การรวมตัวหัวแถว ครั้งแรก ของ ยูนิคอร์น ทั้ง 3 คน บนเวทีเดียวกัน
คุณคมสันต์ Flash Express , คุณท๊อป Bitkub , คุณ ยอด Wongnai
.
เบ้นได้มีโอกาสไปร่วมงาน Bitkub Meet Up ครั้งที่ 7 ได้รวมเหล่ายูนิคอร์นมาแบ่งปัน ความรู้ ความเจ็บ ต่างๆ ตลอดเส้นทางการทำ Startup ว่าแต่ละคนต้องผ่านอะไรมาบ้าง และมาถึงตรงนี้ได้ยังไง
———————
Part A : คุณ ยอด ชินสุภัคกุล [บริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท วงใน มีเดีย จำกัด ]
– คุณยอดบอกว่า ถ้าไม่อยากเป็นยูนิคอร์นก็อย่าทำ Startup ดีกว่า ไปทำอย่างอื่นดีกว่าเยอะ และการเป็นยูนิคอร์น ก็ถือเป็นจุดใหญ่ ๆ Milestone ใหญ่มากๆของการเป็น Startup
-คุณยอดบอกว่าตัวเองจบวิศวกรรมมา เลยมองตัวเองเป็นช่างซ่อมเครื่อง วันแรกที่คิดเกี่ยวกับวงใน กับวันนี้ความคิดต่างกันเยอะมาก
-วันนั้นคิดว่าจะทำแค่เว็บไซต์รีวิวร้านอาหารที่ดีที่สุด ก็น่าจะพอแล้ว
-ทุกอย่างเกิดจากการสังเกต สิ่งต่าง ๆ เริ่มมองเห็นอะไรค่อย ๆ พัฒนาไปด้วย
-สิ่งต่อมาที่ทำให้คุณยอดมาถึงตรงนี้ได้คือ การรวมกันกับ LINE MAN จนกลายเป็น LINE MAN Wongnai
-คุณยอดบอกว่า ให้เราทำให้เต็มที่ก่อน ทำเหมือนทุกอย่างเป็นเจ้าของ
-คุณยอดบอกว่าไม่อยากให้ตัวเองเสียใจ ตอนอายุ 80 แล้วมองย้อนกลับมาแล้วเสียใจที่ไม่ได้ทำอะไรเลย
-คุณยอดบอกว่า ถ้าไม่ได้มาทำ Startup ก็คงอยู่ในองค์กรขนาดใหญ่แล้วเป็นผู้บริหาร เพราะคิดว่าตัวเองทำได้ดี และเป็นคนธรรมดา
-คุณยอดว่า ตัวเองก็ไม่ได้มืออาชีพตั้งแต่แรกขนาดนั้น ต่อให้ทำกับบริษัทใหญ่มาก่อนก็ยังผิดถูกมาเยอะ แต่การเรียนรู้บริษัทใหญ่ก็ช่วยได้เยอะ
-คุณยอดบอกว่า ตัวเองเป็นคนธรรมดา มาสาย Mass เรียน MBA เรียนเมืองนอก ใครอยากมาสายคนธรรมดา ไม่ได้ลุยแบบสองคนนี้ก็มาแบบผมได้ 555
////////////////
[Co-Founder]
-คุณยอดบอกว่าทุกวันนี้ Co-founder ก็ยังอยู่ครบ 4 คน โชคดีที่ตัวเอง
เลือกคนที่ศีลเสมอกัน ไม่โลภมากนัก ไม่ได้อยากทำ Short-Term
-เหตุผลที่วงใน 2-3 ปีแรกไม่เลิก เพราะ Co-founder ต่อให้ไม่ได้กำไร เป็นเพราะว่า Co-founder ทุกคนไม่บอกให้เลิกเลย
-และนั่นทำให้คนอื่น ๆ ตามเข้ามาเรื่อย ๆ เป็นแบบนั้นหมดเลย และทำให้เราได้ Skill ใหม่เข้ามาคือ “Skill ล้างสมอง” 555
-คุณยอดบอกเราต้องเบียว55555 ต้องทำให้ทุกคนเห็นภาพเหมือนกัน ให้ทุกคนยอมร่วมมือกัน Skill นี้คือสำคัญที่สุด
/////////////
[ปัญหาช่วงแรก ๆ ที่เจอ]
-ปัญหาที่คุณยอดเจอช่วงแรก ๆ คือความเครียดที่ไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนพนักงาน
-ปัญหาที่ไม่สามารถแต่งงานได้ เพราะภรรยาหาเงินได้มากกว่า
-ปัญหาเวลาไปกินโต๊ะจีนเจอครอบครัวญาติ แล้วตอบไม่ได้ว่าทำอะไร
เพราะบอกว่า “ทำวงใน” คนก็ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร
-เจอปัญหาเรื่องการนอน เป็นภูมิแพ้ภายในตัวเอง
-วันแรก ๆ ตัวเองเด็กหมด ใครบอกว่าตัวเองวางแผนมาดีแล้ว พวกนี้โม้ทีหลังหมด 555 มั่วมาเยอะกว่าจะถึงจุดนี้
-สิ่งที่ทำให้ผ่านมาได้ ไม่มีสูตรสำเร็จ มีแต่ความอดทน ลงมือทำ และใช้ระยะยาว ถึงจะผ่านมาได้
////////////
[เคยคิดจะเลิกไหม?]
