อีก 12 เดือน Creator แบบเดิมๆจะตาย 95% ของสิ่งที่เราเห็น คือ Noise ที่ AI ทำ

อีก 12 เดือน Creator แบบเดิมๆจะตาย 95% ของสิ่งที่เราเห็น คือ Noise ที่ AI ทำ

อีก 12 เดือน Creator จะตายเกือบหมด
.
และอินเทอร์เน็ตกำลังเสื่อมลงทุกวัน
ทุกวันนี้ เวลาเปิดเข้า Social Media แทบจะถึง 50% ที่มาจาก AI ไปแล้ว
.
เจอ feed ที่เต็มไปด้วยคอนเทนต์ที่เราแทบแยกไม่ออกแล้วว่า นี่คือคนจริงๆ หรือ AI ปั๊มขึ้นมา แล้วก็เต็มไปด้วยคลิปที่เราก็รู้นะว่า AI ทำแต่มันก็เพลินดี แล้วเราก็ดูมันต่อไป
.
มันไม่ใช่อินเทอร์เน็ตแบบที่เราเคยรู้จักอีกต่อไปแล้ว
(แถมก็ยังมีคนมาเปิด คอร์สสอน Gen วีดีโอพวกนี้ขึ้นมาให้มันทวีคูณขึ้นไปอีก ด้วยอัตราการเติบโตแบบนี้ คิดว่า Internet ปลายทางจะจบลงที่อะไร)
.
สิ่งที่กำลังจะมาถึงไม่ใช่แค่ “การแข่งขันมากขึ้น”
แต่มันคือ [ Content Apocalypse ]
.
คลื่นลูกนี้กำลังจะกวาด Creator ส่วนใหญ่หายไปจากเกมภายใน 12 เดือน
เรามาเข้าใจเรื่องนี้กันและวิธีการรอดจาก วิกฤตนี้ ผ่านบทความนี้

#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
———————-
Part 1 : The Dead of Internet
Dan Koe บอกว่า อินเทอร์เน็ตที่เราเคยรู้จัก “มันตายไปแล้ว”
.
95% ของสิ่งที่คุณเห็นคือ Noise
คอนเทนต์แบบ pump-and-dump ที่ถูกลืมใน 3 วินาที คลิปเปรียบเทียบ ดูดวง คลิป เอาสัตว์มาผสมร่างกัน หรือ คอนเทนต์ที่ถูกเสพโดยกลุ่มคนที่คุณไม่อยากให้เป็น audience ของคุณตั้งแต่แรก
.
และที่หนักกว่านั้น:
โลกออนไลน์กลายเป็น Junk Food ของจิตใจ
.
Social media = fast food ของการเข้าสังคม
ดูหนังก่อนนอน = fast food ของความบันเทิง (ที่ทำให้นอนน้อยลงไปเรื่อยๆ)
เกม = fast food ของความสำเร็จ
Apps หาคู่ = fast food ของความสัมพันธ์
.
บริษัทเทค ระดับโลก ไม่ได้ขาย Meaning(สิ่งที่มีความหมาย)
.
พวกเขาขาย “Attention”(ความสนใจ)
เราถูก ปล้น โดปามีน hijack dopamine ให้เสพติดมัน
แล้ว monetize(หาเงิน) ผ่านโฆษณา
.
นี่คือ Attention Economy ที่เสื่อมถอยลงทุกวัน
————————————
Part 2 : Metacrisis – วิกฤตซ้อนวิกฤต

Daniel Schmachtenberger นักออกแบบระบบ (systems designer) บอกว่า “โลกตอนนี้ไม่ได้มีปัญหาเดียว แต่มันคือ Metacrisis – วิกฤตที่ทับซ้อนและเร่งปฏิกิริยากันเอง”
.
มันเกิดจาก “Generator Functions” 3 อย่างหลักๆ :
.
[1] Rivalrous Dynamics
การแข่งขันแบบแพ้-ชนะ (zero-sum game)
เช่น Creator แย่งกันทำคอนเทนต์ไวรัล, บริษัทแข่งแย่ง eyeball, การเมืองแข่งแย่ง narrative
ทุกฝ่ายถูกบังคับให้ผลิตของที่แรงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ตัวเองตกขบวน
.
[2] Substrate Consumption
การใช้ทรัพยากรพื้นฐานเร็วกว่าที่มันจะฟื้นตัว
→ ธรรมชาติ = ตัดไม้เร็วกว่า regenerating
→ สังคม = ใช้ “Attention & Trust” ของคนเร็วกว่าที่เราจะสร้างกลับมาได้
อินเทอร์เน็ตวันนี้ก็คือ Attention Crisis
คนโดนเสพ content จนหมดพลังงาน จนไม่เหลือพื้นที่ให้สิ่งที่มีความหมายจริงๆ (ทำให้คนรู้สึก เป็น Anxiety วิตกกังวล เข้าสังคมยากขึ้น )
.
[3] Exponential Technology
เทคโนโลยีโตเร็วเกินกว่าที่มนุษย์จะควบคุมได้
Algorithm, AI, Automation ทั้งหมดนี้กำลังพัฒนาไวเกินไป และกำลังสร้างผลลัพธ์ที่มนุษย์อาจจะไม่เข้าใจมันด้วยซ้ำ
.
ถ้าโลกดำเนินแบบนี้ไปจะมีผลลัพธ์ของ Metacrisis มี 2 แบบที่น่ากลัว:

