3 คำแนะนำง่ายๆที่ทำให้เราเขียนเก่งขึ้น จากประสบการณ์การเขียนตลอด 25 ปี

3 คำแนะนำง่ายๆที่ทำให้เราเขียนเก่งขึ้น จากประสบการณ์การเขียนตลอด 25 ปี

3 คำแนะนำจากนักเขียนที่เขียนมาตลอด 25 ปี
ที่จะช่วยให้เราเขียนได้ดีขึ้น
.
Sean D’Souza ใช้เวลา 25 ปี ในการเขียนบทความแทบทุกวัน
และเขาบอกว่า… คนส่วนมากเข้าใจผิด
.
[ การเขียนให้ดี ไม่ได้เริ่มจากพรสวรรค์
แต่มันเริ่มจาก ‘ระบบเล็กๆ’ ที่เราทำซ้ำได้ทุกวัน ]
.
เขาเล่าว่า เคล็ดลับทั้งหมดนี้…
ไม่ได้เกิดบนโต๊ะเขียนหนังสือ
แต่มันเกิดขึ้นใน “ร้านอาหารจีน” แห่งหนึ่ง
.
เพราะวันนั้น เขาเห็นกล่องวัตถุดิบเรียงเป็นระเบียบ
ผักหั่น, เห็ดซอย, ซอสเตรียมพร้อม
ไม่มีความวุ่นวาย มีแต่ “ความพร้อม”
.
และเขาก็เข้าใจขึ้นมาทันทีว่า
.
“เวทมนตร์ของการทำอาหาร
ไม่ได้อยู่ตอนลงมือทำ แต่มันอยู่ตอนเตรียม”
.
และนั่นคือจุดที่เขาเข้าใจ “การเขียน” อย่างแท้จริง
และนี้คือ 3 บทเรียนที่ Sean อยากแนะนำพวกเราครับ #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
———————————-
[1] อย่าเขียนให้จบ
.
ใช่ครับ อ่านไม่ผิด Sean บอกว่า “อย่าพึ่งเขียนให้จบทันที”
.
Sean ไม่ได้พูดถึงการผัดวันประกันพรุ่ง
แต่พูดถึง “การจงใจหยุดไว้ตรงที่กำลังเพลินๆ”
.
Sean บอกว่า “เวลาผมเขียนบทความ ผมจะหยุดตอนทำไปประมาณ 70–80% แล้วออกไป เดินเล่น, ชงกาแฟ, หรือเลิกทำงานไปเลยก็ได้
.
ทำไมถึงต้องหยุด?
เพราะถ้าเขียนจนจบ “Momentum มันก็จบไปด้วย”
.
วันต่อมาเวลาจะเริ่มใหม่ ผมต้องเริ่มจากศูนย์
แต่ถ้าเมื่อวานผมยังค้างไว้นิดเดียว… สมองมันจะหมุนต่อเองทั้งคืน
.
นี่คือ “Zeigarnik Effect” ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่บอกว่า
.
“งานที่ยังไม่เสร็จ จะวนอยู่ในหัวเรา”
สมองจะคอยพยายามปิดลูปนั้นเองโดยอัตโนมัติ
.
Sean บอกให้ปล่อยให้มันทำงานต่อ
จนตอนกลับมานั่งเขียนอีกที… มือมันไหลเหมือนมีลมช่วยพัด
.
ถ้าเราเคยรู้สึกว่าการเริ่มต้นบทใหม่มันยาก
บางทีไม่ใช่เพราะคุณหมดไฟ
แต่เพราะเรา “ปิดลูปเร็วเกินไป”
.
#ช่วงเบ้นขอเสริม เบ้นว่าอันนี้เหมือนแบบ เราเขียนจบไปแล้วลองเริ่มงานใหม่ดูไปสักนิดนึงก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาเขียนต่อมันจะไปต่อได้เลย
————————-
[2] ระหว่างพัก… ให้ “ฟังหรืออ่านอะไรที่ไม่เกี่ยวกันเลย”
.
Sean บอกว่า เวลาพักจากการเขียน
เขา จะไม่ฟัง podcast เกี่ยวกับการเขียน
แต่จะเลือกฟังอะไรที่ “ไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย
อย่างพวก cooking show หรือรายการบันเทิงเบา ๆ
.
เพราะสมองของเราไม่ชอบความว่าง
มันจะพยายาม “เชื่อมโยงสิ่งใหม่เข้ากับสิ่งที่ค้างไว้” โดยอัตโนมัติ
.
และมันคือช่วงเวลาที่ “แรงบันดาลใจ” มักจะโผล่มาแบบไม่ตั้งใจ
.
อย่างตอน Sean เขียนหนังสือชื่อ Suddenly Talented
เขากำลังหาตัวอย่างของ “คนที่ไม่มีพรสวรรค์เอาซะเลย”
.
แล้วบังเอิญวันนั้น เขาเปิดเจอ รายการ Celebrity MasterChef
และได้ฟังเรื่องของผู้เข้าแข่งขันชื่อ Amar Latif
คนที่ “ตาบอด” แต่ลงแข่งทำอาหารกับเชฟมืออาชีพ
.
เขาไม่ได้แค่เรียนรู้วิธีทำอาหาร
แต่ฝึกกับแม่ผ่านวิดีโอคอลทุกวัน
จนวันหนึ่ง… เขาชนะรายการจริง ๆ
.
Sean บอกว่า “ผมแค่ต้องการตัวอย่างของคนไร้พรสวรรค์ แต่กลับได้เรื่องของคนที่พิสูจน์ว่า ‘พรสวรรค์ไม่จำเป็น’”
.
ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะ “เขาไม่จ้องเขียนต่อ”
แต่ “เปิดหู เปิดตา ให้กับโลกภายนอกบ้าง”
.
เขาเสริมอีกว่า เวลามีไอเดีย เขาจะลองเล่าให้คนใกล้ตัวฟังเลย
โดยไม่บอกว่า “นี่คือบทความที่กำลังเขียน”
.
เพราะการเล่าออกเสียง มันจะบอกเราทันทีว่า คนฟัง “สนใจตรงไหน เบื่อตรงไหน”
และตรงนั้นแหละมันคื่อเวทีทดลองเนื้อหาที่ดีที่สุดก่อนเราจะเขียนจริง
—————————-
[3] Outline สำคัญ… แต่ “Bullet Outline” สำคัญกว่า
.
นักเขียนส่วนใหญ่เริ่มจาก “ย่อหน้า” หาเรื่องเปิดก่อนเลย 55555
แต่ Sean บอกว่า นั่นคือกับดักที่ทำให้คุณติดกับปุ่ม backspace
.
เขาแนะนำให้เริ่มจาก “Bullet”
คือการแตกไอเดียเป็นข้อ ๆ ก่อน โดยไม่ต้องเรียง ไม่ต้องสวย
.
ตอนที่เราเขียนเป็น bullet
สมองเรายังอยู่ในโหมด “คิด” ไม่ใช่โหมด “ตัดสิน”
.
และเมื่อได้ bullet แล้ว
เราสามารถขยับ ลบ หรือสลับลำดับได้อิสระ
มันคือการ “วางวัตถุดิบ” ก่อนลงมือปรุง
.
เหมือนที่ Sean เห็นในร้านอาหารจีนวันนั้น
พ่อครัวไม่ได้เริ่มจากเปิดเตาทันที
แต่เริ่มจาก “เตรียมของให้พร้อม” ก่อน
.
คือภาพเดียวกับการเขียน
เวทมนตร์ไม่ได้อยู่ตอนเราเขียน
แต่มันอยู่ตอนเราวางโครงก่อนจะเริ่มพิมพ์ต่างหาก
.
#ช่วงเบ้นขอเสริม
เบ้นว่าข้อนี้คือหัวใจของ “Writer’s System”
คือการเขียนแบบมีรากฐาน
.
สมัยก่อนเบ้นเล่นดนตรี อาจารย์จะบอกว่า ให้ซ้อม scale ก่อนเล่นเพลง
Bullet outline คือ scale ของนักเขียน
พอเราซ้อมมันพอ… เวลาเขียนจริง มันจะ flow เอง
—————–

