ทำไมคน “ไม่ค่อยฉลาด” ถึงมีโอกาสรายได้สูงกว่าคนที่ฉลาดเกินไปในมุมเศรษฐศาสตร์

ทำไมคน “ไม่ค่อยฉลาด” ถึงมีโอกาสรายได้สูงกว่าคนที่ฉลาดเกินไปในมุมเศรษฐศาสตร์

ทำไมคน “ไม่ค่อยฉลาด” ถึงมีโอกาสรายได้สูงกว่าคนที่ฉลาดมากเกิน?
.
ถ้าเราคิดตาม Logic (ตรรกะ) คนที่ฉลาดก็ดูมีโอกาสหาเงินได้มากกว่าคนอื่น
เพราะเขา วิเคราะห์ได้ดีกว่า, มองเห็นความเสี่ยงในชีวิตมากกว่า แถมเรียนรู้ก็อาจจะไวกว่าอีก
.
แต่ในความเป็นจริง ช่อง How money work ได้อธิบายเรื่องนี้ออกมาได้เห็นภาพมากๆ ว่า “ความฉลาดมีผลกับรายได้แค่ครึ่งแรกเท่านั้น”
.
เขาไปติดตามคนที่ สวีเดน 59,000 คน กับ Career Path ตลอดเส้นทางในชีวิตเขา แล้วก็พบว่า IQ สูงมากๆ ช่วยให้ไต่รายได้ขึ้นเหนือค่าเฉลี่ยได้จริง แต่พอไปถึงจุดนึง คนที่ IQ ปานกลาง รายได้จะพลิกกลับมาสูงกว่าเฉย
(ได้ไงเนี่ย 55555)
.
ใครที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ฉลาด ขนาดนั้นไม่ต้องน้อยใจไป บทความนี้จะมาอวยพวกเรากันเองนี้แหละ (Bias ขั้นสุด55555)
และถ้าใครไม่อยากติดกับดักความฉลาดมากเกินไปก็มาลองฟังเรื่องนี้กัน
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป

————————————
Part 1 : รายได้ที่มีเพดาน (Income Ceiling Effect)
.
คนที่ฉลาดส่วนมากจะมีความ Competitive (ชอบการแข่งขัน) ใน กฎเกณฑ์ต่างๆ (Under the rule)
.
ซึ่งถ้ามองเกมนี้ดีๆ มันคือเกมของ Expert ที่ถูกระบบ (System) ออกแบบมาให้เราไต่เต้าแรงค์ สิ่งนั้นเรียกว่า Career Ladder (บันไดไต่ตำแหน่งงาน)
.
ตอนเริ่มต้น ความฉลาดคือข้อได้เปรียบมหาศาล มันทำให้เข้าใจเร็ว ทำงานยาก ๆ ได้ และถูกจ่ายค่าตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ย (คนเรียนจบมาใหม่ๆเกรดดีๆ รายได้จะเยอะมากๆ)
.
แต่เมื่อคุณก้าวเข้าไปในโครงสร้างระบบแรงงาน รายได้จะเริ่มติดเพดานโดยที่คุณไม่รู้ตัว
.
เศรษฐศาสตร์แรงงานอธิบายว่า ผลตอบแทนจากทุนมนุษย์ (Human Capital Returns) มีลักษณะ Diminishing Return (ลงแรงไปเยอะแต่ตอบแทนเริ่มยากขึ้น เหมือนเวลาเราเล่นเกม เก็บ Level พอ Level เยอะๆ ก็ต้องใช้เวลานานมากๆกว่าจะ เพิ่มได้ สัก 1 Level)
.
เก่งขึ้น ฉลาดขึ้นจริง แต่ระบบจะจ่ายไม่เกินเพดานที่กำหนดไว้ , โครงสร้างค่าจ้าง, กฎเกณฑ์ตลาด ไหนจะรวมถึงตำแหน่งงานที่มีน้อยลงไปเรื่อยๆ ยิ่งเราเติบโตขึ้น
.
(เพดานนี้ใช้เฉพาะกับงานที่ต้องใช้ความฉลาดสูง (salaried elite jobs) ไม่ใช่ทุกงาน)
.
นี่คือกับดักแรกของคนฉลาด:
พวกเขาปีนบันไดที่มั่นคง แต่ไม่เคยรู้เลยว่าบันไดนี้สร้างขึ้นมาใต้ฝ้าเพดานที่สูงกว่านี้ไม่กี่เมตร

