ใช่ผู้ช่วย
อย่าให้มันตอบ “แทน” แต่ให้มันถาม “กลับ”
อย่าให้มันยืนยันสิ่งที่เราคิด (แนวแบบหาพวก5555แบบที่พวกเราใช้)
แต่ให้มัน “ท้าทายความคิด” ที่เรามั่นใจมากเกินไป
.
[3] สอนมันให้คิดเหมือนเรา เพื่อเรียนรู้ว่าเราคิดยังไง
.
ทุกครั้งที่เรา Prompt AI เราไม่ได้กำลังสั่งมัน
แต่เรากำลัง “ฝึกถอดรหัสกระบวนการคิดของตัวเอง”
ยิ่งเราสื่อสารกับมันเก่งเท่าไหร่ เราจะเข้าใจตัวเองมากเท่านั้น

/////////////

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
.
ส่วนตัวเบ้นหลายคนเดินผิดทางมากๆเลยที่จะให้ AI มาทำแทนเราทันทีโดยที่เรายังไม่ได้คิดด้วยตัวเราเอง
.
มี Use case รุ่นพี่เบ้นที่เพึ่ง ให้น้องในทีมออก เพราะว่า ใช้แต่ AI จน คิดต่อยอดเองไม่เป็นและไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องไป Solution นี้ (เพราะ AI เป็นคนคิดเองหมดเลย) กลายเป็นว่าแบบนี้จะจ้าง เรามาทำไม เก็ทไหม55555
.
มีเพื่อนเบ้นเล่น AI เบ้นหลายคนบอกเหมือนกันว่า “ทำไมมันดูฉลาดวะ?”
เบ้นว่าปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ Model แต่มันอยู่ที่ Frame ในการใช้มัน และ Dan Koe ก็พูดได้เห็นภาพมากๆ
.
ตอนนี้ทุกคนอาจจะเจอคอนเท้นหน้าตาภาพแบบเพจเบ้นเยอะหน่อย 55555 เพื่อนๆน่ารักมาก ส่งมาให้ทุกวันเลย
.
ต้องขออภัยทุกคนด้วยที่พา Meta ใหม่เข้ามาแล้ว (ตอนนี้แพลตฟอร์มอื่น ในไลน์กรุ๊ป แอพอื่นๆ มีคนก๊อปบทความเบ้น แล้วตัดชื่อออก ไปลงกันมันมาก 555555
.
แต่อย่างที่เล่าไปครับ
.
ผู้สร้าง (Creator) → กลายเป็น เครื่องถ่ายเอกสาร (Copy Machine) → กลายเป็น Noise (เสียงรบกวน) ใน Social Media = The Dead of Content
.
ก๊อปสีก๊อปภาพ เบ้นไปได้แต่ไม่มีใครก๊อป Algorithm ในหัวเราได้
.
บทความในเพจนี้เขียนขึ้นมาเพื่อให้เราเป็นคนที่เก่งขึ้น (Be better) เราพัฒนาตัวเองทุกวัน มันไม่เคยถูกเขียนขึ้นมาเพื่อไวรัลเลย จุดประสงค์การทำ Content ก็คนละจุดกันแล้ว 5555555
.
(ถ้าอยาก Viral ไม่เขียนยาวขนาดนี้แน่นอน55555 จะมีกี่คนที่อ่านจบ ขอบคุณเพื่อนๆ True fan นะครับที่อ่านจบจริงๆ รักๆ )
.
AI ไม่ได้ทำให้มนุษย์ฉลาดขึ้น แต่มันแค่ขยาย [สิ่งที่อยู่ข้างในเรา] ให้ชัดขึ้น
.
คนที่หนีการคิด จะถูกกดให้ลงดิน คนที่ฝึกคิด จะใช้มันฐานยกระดับเราให้สูงขึ้น
.
มารอดูกันว่าหลังจาก อีก 12 เดือน ใครจะคิด และใครจะหยุดคิดแล้ว
AI ไม่ได้มาแทนมนุษย์ แต่มันมา “เปิดโปงว่ามนุษย์คนไหนหยุดพัฒนาแล้ว”
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ถ้าคุณไปปักกิ่งตอนนี้ จะไม่เจอคนจีน ฉี่ข้างทางอีกแล้ว ? การเข้าสู่การปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ของประเทศจีน

  • สิ่งที่จะอยู่ต่อไปในอนาคตคือ “อดีต” (Same As Ever)

  • เปิดแล้ว Class Psychology Marketing Facebook Ads – จิตวิทยาการตลาดของมุนษย์ (ที่สุดของรากฐาน)


ความเห็น

ใส่ความเห็น