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
เป็น 3 คำแนะนำที่ง่ายๆแต่เบ้นว่าทรงพลังมากก
Sean บอกว่า
.
“ผมเขียนบทความนี้ด้วยเทคนิคทั้งสามข้อ
หยุดสามรอบ ฟัง podcast หนึ่งตอน
แล้วขยายจาก bullet สี่ข้อ เหลือแค่สาม” (เขียนให้สั้นลง)
.
ใครกำลังเริ่มเขียนหรือกำลังพัฒนาการเขียนอยู่ลองเอา 3 ข้อนี้ไปปรับใช้ดูค้าบสรุปในสรุปอีกที [1] หยุดเขียนการทาง [2]หยุดไปทำอย่างอื่นที่ไม่เกียว [3] เริ่มเขียนจาก Bullet ก่อนเขียนจริง
.
เบ้นว่า คนที่เขียนได้ดีจริง ๆ
ไม่ใช่คนที่มีแรงบันดาลใจทุกวัน
แต่คือคนที่ “มีระบบที่ทำให้ตัวเองอยากเขียนทุกวัน”
.
ไม่ต้องรออารมณ์ ไม่ต้องรอมีไฟ
แค่สร้างระบบที่พอเปิดคอม… มือก็เริ่มพิมพ์เอง
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • 12 คำถามที่จะเปลี่ยนชีวิตเรา by Ryan Holiday

  • Focus is the new Oil

  • ชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไป – บทเรียนจากหนังสือชีวประวัติ ท๊อป จิรายุส


ความเห็น

ใส่ความเห็น