//////////////////
Part 2: ความฉลาดที่กลายเป็นโซ่ตรวน (Risk Aversion)

ยิ่งฉลาด สมองก็ยิ่งทำงานแบบเครื่องคำนวณความเสี่ยง
เห็นทางเลือกเยอะขึ้น → วิเคราะห์มากขึ้น → และแน่นอน เห็น “ทางไม่รอด” มากกว่าคนทั่วไป
.
และเมื่อมีรายได้สูงอยู่แล้ว ความเสี่ยงจะยิ่งน่ากลัว เพราะมันหมายถึงการ “เสีย” สิ่งที่คุณสร้างมาทั้งชีวิต (ทำให้ยิ่งไม่อยากเสี่ยง)
.
นักเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า Loss Aversion (ความไม่กล้าเสีย)
มนุษย์เกลียดการสูญเสียมากกว่าที่จะดีใจกับการได้สิ่งใหม่
.
นี่คือโซ่ตรวนของคนฉลาด:
พวกเขามองเห็นความเสี่ยงเยอะเกินไป จนไม่กล้าเล่นเกมที่อาจเปิดโอกาสไร้เพดาน (เช่นการ ลาออกมาทำธุรกิจ แล้วต้องเสี่ยง ลดรายได้ตัวเอง)
.
ขณะที่คนที่ไม่ฉลาดที่สุด“มีแรงจูงใจให้เสี่ยงมากกว่าเพราะมีทางเลือกที่มั่นคงน้อยกว่า พวกเขาไม่มีอะไรจะเสียมาก พวกเขากลับมีอิสระมากกว่าในการเข้าหาความเสี่ยงนั้น
.
คุณคมสันต์ Founder ของ Flash Express เคยเล่าว่า “ที่ผมมาทำ Flash เพราะผมไม่รู้ว่ามันจะลำบากขนาดนี้ ” 55555555