1. Collapse – คือการล่มสลายของอารยธรรมจนพังทลาย
2.Dystopia – โลกถูกควบคุมโดย Algorithm และกลายเป็นสังคมแบบ Matrix (AI แต่ละตัวแข่งกันควบคุมมนุษย์ ปั่น Narrative ให้เรามีชุดความเชื่อใกล้ๆ กันในแต่ละ Algorithm)

แต่ยังมี “ทางเลือกที่สาม” ที่ Dan Koe เรียกว่า
Third Attractor = Meaning Economy
เศรษฐกิจที่ไม่ใช่แค่แย่ง Attention แต่สร้าง Meaning ที่ทำให้คนอยากอยู่ด้วย
———————————
Part 3 : Creator = Cognitive Infrastructure
Dan Koe บอกว่า Creator ไม่ใช่ “คนทำคอนเทนต์”
แต่คือ
Infrastructure แบบกระจาย (Decentralized Cognitive Infrastructure)

บริษัท = อยู่ได้ด้วยการดูดความสนใจและศรัทธา

ศาสนา,ปรัชญา = อยู่ได้ด้วย narrative ที่สืบทอดมาหลายพันปี

พรรคการเมือง = อยู่ได้ด้วย shared goals ที่ปลูกลงในหัวผู้คน

ทั้งหมดนี้รอดเพราะใช้ “Thought Energy” ของเรา

และ Creator ก็ทำสิ่งเดียวกัน แต่แตกต่างตรงที่ คนเลือกเองว่าจะเชื่อหรือเลิกเชื่อเมื่อไหร่
.
ถ้า POV ของเราแข็งแรงพอ – มันจะกลายเป็นระบบความหมายเล็กๆ ที่คนอยากเปลี่ยนแปลง (เคยเขียนเรื่อง POV ไปแล้วเดี๋ยวแปะลิ้งให้ครับ)

————————————–
Part 4 : Context > Content + ระดับของ Creator
.
Dan Koe บอกว่า
“You don’t follow creators for their content. You follow them for their context.”
.
Content = ข้อมูลที่ใครก็ปั๊มได้ (ตอนนี้มีเพจสรุป เอา AI ปั้มออกมาสรุป คลิป สรุปบบทความ สรุปหนังสือเต็ม Feed ไปหมด)
.
Context = เลนส์การมองโลก, เรื่องราว, Mission, Taste ที่มาจากชีวิตจริงของคุณ
.
AI เขียนโพสต์แทนเราได้ แต่ไม่มีวันสร้าง Narrative ที่มาจากบาดแผลและบทเรียนชีวิตของเราได้ ประสบการณ์ ของเราคือ สิ่งที่ไม่เคยเลียนแบบได้
.
นี่คือเหตุผลว่าทำไม Creator หลายล้าน follower หาเงินไม่ได้ → เพราะไม่มีใคร “เชื่อ”
.
ในขณะที่ Creator บางคนที่มีคนตามแค่ หลักพัน สร้างอาชีพได้จนเป็น One Person Business
.
เงินใน Creator Economy = Measure of Trust ไม่ใช่ Measure of Volume (เงินมาจากความเชื่อใจไม่ใช่ Reach)
.
Dan แบ่ง Creator ออกเป็น [3] ระดับ
.
[1] Trend Jackers
ไล่ตามกระแส หวังไวรัล
– มีแต่ Content ไม่มี Context
– ถูกแทนที่ด้วย AI ง่ายที่สุด (ตอนนี้แบบนี้เยอะที่สุด ปั้มออกมาทุกวัน)
.
[2] Brilliant Nobodies
คนเก่ง มีไอเดียดี แต่สื่อสารไม่เป็น ไม่เข้าใจ algorithm
– มี Context แต่ส่งออกไม่ได้
– จมอยู่ในเงามืด
.
[3] Value Creators
คนที่มี Mission ชัดเจน
ใช้คอนเทนต์เป็นเครื่องมือในการส่งต่อ Meaning และ Transformation
-มีทั้ง Context + Mission
– คนเหล่านี้จะกลายเป็น Infrastructure ที่รอด และเป็นแกนกลางของ Meaning Economy
————-
Part 5 : ทางรอด 3 ข้อสำหรับ Creator
.
Dan สรุปว่าถ้าเราอยากรอด ต้องทำ 3 อย่างนี้:
[1] Niche on Transformation
ไม่ใช่แค่ “สอน” แต่พาคนเห็น Before → After ที่จับต้องได้
Transformation = สิ่งที่คนตามคุณจริงๆ
.
[2] Create a World
ไม่ใช่โพสต์แยก แต่คือจักรวาลให้คน binge explore
เหมือน Star Wars: มีหนังใหญ่, spin-off, ของสะสม, lore
.
[3] Prompt as System
Document กระบวนการคิดของเรา
ใช้ AI เป็น leverage ไม่ใช่เจ้านาย
สอนมันให้คิดแบบเรา
————————-

