วิธีอ่านหนังสือยังไงให้ [จำได้ไม่ลืม] เทคนิคที่ใช้ได้จนเรียนจบปริญญาเอก

วิธีอ่านหนังสือยังไงให้ [จำได้ไม่ลืม] เทคนิคที่ใช้ได้จนเรียนจบปริญญาเอก

วิธีอ่านหนังสือให้ “จำได้จริง” ไม่ต้องกลับมาอ่านซ้ำอีก
.
ปัญหาที่พวกเราทุกวันนี้เจอคือ อ่านอะไรก็ไม่รุ้เต็มไปหมด แต่หยิบมือถือขึ้นมาเล่นแปปเดียว อ้าว ลืมหมดแล้ว เมื่อกี้เราอ่านอะไปนะ (ขออีกที)
.
Jeffrey Kaplan (Professor ด้านปรัชญา จาก University of North Carolina) เขามาสอน Lecture วิธีการอ่าน ที่ทำให้เขาจบปริญญาเอกได้
.
เทคนิคที่เขาใช้เรียกว่า “Marginalia Method”
คือการจด “โน้ตข้างขอบ” (แปลไทยแล้วงงๆ) เขาใช้เพื่อเปลี่ยนการอ่านให้กลายเป็นการคิด เหมือนเป็นได้คุยกับหนังสือไปในตัวเลย
.
เดี๋ยวเบ้นจะสรุป Framework ให้เข้าใจแบบง่าย + เพิ่ม insight ส่วนตัว
อ่านจบเอาไปใช้ได้เลย #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
////////////////////////////
[1] อย่าอ่านแบบ “ขับรถในเส้นทางเดิม”
.
อาจารย์ Jeffrey Kaplan เขาบอกว่า คนส่วนใหญ่เวลาอ่าน เหมือนขับรถกลับบ้านทางเดิมทุกวัน ถึงบ้านแล้ว แต่ไม่รู้เลยว่าขับมาได้ยังไง (เบ้นเอง55555)
.
เพราะสมองเข้าสู่โหมด Autopilot – อ่านแต่ไม่ “คิด”
.
เราอ่านบ่อยๆจนสมองเราอยาก Save พลังงานเลยให้อ่านไปงั้นๆแหละ
.
ให้แก้โดยการ เริ่มจากทีละย่อหน้า อ่านช้า ๆ
ถามตัวเองระหว่างทางว่า “ผู้เขียนกำลังจะบอกอะไรฉัน?”
อย่าอ่านผ่าน ๆ เพราะสมองจำได้แค่สิ่งที่มัน “คิดตาม” เท่านั้น
.

🟢

 อ่านให้ช้าลง แต่คิดให้ลึกขึ้น

🔴

 อย่าอ่านรวดเดียวสิบหน้าแบบไม่หยุดเลย – นั่นคือวิธีอ่านของคนที่ลืมแน่ ๆ
—————————-
[2] สรุปหนึ่งย่อหน้าให้ได้ “หนึ่งประโยค”
.
อ่านจบย่อหน้าแล้ว ให้หยิบปากกาเขียนสรุปไว้ข้างขอบแค่ 1 ประโยค
(แต่ห้ามก็อปคำเดิมมา ให้เขียนด้วย “ภาษาของเราเอง”)
.
เพราะการสรุปคือการบังคับให้สมอง “เข้าใจจริงๆ”
ใครสรุปไม่ได้ = เราอาจจะยังไม่เข้าใจ
.
ประโยคเดียวนี้จะกลายเป็น shortcut ความจำ
เวลาทบทวน เราไม่ต้องอ่านทั้งหมด แค่ดูขอบกระดาษก็จำได้หมด
.

🟢

 เขียนสรุปสั้น ๆ ด้วยคำของตัวเอง

🔴

 อย่าใช้ไฮไลท์สีเยอะเกิน เพราะสีไม่ได้ช่วยจำ สมองช่วย

——————-
[3] เขียน “ประโยคเชื่อมโยง” ต่อท้าย
.
จุดที่ทำให้
อ่านแล้วจำได้นาน คือเขา “เชื่อมทุกย่อหน้าเข้าด้วยกัน”
.
หลังจากสรุปย่อหน้าใหม่ ให้เพิ่มอีก 1 ประโยคว่า
“มันต่อจากย่อหน้าก่อนยังไง?” หรือ “มันขัดกับสิ่งก่อนหน้านี้ตรงไหน?”
.
ยิ่งเราทำแบบนี้ สมองจะเห็น flow ของเหตุผล เหมือนสร้างเส้นทางของความคิด
มันคือการจำแบบมีโครงสร้าง (relational encoding)
.