/////////////////////
Part 3 : เกมเกียรติ ศักศรีดิ์ vs เกมผลตอบแทน (Prestige Trap)
.
ในโลกแรงงานจริง ๆ มีสองเกมใหญ่ ๆ
.
1.Prestige คือเส้นทางที่ให้รางวัลเป็นเกียรติและการยอมรับจากสังคม
(จะเลือกงานที่มีเกียรติ และมีศักศรีดิ์ ไม่ชอบให้คนดูถูก)
.
2.Profit คือเส้นทางที่ให้รางวัลเป็นผลตอบแทนรายได้
(ด่าอะไรก็ด่ามาเหอะ ขอให้ได้เงินก็พอ)
.
ปัญหาคือ คนฉลาดมักถูกระบบดูดเข้าไปในเกม Prestige เพราะทักษะของพวกเขาถูกยืนยันผ่านเกณฑ์ที่เข้มงวด
การสอบ การแข่งขัน การพิสูจน์ด้วยตัวเลข
.
และพอเข้าไปแล้ว ระบบจะให้สิ่งตอบแทนเป็นชื่อเสียง เกียรติ การยกย่อง
แต่มันไม่เคยให้ผลตอบแทนที่ไร้เพดาน
เพราะระบบออกแบบมาให้คุมต้นทุน
.
นี่คือกับดักที่เงียบและโหดร้ายที่สุด
.
คนฉลาดใช้ทั้งชีวิตสะสมชื่อเสียง แต่สุดท้ายรายได้กลับถูกล็อก
.
ในขณะที่“คนที่มี IQ ปานกลาง” ก็ไม่ได้ปฏิเสธเกียรติเหมือนกัน(จริงก็อยากได้การยอมรับแหละ555555)
แต่มีโอกาสน้อยกว่าที่จะเข้าถึงงานประเภท Prestige (มีเกียรติ)
.
เขาก็เลยถูกบีบให้ไปเล่นเกมผลตอบแทน งานที่ต้องใช้ IQ เยอะ และนั้นเลยทำให้เขามีโอกาสไปได้ไกลกว่า
////////////
Part 4 : ผู้รอดไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุดเสมอไป (Survivorship Bias)
.
เวลามองเข้าไปใน Top 1% เรามักคิดว่าตรงนั้นคือ “รวมดาวอัจฉริยะ”
แต่ในความจริงมันคือ “สนามรบที่เต็มไปด้วยซากศพ”
.
คนที่เสี่ยงแล้วแพ้ไป ถูกกวาดออกจากสถิติ (ไม่มีคนรู้จัก)
สิ่งที่เหลือให้เราเห็น คือผู้รอด ที่บางครั้งไม่ได้ฉลาดที่สุด แต่เป็น
.
คนที่กล้าทำๆไปก่อน ค่อยหาวิธีแก้ทีหลัง
คนที่อยู่ถูกเวลา (Timing)
หรือบางครั้ง…แค่โชคเข้าข้าง (Lucky)
.
และมี บางคนใน top 1% ไม่ได้มาจากความฉลาดหรือความพยายาม แต่มาจากเส้นสายครอบครัว
.
เศรษฐศาสตร์เรียกว่า Survivorship Bias เรามองเห็นแต่คนที่รอด ไม่เห็นกองศพที่ล้มไปกลางทาง
.
และในปรัชญาสโตอิกเรียกสิ่งนี้ว่า โชคชะตา (Fortune) มันคือความผันผวนของโลก ที่เราไม่มีสิทธิ์ควบคุม
.
กับดักของคนฉลาดคือ พวกเขาคิดว่าโลกจะยุติธรรมพอจะให้ผลลัพธ์ตรงกับความสามารถ แต่โลกจริง…ไม่เคยออกแบบมาแบบนั้น
———————–

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
IQ อาจเป็นปัจจัยแรก ๆ ที่ทำให้รายได้คนพุ่งขึ้นสูงไวมาก ๆ ในช่วงแรก
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ “ความกล้าลอง + ลงมือทำ”
.
(ช่วงเบ้นขอเสริม)
ต้องขอบคุณ Internet ที่กลายเป็น Leverage ชั้นดี
เพราะวันนี้เราไม่จำเป็นต้องลาออกทันที ไม่ต้องเสี่ยงแบบ All-In
แต่สามารถเริ่มสร้าง “อาชีพที่สอง” ควบคู่ไปกับงานประจำได้
.
เริ่มจากเล็ก ๆ → ใช้เวลาหลังเลิกงาน → ทดลองไอเดีย → เก็บ Feedback
นี่คือเวทีที่เราสามารถเล่นเกม “ไร้เพดาน” ได้ โดยยังมี Safety Net รองรับ
.
คนฉลาดที่สุด อาจติดอยู่ในกรอบของระบบ
แต่คนที่กล้าลงมือเล็ก ๆ อย่างต่อเนื่อง
จะค่อย ๆ เดินออกจากเพดานที่ขังเขาไว้
.
และข่าวดีคือ…วันนี้ไม่ว่าคุณจะ IQ ระดับไหน
อินเทอร์เน็ตเปิดโอกาสให้เราได้สร้าง “สนามใหม่” ให้เราได้เสมอ
.
เพราะสุดท้าย…
ความสำเร็จไม่ได้เลือกคนที่ฉลาดที่สุด แต่เลือกคนที่เริ่มทำได้มากที่สุด ลุย
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • Attention is the new Gold (ความสนใจคือทองคำสมัยใหม่) New Era Project

  • สกุลเงินยุคใหม่ “Followers” (New Era Projects)

  • สงครามฮอร์โมนของ Social Media (ยาเสพติดถูกกฎหมาย)


ความเห็น

ใส่ความเห็น