สมองจะมีวงจรหนึ่งที่จะทำงานเฉพาะตอนที่เรามี “ความหวังในตัวเราเอง”

สมองจะมีวงจรหนึ่งที่จะทำงานเฉพาะตอนที่เรามี “ความหวังในตัวเราเอง”

เราจะเสียอะไรก็ได้แต่จงอย่าเสียศรัทธาในตัวเราเอง
.
เบ้นไปเจอเรื่องของนักจิตวิทยาชื่อ Curt Richter
นักวิทยาศาสตร์จาก Johns Hopkins ที่ทิ้งการทดลองหนึ่งไว้ในประวัติศาสตร์จิตวิทยาโลก
.
มันถูกเรียกว่า “หนูกับความหวัง” (Rat Hope Experiment)
เป็นการทดลองที่เรียกว่า Dark Experiment โหดร้ายๆสุดๆ
.
แต่มันคือการทดลองที่ อธิบายได้เลยว่า
“ทำไมบางคนชีวิตบัดซบแค่ไหน เขาก็กลับมาได้เสมอ”
.
ลองมาดูวงจร แห่งความหวังที่ซ่อนอยู่ในสมองกันครับ
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
——————————
Part 1 : หนูกับความหวัง – การทดลองสุดโหดในปี 1950s
.
Curt Richter เอาหนูไปใส่ในถังน้ำ ไม่มีที่เกาะ ไม่มีทางหนี
จับเวลาว่ามันจะว่ายได้นานแค่ไหนก่อนจะยอมแพ้
.
ผลลัพธ์ก็คือ… หนูส่วนใหญ่จมน้ำในเวลาไม่ถึง 15 นาที
.
ทีนี้เขาทำใหม่แต่คราวนี้ไม่ให้หนูตาย
เขาเอาหนูขึ้นมาก่อนจะจมน้ำ (ไม่เกิน 15นาที)
.
เช็ดให้แห้ง พักให้หายเหนื่อย แล้วโยนกลับลงไปใหม่ (โครตโหดร้าย)
.
คราวนี้ หนูตัวเดิมกลับว่ายต่อได้ถึง 60 ชั่วโมง
(ยาวกว่าเดิม 240 เท่า)
.
Curt Richter เขาเลยสงสัยว่าทำไมหนูก็ตัวเดิม เขาเลยสรุปว่า
.
ไม่ใช่ร่างกายที่เปลี่ยนไป แต่คือสมองที่ไม่เหมือนเดิม”
.
หนูไม่ได้แข็งแรงขึ้น
แต่มัน “จำได้ว่าครั้งหนึ่งมันเคยรอด”
และนั่นคือสิ่งที่เปิด “วงจรแห่งความหวัง” ขึ้นมาอีกครั้ง
——————————-
Part 2 : Hope Circuit – วงจรในสมองที่ทำงานต่อไปเมื่อเรายังเชื่อ
.
สิ่งที่ Curt Richter พบสอดคล้องกับสิ่งที่นักประสาทวิทยายุคใหม่เรียกว่า [Hope Circuit]
วงจรนี้คือระบบของสมองที่เปิดเฉพาะตอนเรายัง “เชื่อว่าเราจะรอด”
.
มันเชื่อม 3 พื้นที่สำคัญเข้าด้วยกัน
.
[1] Prefrontal Cortex
สมองส่วนหน้าที่สร้าง “ภาพอนาคต”
ถ้าเรายังมองเห็นตัวเองในวันที่ดีกว่า
สมองส่วนนี้จะกดสัญญาณกลัวใน amygdala ให้เราสงบและโฟกัส
.
[2] Anterior Cingulate Cortex (ACC)
สมองส่วนที่ทำให้เรา “พยายามต่อ”
มันปล่อย dopamine เล็กน้อยทุกครั้งที่รู้สึกว่า
“มันอาจเป็นไปได้” – ไม่ใช่รางวัล แต่คือแรงผลักให้สู้
.
[3] Brainstem / Hypothalamus
สมองส่วนล่างที่ควบคุมการหายใจและการเอาตัวรอด
เมื่อวงจรนี้เปิด ร่างกายจะเข้าสู่โหมด “Fight to Survive”
หัวใจเต้นแรงขึ้น ระบบกล้ามเนื้อพร้อมรบ
คือสภาวะที่เรียกว่า ชีวิตยังไม่ยอมตาย
.
Hope is not optimism. It’s biology.
ความหวังไม่ใช่ความฝัน มันคือชีววิทยาของการมีชีวิต
————–
Part 3 : วิธีเปิดวงจร “Hope Circuit” ในชีวิตจริง
.
ชีวิตเราก็เหมือนหนูในถังน้ำ
ทุกคนมีช่วงที่เหนื่อย ล้า และไม่รู้จะว่ายไปทางไหน
แต่ “ความหวัง” คือวงจรเดียวที่ทำให้เรายังมีพลังจะสู้
.
เราสามารถเปิดมันได้แบบนี้
.
[1] นึกถึงสิ่งที่เราเคยรอดมาแล้ว
สมองจะเชื่อมความทรงจำแห่ง “ความรอด” เข้ากับปัจจุบัน
แค่รู้ว่า “เราเคยผ่านสิ่งแย่กว่านี้มาได้”
Hope Circuit จะเริ่มทำงานอีกครั้ง
.
[2] สร้างภาพอนาคตที่ชัดเจน
สมองส่วนหน้า (PFC) ต้องเห็นภาพเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม
ไม่ใช่แค่คำพูดว่า “จะดีขึ้น” แต่คือ “จะดีขึ้นแบบไหน”
.
[3] ทำสิ่งเล็ก ๆ ให้สำเร็จทุกวัน
ทุกครั้งที่เราทำอะไรได้สำเร็จ สมองจะปล่อย dopamine
เหมือนเติมน้ำมันให้วงจรแห่งความหวังหมุนต่อ

/////////////////

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
ชีวิตเราไม่อาจหลีกหนีจากความมืดได้
แต่เราสามารถ “ใช้มัน” เป็นเชื้อไฟให้ลุกขึ้นอีกครั้ง
.
เพราะความหวังไม่ได้ทำให้โลกสว่างขึ้น
แต่มันทำให้ “เรายังมองเห็นทาง”
แม้จะอยู่กลางความมืดก็ตาม
.
Marcus Aurelius เขียนไว้ในไดอารี่ของตัวเองว่า
“A blazing fire makes flame and brightness out of everything that is thrown into it.”
.
ทุกสิ่งที่โดนโยนใส่เข้าไปจะถูกแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นเปลวไฟที่สว่างไสว
.
Marcus Aurelius ใช้ไฟเป็นสัญลักษณ์ของ จิตที่มั่นคง (inner fire)
ไม่ว่าจะเจอสิ่งเลวร้ายแค่ไหน ความยาก ความสูญเสีย ความเจ็บ
เราสามารถ “เผามัน” ให้กลายเป็นพลังของเราได้
.
เราอาจไม่มีทางเลือกมากนัก
แต่อย่างน้อย เรายังเลือกได้ว่าจะ “ไม่ดับไฟในตัวเอง”
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • 7 ช่องทางหารายได้เงินแสนด้วยตัวคนเดียว Soloprenuer (อ่านจบเริ่มได้เลย)

  • 7 ทิศทาง ของอสังหาริมทรัพย์แห่งโลกอนาคต ปี2030

  • ค้นพบความสุขที่แท้จริง จาก Havard : รู้จักจิตวิทยาโลกใหม่ Positive Psychology


ความเห็น

ใส่ความเห็น