7 คุณสมบัติของบริษัทที่ดีที่จะไปรอดต่อไป

7 คุณสมบัติของบริษัทที่ดีที่จะไปรอดต่อไป

มาดู Checklist ว่าบริษัทแบบไหนมีคุณสมบัติที่จะทำให้ธุรกิจไปรอดบ้างง
.
ช่วงนี้คุยกับ คนเยอะมากๆว่า บริษัทแบบไหนถึงจะไปรอดกันนะ ในยุคที่ AI มาแบบนี้ เมื่อวานนี้ Accenture ก็พึ่งเลิกจ้างพนักงาน 11,000 คน
.
ตอนนี้ไม่มีใครให้คำตอบนี้ได้เลย ถามกี่คนก็บอกว่า “Unknown Unknown”
เราเดาไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจริงๆ
.
ไม่รู้ว่า AI companies เก็บอาวุธลับอะไรไว้ในห้องทดลอง
และดูเหมือนไม่มีใครหยุดสงครามครั้งนี้ได้แล้ว
.
คำถามที่น่าถามคือ
“แล้วบริษัทที่เราทำอยู่ หรืองานที่เราทำอยู่ จะรอดไหม?”
.
เราจะ Frame ความคิดเรายังไงดี เราถึงจะเสี่ยงน้อยลง ทั้งในฐานะคนทำงานออฟฟิศ และ ในฐานะเจ้าของกิจการ ลองมาดูกัน
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
———————————-
Part 1 : ถ้าอนาคตมืดมัว > กลับมามอง Pattern ในอดีต
.
Ray Dalio มักพูดเสมอว่า โลกเต็มไปด้วยสิ่งที่เปลี่ยนแปลงเร็ว แต่ถ้าเรามองลึกลงไป เราจะเจอ “กฎที่ไม่เคยเปลี่ยน” นั่นคือ วงจร (Cycle)
.
ทุกครั้งที่เทคโนโลยีใหม่ถือกำเนิด โลกธุรกิจจะสั่นสะเทือน
บริษัทใหญ่ที่เคยมั่นคง กลับล้มไม่เป็นท่า
ในขณะที่บริษัทเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครเชื่อ กลับกลายเป็นยักษ์ใหญ่รุ่นใหม่

