ปัญหาที่คนทำธุรกิจยุคนี้ต้องแก้ด่วน จุดบอดที่บิดาแห่งการตลาดมองเห็น

ปัญหาที่คนทำธุรกิจยุคนี้ต้องแก้ด่วน จุดบอดที่บิดาแห่งการตลาดมองเห็น

จุดบอดที่ บิดาแห่งการตลาดสมัยใหม่มองเห็นกับ“ธุรกิจในยุคนี้” และวิธีปรับธุรกิจให้ทันก่อนปี 2030
.
Philip Kotler (บิดาแห่งการตลาดสมัยใหม่) เจ้าของ 4Ps (Product, Price, Place, Promotion)
.
เขาเล่าในหนังสือ “Entrepreneurial Marketing” (มีแปลไทย)
เล่าถึง ปัญหาที่ตัวเองได้มองเห็น กับการมาของยุคสมัยใหม่ของโลกธุรกิจ
.
เขามองว่า ถ้าธุรกิจ ยังบริหารแบบ Silo Department ทำงานเป็นแผนก แบบเก่าจะมีปัญหาที่ตามมาอีกเยอะมากๆ
.
คุณลุงแกเลยเลยเสนอ Model ที่เรียกว่า “Omni House Model”
(รูปในภาพ) ซึ่งเป็นวิธีการมองแบบที่ ทุกคนควรมองเห็นภาพเดียวกัน
.
มาเข้าใจวิธีมองธุรกิจแบบใหม่กันผ่านบทความนี้ #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป

————————————
Part 1 : จุดบอดที่บิดาแห่งการตลาดมองเห็น

– เมื่อก่อน การทำการตลาด จะเน้นความเป็น Expert คือ มีแผนกแบ่งแยกกันแบบชัดเจน ใครเก่งอะไรก็ไปทำด้านนั้น ทุกคนต่างอยู่ในแผนกตัวเอง

– ยุคโควิท เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงของ ผู้คน ทำให้คน ชินกับการใช้ Data ข้อมูล ในการอัพเดท ข้อมูลตลอดเวลา มันทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนไป

– พอเป็นลูกค้าได้สินค้ามา ก็จะอัพเดท ถึงข้อแตกต่างของสิ่งที่ตัวเองมีกับ สินค้าอื่นๆ ผ่านอินเตอร์เน็ต (แบบ Real time) คนจะเห็นเลยอะไรดีไม่ดี

– เวลาเราซื้อมือถือ หรือ รถ ก็จะมีคนทำรีวิว ลูกค้ารวมกลุ่มแชร์ข้อมูล ทุกอย่างร่วมกัน และ การแข่งขันกันแบบ Globalization (ระดับโลก) มากขึ้น

ปัญหาคือ ระบบแบบแยกแผนกมันยังทำได้อยู่ถ้าโลกมันไม่เดินแบบเก่า
* แต่พอโลกเปลี่ยนเร็วขึ้น ปัญหาก็ใหม่ๆก็โผ่ลขึ้นมา*

– การตลาด อยากทดลองอะไรใหม่ → การเงิน บอก “งบไม่พอ”
– เทคโนโลยี ลงทุนเครื่องมือใหม่ → แต่ลูกค้า “ไม่รู้สึกอะไรเพิ่ม”
– HR หาคนเก่งไม่ทัน → ทีมทำงานหนัก แต่ไม่มีพลังสร้างนวัตกรรม
.
นี่คือ Blind Spot ที่ Philip Kotler คุณลุงแกมองเห็น
[ ถ้าองค์กรยังทำงานแบบแยกห้องกันอยู่ จะ “ช้า”
และในโลกธุรกิจวันนี้ ช้า = แพ้ ]

คุณลุง Philip Kotler ก็เลยสร้าง “Omni House Model”
ขึ้นมา เพื่อทำให้ทุกคน Sync กันได้แบบมองเห็นภาพรวมกัน
———————-
Part 2: Omni House Mode

ลองนึกภาพง่ายๆว่า ธุรกิจ = บ้าน
.
ที่ผ่านมา ทุกคนอยู่กันคนละห้อง ไม่เคยเห็นแบบแปลนเดียวกัน
การตลาดอยู่ห้องนั่งเล่น การเงินอยู่ครัว HR อยู่ห้องนอน Tech อยู่โรงรถ
บ้านก็เลย เอียง รั่ว และช้า
.
Philip Kotler เลยเสนอ Omnihouse Model เพื่อทำให้ทุกฝ่าย “มองบ้านเดียวกัน” และทำงานไปพร้อมกัน
.
[เสาซ้าย: จุดไฟให้บ้านมีชีวิต (CI-EL)]

– Creativity: ไอเดียใหม่ ๆ ที่ทำให้บ้านไม่เหมือนใคร
– Innovation: เปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นห้องที่ใช้ได้จริง
– Entrepreneurship: กล้าลอง กล้าเสี่ยง ใช้วัสดุใหม่ ๆ
– Leadership: หัวหน้าคุมไซต์งาน พาทีมก่อสร้างไปในทิศเดียวกัน

[เสาขวา: รักษาให้บ้านมั่นคง (PI-PM)]

– Productivity: ก่อสร้างให้เร็วและคุ้มทุน
– Improvement: แก้แบบให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่หยุดพัฒนา
– Professionalism: ทำงานแบบมาตรฐาน ไม่ชุ่ย
– Management: มีแผนงานที่ตรวจสอบได้ทุกขั้น