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
ใช่ครับ … อินเทอร์เน็ตกำลังเสื่อมลง
Creator หลายล้านจะถูกกลืนหายไปกับ Content Apocalypse
.
แต่ความจริงนี่ไม่ใช่จุดจบ มันคือ คลื่นคัดกรอง
.
ใครไม่มี Context -> จะถูกแทนที่
ใครมีแต่ Content -> จะถูกลืม
.
แต่ Creator ที่มี Mission และสร้าง Meaning ได้ -> จะอยู่รอด
.
12 เดือนข้างหน้า อาจดูเหมือน “เกมแห่งความตาย” ของ Creator
แต่จริงๆ แล้วนี่คือการเกิดใหม่ของ Meaning Economy
.
และคนที่รอด = คือคนที่ยังเลือกจะ Focus
สร้าง Content ที่เปลี่ยนคนได้จริงๆ ไม่ใช่ Noise ที่ถูกลืมใน 3 วินาที
.
บทความนี้ยาวไปมาก5555 แต่จากใจเบ้น
เพจนี้ไม่เคยเขียนเพราะอยาก Mass เลย ถึงแม้มันจะ Mass บ้างก็ตาม
ถ้าอยาก Mass จริงๆ เบ้นจะเขียนสั้นๆ จบไวๆ ให้Mass ง่ายๆได้อยู่แล้ว
.
แต่ถ้ามันไม่เปลี่ยนใครเลย … ก็ไม่รู้จะเขียนไปทำไม
.
จริงๆ เหตุผลที่เบ้นทำเพจนี้มาตั้งแต่แรกก็เพื่อ “Focus”
อยากให้คน Focus ดีขึ้นกว่าเดิม
เลยเลือกทำแต่คอนเทนต์ยาวๆ Podcast ยาวๆ บทความยาวๆ
.
เพราะ Value ที่อยากให้จริงๆ คือ
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปุ๊ป
.
เบ้นเชื่อว่า Content ที่ดีคือ

👉

“Content ที่ทำให้เราเปลี่ยนไปหลังจากผ่านมันไป”
.
และแพลตฟอร์มนี้จริงๆ ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เรานั่งอ่านอะไรยาวๆ ขนาดนี้หรอก
แต่ถ้าเราอ่านมาถึงตรงนี้ได้ …
แสดงว่าเรามี Focus มากกว่าคนส่วนใหญ่ที่เลื่อนผ่านไปโดยไม่หยุดคิดอะไรเลย
.
“Content Apocalypse อาจกลืน Creator ไปเยอะมากๆ
แต่ไม่มีวันกลืนคนที่เลือกจะสร้างคุณค่าด้วยความหมายจริงๆ”
.
อินเทอร์เน็ตอาจเปลี่ยนไปแค่ไหนก็ได้
แต่ถ้าเรายังเลือก Focus และสร้างความหมาย
เราจะกลายเป็นแสงไฟเล็กๆ ที่คนตามหาในความมืด
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ปัญหาที่เกิดจากการคิดบวกมากไป

  • ป้ายยาหนังสือ เรื่อง Skincare ที่ ไม่ Bias ที่สุด

  • 29 บทเรียนของการเป็นผู้ใหญ่ by Ryan Holiday


ความเห็น

ใส่ความเห็น