– อินเทอร์เน็ตทำให้หนังสือพิมพ์เจ๊ง แต่ปั้น Google และ Amazon
– มือถือทำให้ Nokia, BlackBerry หายไป แต่ดัน Apple กับ Android ขึ้นมาแทน
– Cloud ทำให้ซอฟต์แวร์รุ่นเก่าถูกทิ้ง แต่สร้าง Salesforce, AWS ให้กลายเป็นเจ้าตลาด
.
Pattern [Disruption → การล้มของเก่า → การเกิดของใหม่] วนไปเรื่อยๆ
.
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ไม่ใช่ทุกบริษัทจะตาย
.
เพราะในทุกคลื่นของการเปลี่ยนแปลง จะมีบางบริษัทที่ “ไปต่อได้” และโตยิ่งกว่าเดิม (ปัญหาคือ ตอนนี้เรายังตอบไม่ได้)
.
แต่ถ้าเราจะยึด Frame นี้ แล้วเราลองมองย้อนกลับไปอดีตก่อนว่า คุณสมบัติร่วมกันแบบไหนที่ทำให้เขาผ่านวิกฤตมาได้และโตขึ้นยับๆ
ต่อ Part 2
————————————-
Part 2 : Good to Great – 7 คุณสมบัติของบริษัทที่จะรอด
.
Jim Collins ใช้เวลาศึกษา 5 ปีเต็ม (1996–2001) จากบริษัทใน Fortune 500 รวมกว่า 1,435 บริษัท
.
มีแค่เพียง 11 บริษัท ที่ก้าวจาก Good ไป Great ได้จริง
เงื่อนไขคำว่า Great (ยอดเยี่ยม) ของเขาคือ
.
1.บริษัทต้องโตจนคุ้ม (Breakthrough)
2.ทำผลตอบแทนผู้ถือหุ้นสูงกว่าตลาดรวม ≥ 3 เท่า ต่อเนื่อง 15 ปี
3.ไม่ใช่เพราะโชคหรือกระแสตลาด แต่เพราะ “คุณสมบัติภายใน”
.
และนี่คือ 7 คุณสมบัติที่ Jim Collins พบซ้ำ ๆ ในบริษัทที่รอดและยิ่งใหญ่
.
[1] ต้องมีผู้นำ Leadership ระดับ Level 5
ผู้นำที่ดีจะเก่งเรื่องการการสร้างผลงานให้ทีม
เขามีความถ่อมตน (Humility) แต่เด็ดขาดในการตัดสินใจ (Will)
.
เป็นคนที่กล้า Cut loss ส่วนธุรกิจที่ไม่ดี และปั้นตัวใหม่ขึ้นมาได้
.
[2] เลือกคนก่อน เลือกกลยุทธ์ทีหลัง (First Who, Then What)
Jim Collins บอกว่า องค์กรที่ไปต่อได้คือองค์กรที่ “หาคนที่ใช่” มาก่อนเสมอ พอได้คนที่ใช่เข้ามานั่งบนรถบัส ต่อให้เส้นทางต้องเปลี่ยนเลี้ยวกี่ครั้ง รถก็ไปถึงเป้าหมายได้
.
ทีมที่ใช่ สำคัญกว่าสไลด์แผนธุรกิจที่สวย
.
[3] บริษัทจะกล้ายอมรับความจริง (Confront the Brutal Facts)
องค์กรที่แข็งแรงคือองค์กรที่ไม่หลอกตัวเอง
เหมือน Wells Fargo ที่ยอมรับปัญหาภายในก่อนใคร ทำให้กลับมาแข็งแรงกว่าคู่แข่ง (ช่วงปี 1980s พวกเขากล้าปิดสาขาที่ขาดทุนจำนวนมาก และหันมาโฟกัส “ธนาคารต้นทุนต่ำ” แทน)
.
การปิดตาอาจช่วยให้สบายใจ แต่การเปิดตาคือสิ่งที่ช่วยให้รอด
.
[4] โฟกัสแบบเม่น (Hedgehog Concept)
บริษัทที่รอดจะรู้ชัดว่า “เราเก่งจริง ๆ เรื่องอะไร” และไม่ไขว้เขว
Collins สรุปออกมาเป็นวงกลม 3 วง:
– สิ่งที่คุณรักอย่างลึกซึ้ง
– สิ่งที่คุณทำได้ดีที่สุดในโลก
– สิ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของคุณ
ถ้าสามวงนี้ซ้อนกันได้ นั่นคือการคิดแบบเม่นของบริษัท
.
[5] สร้างวัฒนธรรมแห่งวินัย (Culture of Discipline)
ไม่ใช่วินัยแบบกฎระเบียบที่อึดอัด แต่คือวินัยที่ปลดปล่อยพลังงาน
เพราะแต่ละคนรับผิดชอบงานตัวเองอย่างเต็มที่ (เป็นอิสระ)
.
วัฒนธรรมคือสิ่งที่คนในบริษัททำต่อไป ต่อให้ไม่มีกฎมาบังคับ
.
[6] ใช้เทคโนโลยีเป็นคันเร่ง ไม่ใช่ไม้เท้า (Technology Accelerators)