[ หลังคา: ครอบคลุมทั้งบ้าน ]
– Finance: งบประมาณที่คุมทั้งโครงการ → ทุกเสาไม่หักกลางคัน
– Technology: เครื่องมือและเทคโนโลยีช่วยให้งานเสร็จไว
– Human: ทีมคนทำงาน วัฒนธรรม และทักษะที่พาไปข้างหน้า

[ฐานราก: ไม่ให้บ้านทรุด]

– 5D Drivers: เทคโนโลยี การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และตลาด
– 4C Lens: ลูกค้า คู่แข่ง บริษัทเรา และการเปลี่ยนแปลง
.
ปล.ไม่ได้อธิบายลงลึกแต่ละอัน เดี๋ยวโควต้าอ่านหมด55555 ใครสงสัยอะไร Copy ไปให้ AI อธิบายเพิ่มเอาได้นะค้าบ
(แต่บทความนี้มือเขียนนะ เขียนมา 2 ชั่วโมงแล้ว 555555)

พูดง่าย ๆ Omnihouse = บ้านทั้งหลัง ที่เชื่อมทุกเสา ทุกห้อง ทุกคน ให้เห็นภาพเดียวกัน ไม่ใช่แค่การตลาดทำงานฝ่ายเดียว
—————-
Part 3 : แล้วจะทำยังไงให้มัน Sync กัน?
.
Omnihouse ไม่ใช่โมเดลสวย ๆ บนกระดาษ แต่ต้องทำให้ทั้งบ้านเดินไปด้วยกันจริง ลองดูวิธีการพวกนี้
.
[1] โต๊ะเดียว (Cross-functional Squad)
ตั้งทีมเล็ก ๆ ที่มี Marketing + Finance + Tech + HR ทำโปรเจกต์ร่วมกัน
– ทุกคนจะได้เข้าใจข้อจำกัดของกันและกันตั้งแต่ต้น ไม่ใช่มาทะเลาะกันตอนจบ
.
[2] ภาษากลาง (Shared Metrics)
ปัญหาของการทำงานแบบแผนกคือแต่ละทีมพูดกันคนละภาษา → การตลาดพูด Reach, การเงินพูด Cost, HR พูด Training Hours
– พอพูดภาษากลางได้ ทุกคนจะรู้ว่า “ทำสิ่งนี้เพื่อผลลัพธ์บ้านทั้งหลัง” ไม่ใช่เพื่อแผนกตัวเอง
.
[3] หาจังหวะ Sync (Rituals)
Daily 10 นาที, Weekly Review, Monthly Demo Day ให้ทุกฝ่ายเห็นของจริงกต์อื่น { บ้านจะ sync ได้ทั้งหลังแบบ organic }
– พยายามทำให้ทุกคน สามารถเข้าถึงข้อมูลได้พร้อมๆกัน

/////////////////////

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
จากที่อ่านหนังสือเล่มนี้มา (เดี๋ยวใส่รูปให้ใต้ภาพครับ)
.
ภาษาแบบง่ายๆก็คือ โลกธุรกิจต้องการ “คนน้อยลง แต่ Skill เยอะขึ้น”
คือคำตอบที่ถูกต้องของปัญหานี้ เราต้องการคน ที่มี Multi-Skill เยอะขึ้น
.
นั้นทำให้เบ้นมองว่า One Person Business คือ อนาคต เราจะใช้คนน้อยลงเยอะมากๆ
.
ปัญหานี้ที่ ธุรกิจ E-commerce ของเบ้นก็เจอเมื่อปีที่แล้ว คือ การเงินไม่ Sync กับการตลาด ถ้าจะพูดตามตรงคือ ตัดภาพมาทุกวันนี้
.
“คนที่ยิง Ads ในบริษัทเบ้น คือ คนจากฝ่ายการเงินไปแล้ว 555555”
เอาคนที่เข้าใจการเงินมา Upskill การตลาดแทน
.
แต่มันแก้ปัญหาได้จริงๆ เพราะ การเงินมองเห็น เงินทุกวัน เขาสามารถจัดสรรงบประมาณ กับ Ads ได้ดีกว่า นักการตลาดที่ Focus แต่ Campaign
.
เขาจะรู้ว่า ตอนไหนต้องทดลอง ตอนไหนต้องประหยัด มากกว่านักการตลาดที่วิ่งหา Reach โดยไม่ได้เห็นการเงินหลังบ้านขนาดนั้น
.
Philip Kotler เขาบอก จุดบอดครั้งนี้จะทำให้องค์กร หลายที่ปรับตัวไม่ทัน เพราะใช้วิธีบริหารแบบเก่าๆ คือแยกแผนก
ยิ่งคนที่ Sync ห้องกันได้ไวมากเท่าไหร่ ยิ่งโอกาสรอดสูงขึ้น
.
ถ้ายังทำงานแยกห้อง (Silo) เราจะช้า และช้า = แพ้
.
แต่ถ้าเริ่มวันนี้ ลองปรับบ้านของเราให้เป็น Omni House Model
เราจะได้ธุรกิจที่ ทั้งสร้างสรรค์ ทั้งมั่นคง เดินไปด้วยกันได้แบบยั่งยืน
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • สรุปครบจบในโพสต์เดียว affiliate มัดรวมทุกอย่างที่เราใช้ได้ไว้ที่นี้ อ่านจบเริ่มได้เลย ปีนี้ ต้องฟาดแล้ว

  • Love is courage : ความรักที่แท้จริงคือความกล้าหาญ

  • ประกาศย้ายบ้าน +แจกคลาสฟรี ทุกคนเลย


ความเห็น

ใส่ความเห็น