🟢

 เขียนเชื่อมสั้น ๆ เช่น “ต่อยอดจาก…” หรือ “โต้แย้งกับ…”

🔴

 อย่าสรุปแต่ละย่อหน้าโดด ๆ แบบไม่เห็นภาพรวม

——————————-
[4] ทำซ้ำจนจบเล่ม
.
อ่านทีละย่อหน้า → สรุป → เชื่อมโยง
ทำไปเรื่อย ๆ จนจบทั้งบท
.
ตอนท้ายคุณจะได้ “หนังสืออีกเล่มหนึ่ง” อยู่ในขอบกระดาษ
เป็นเวอร์ชันย่อ 10–20% ของต้นฉบับ
เวลาทบทวนไม่ต้องอ่านซ้ำทั้งหมด แค่ไล่ดูขอบหน้า
ก็จะเห็นโครงสร้างความคิดของทั้งเล่มชัด ๆ
.

🟢

 ให้ตัวเองพักทุก 3–5 หน้า แล้วค่อยต่อ เพื่อไม่ให้สมองล้า

🔴

 อย่าอ่านทั้งเล่มรวดเดียว – ไม่มีใครจำได้แบบนั้น

————–
[5] Marginalia คือ “Active Thinking” ไม่ใช่ “Passive Reading”
.
อาจารย์ Jeffrey Kaplan เขาพูดอย่างคมไว้ว่า
“You don’t learn by reading.
You learn by thinking about what you read.”
.
เราจะจำได้ก็ต่อเมื่อสมอง “สร้างความหมายนั้นขึ้นมาเอง”
ไม่ใช่แค่รับข้อมูลผ่านสายตาของเรา
.
เทคนิคนี้ใช้หลักเดียวกับ Feynman Technique (นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล)
— เขียนให้สั้น, อธิบายให้เด็กเข้าใจ, และเติม analogies ที่เราเชื่อมโยงได้
.

🟢

 อ่าน = คิด, เขียน = ทำให้ความคิดกลายเป็นของเรา

🔴

 อย่าหลงเชื่อเทคนิค speed reading เพราะเร็วแต่่ไม่มีประโยชน์
/////////

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
.
Jeffrey Kaplan ใช้วิธีนี้ตลอดเส้นทางการเรียนของเขา
จากปริญญาโทจนถึงวันที่เขา “สวมชุดครุยรับปริญญาเอก”
ในมือของเขายังมีสมุดเล่มเดิม เต็มไปด้วย “ขอบหน้าที่เขียนด้วยมือตัวเอง”
.
เขาบอกว่า “มันคือบันทึกความคิดของเรา ไม่ใช่บันทึกการอ่าน”
.
Marginalia คือระบบอ่านแบบ “นักคิด”
ที่บังคับให้เราเข้าใจ, เชื่อมโยง, และจำได้โดยไม่ต้องท่อง
.
มันเปลี่ยนการอ่านจากกิจกรรมที่เปื่อย ๆ
ให้กลายเป็น “บทสนทนากับคนเขียน ได้คุยกับหนังสือ”
.
เพราะเราไม่ได้อ่านเพื่อให้จบเล่ม
เราอ่านเพื่อ “เปลี่ยนวิธีคิดของตัวเอง”
.******************
ไหนๆก็อ่านมายาวละ
.
อย่าเพิ่งเลื่อนผ่านไปเหมือนกับ Feed อื่นๆ (เล่น FB ยังไงให้เก่งขึ้น55555)
.
[ ลองพิมพ์ “สรุปสั้น ๆ” ของโพสต์นี้ ในแบบ ภาษาของตัวคุณเองดู]
(ห้ามแอบอ่านคอมเมนต์คนอื่นก่อนนะ 

😉

)
.
ให้เขียนออกมาว่า
สรุปเป็นภาษาตัวเอง + เชื่อมโยงโดยการ
“ถ้าเอาเทคนิคนี้ไปใช้กับชีวิตเรา…เราจะเปลี่ยนยังไง?”
.
อย่ากลัวว่าจะเขียนไม่รู้เรื่อง เราเขียนเพื่อตัวเราเอง
เพราะสิ่งที่เรากำลังเขียน อาจเป็น “การบันทึกวิธีคิด” ของตัวเราเองก็ได้ครับ
.
อย่าอ่านบทนี้แบบผ่านไปเฉยๆ ต้องเขียนเพื่อต่อยอดความคิดกลับมาด้วย 

🙂

มาลองดูกันครับบ
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ทำไมเดี๋ยวนี้เราถึงรู้สึกทำไรก็ไม่สนุกแล้ว มันคือสัญญาณว่าฮอร์โมนความสุขเสียสมดุล

  • วิธีใช้ AI ให้เข้าใจธุรกิจเรามากขึ้น บทเรียนการไปสอน AI มา 100 บริษัท

  • วิธีฝึกสมองตัวเองให้คิดแบบเป็นภาพได้ จินตนาการให้คมมองแบบนักหมากรุก


ความเห็น

ใส่ความเห็น