เทคโนโลยีไม่ใช่สาเหตุของความยิ่งใหญ่ แต่มันคือ “ตัวเร่ง”
ถ้าบริษัทเละอยู่แล้ว > AI จะเร่งให้เละเร็วขึ้น
ถ้าบริษัทแข็งแรงอยู่แล้ว > AI จะเร่งให้ทะยานไกลกว่าเดิม
.
[7] ทำสิ่งที่ถูกต้องจนเกิดผลลัพธ์ดที่ดี (Flywheel Effect)
บริษัทียิ่งใหญ่ไม่ได้มาจาก “ทำช๊อตเดียวแล้วปังเลย” แต่มาจากการทำสิ่งที่ดีและถูกต้องสะสมไปเรื่อยๆ
.
เหมือนการผลักล้อเหล็กยักษ์ ตอนแรกแทบไม่ขยับ แต่ถ้าผลักต่อเนื่อง มันจะค่อย ๆ เก็บแรงจนหมุนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
.
องค์กรที่ยิ่งใหญ่คือองค์กรที่ไม่หวังโชค ไม่หวัง Big Bang
แต่เลือก ทำสิ่งเล็ก ๆ ที่ถูกต้องซ้ำ ๆ จนเกิดโมเมนตัม
————————————
Part 3: What we can do right now?
.
ถ้าเราเป็นเจ้าของบริษัท หรือเป็นพนักงานลองถามคำถามนี้ดู
“เรากำลังช่วยผลักล้อไปข้างหน้า หรือกำลังเป็นน้ำหนักถ่วงที่ทำให้ล้อหมุนช้าลง?”
.
เพราะถ้าบริษัทไม่รอด ต่อให้เราเก่งแค่ไหน วันหนึ่งเราก็จะถูกลากไปด้วยอยู่ดี
.
เพราะถ้าบริษัทไม่รอด ต่อให้คุณเก่งแค่ไหน วันหนึ่งคุณก็จะถูกลากไปด้วยอยู่ดี
และถ้าบริษัทกำลังไปข้างหน้า แต่คุณยังไม่เปลี่ยน วันหนึ่งคุณก็จะเป็นคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คือ :

– กล้ายอมรับความจริง ว่าสิ่งที่เคยทำงานได้ อาจไม่พอในยุค AI

– โฟกัสสิ่งที่เป็น เม่น Hedgehog ของตัวเองให้ได้ ว่าเราจะชนะตรงไหน

– สร้างวินัย ในการทำงานเล็ก ๆ ทำสิ่งที่ดี สนุกกับการพัฒนาตัวเอง

– ใช้เทคโนโลยีเป็นคันเร่ง ไม่ใช่กำแพง คนที่ใช้ AI เก่ง จะมี leverage เหนือกว่าคนที่หนีมัน
——————-

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
AI ไม่ได้ฆ่าทุกบริษัท…มันฆ่าแค่บริษัทที่ไม่มีคุณสมบัติจะไปต่อ
AI ไม่ได้ฆ่าทุกคน…มันฆ่าแค่คนที่ไม่ยอมเปลี่ยน
.
เพราะฉะนั้น ถ้าเราเป็นพนักงาน > เราต้องเลือกให้อยู่บน “รถบัสที่ใช่”
ถ้าเราเป็นเจ้าของกิจการ > เราต้องทำให้บริษัทมีคุณสมบัติทั้ง 7 ข้อให้ครบ
.
ส่วนตัวเบ้นไม่ขอแข่งแล้ววว ไกปู 5555555
.
เบ้นขอ เลือกอีกเส้นทาง คือ One Person Business
เพราะมันเหมือนเราไม่ต้องรอให้ใครเลือกเราขึ้นรถบัส แต่เราสร้างรถบัสเล็ก ๆ ของตัวเองขึ้นมาเลย
.
ที่สำคัญคือ รถคันนี้…ไม่ได้วิ่งช้าเหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะเรามี AI เป็นเครื่องยนต์ช่วยขับ (ย้ายคันมาขับกับ AI ดีกว่า555555)
.
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าคุณจะเลือกอยู่ในบริษัทใหญ่ หรือสร้างธุรกิจของตัวเอง
.
คำถามสำคัญยังคงเหมือนเดิมเสมอ:
เรากำลังช่วยผลักล้อไปข้างหน้า…หรือกำลังเป็นน้ำหนักถ่วงให้มันหมุนช้าลง?
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • สรุป 10 ประเด็นที่ โลกเราจะไป จริงๆ(ไม่ใช่ Fomo ,คลิก bait) เราต้องเริ่มวิ่งตั้งแต่วันนี้ก่อนปี 2030 จะสายเกินไป


ความเห็น

ใส่ความเห็น