-คุณยอดบอกว่า 2 ปีแรกเงินหมดเลย ต้องหาเงินมาจ่ายพนักงานเงินหมดแล้ว ในขณะที่แฟนเปิดร้านเค้กขยายไปได้ 7 สาขา คิดทุกวันจะเลิกดีไหม
-โชคดีที่ตัวเองไม่ได้พูดออกมา ทำต่อไปเรื่อย ๆ จนมองเห็นแสง
ทุกวันนี้ยังมีโอกาสเป็นยูนิคอร์นอยู่ไหม?
-คุณยอดบอกว่าตัวเองมองโลกตามความเป็นจริง ถ้าถามตัวเองปีที่แล้วก็จะพูดตรง ๆ เลยว่า ทำไม่ได้แล้ว
-ถ้าเราจะเริ่ม B2C วันนี้โอกาสมันน้อยมาก ๆ เพราะผู้เล่นรายใหญ่เอาไปหมดแล้ว
-ถ้าโอกาสจะอยู่ตรง B2B จะมีโอกาสมากกว่า สิ่งที่จะเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์คือ AI
-เพราะมันคือการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยพอดี แต่อยากให้โฟกัสระดับโลกเลยมากกว่า ไม่ต้องโฟกัสที่ Local
[มุมมองอื่น ๆ]
-Startup ส่วนมากถูก Drive ด้วยความโลภ ถ้าดูแบบในหนัง สงครามส่งด่วนก็จะเห็นว่า พระเอกสันติอยากได้เงินเยอะๆเหมือนกัน
-ตอนนั้นคุณยอดก็บอกว่า อยู่ที่อเมริกา ก็เห็นคนที่ทำ Startup ก็เห็นว่ามันรวย ก็ต้องยอมรับว่าเงินก็คือสิ่งที่คาดหวังเหมือนกัน
-ก็ยอมรับว่าตัวเองก็คาดหวังในตัวเลขเหมือนกันและอยากจะเป็นยูนิคอร์น
-ช่วงแรก ๆ คุณยอดบอกว่า เป็นคน intense เป็นคนจริงจัง เลยอารมณ์ร้ายหน่อยช่วงแรก ๆ
-ยิ่งบริษัทเราใหญ่ขึ้น คนจะไม่เริ่มไม่ได้เห็นเราเป็นภาพแล้ว จะเห็นเราเป็นคน
-เวลาเราเดินผ่านไป คนจะมองเห็นว่าเราหน้าตาสดใสหรือเปล่า พอเราดูดี คนก็มองเราแบบนั้น
-คุณยอดบอกไปศึกษามาดูว่า CEO ที่มี Charisma ดูดี จะมีผลกับราคาหุ้นด้วย
-ดู Mark Zuckerberg สิ ตอนนี้เปลี่ยนลุค จนราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงมาก ๆ แล้ว
[แรงใจที่หนุนหลังบ้าน]
-แรงใจที่หนุนหลังบ้านที่ดีคือแฟนและคุณพ่อภรรยา มีคนสนับสนุนให้ทำธุรกิจส่วนตัว
-พอมีคนสนับสนุน และไม่มาจี้ถามเรา มันก็เลยทำให้เรารู้สึกแบบ Zen สบายใจ ทำให้เราไม่โดนจี้
[AI เข้ามามีผลเยอะมาก]
-อยากตอนนี้ Live chat เกิน 40% ก็เริ่มเป็น AI แล้ว ก็ต้องยอมรับว่าพนักงานใช้น้อยลง
-มันเป็นกฎเกมใหม่ของธุรกิจที่ต้องเล่นตามกระแส
-ตั้งแต่ต้นปี Wongnai ประกาศเลยว่า จะเป็น AI Driven Company
[กุญแจที่จะไปสู่ความสำเร็จคือ?]
-ถ้าอยากเป็น Founder ที่ดี อยากให้ทีมเชื่อใจ “ความใจกว้างเป็นเรื่องสำคัญ”
-ต่อให้เราจนแค่ไหน หรือแย่แค่ไหน เราก็ต้องใจสปอร์ต เลี้ยงข้าวลูกน้องเสมอ ดูแลทุกคนให้ดีเสมอ ความโอบอ้อม และใจกว้างสำคัญที่สุด
———————–
Part B : คุณ ท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา [บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด]
-คุณท๊อปแซวว่าไม่เคยขึ้นเวทีกับคุณคมสันต์เลย ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ ตอนขยายบริษัทก็คุยกัน แชร์ความเจ็บปวดด้วยกันมาตลอด
-จุดใหญ่ที่สุดที่ทำให้เชื่อมั่นใน Bitcoin คือ การไปฟังคนที่มีวิสัยทัศน์ว่าเขามองเห็นอนาคตยังไง ไปเจอ Dan Schulman (อดีตผู้บริหารของ Paypal) ที่บอกว่า คริปโต จะมาเปลี่ยนแปลงการเงิน ไล่เจอคนต่าง ๆ ฟังคนต่าง ๆ ก็เลยเป็นคนส่วนน้อยในตอนนั้นที่มองเห็น
-คุณท๊อปบอก ผมเลยเชื่อมั่นในเหล่าคนพวกนี้ เลยเชื่อไปเลย ใน Bitcoin และคริปโต
-ความเชื่อทั้งหมดมาจากการสังเกตคนที่มีวิสัยทัศน์ระดับโลก และตามเขาไป ทำให้ตัวเองมี Vision
-ถ้าวันนี้ไม่ทำ Bitkub จะซื้อ Bitcoin เยอะ ๆ แล้วก็นอนให้เยอะ ๆ แล้วไปทำ ธุรกิจ Longevity
-คุณท๊อปบอก ตัวเองเก็บทุกหน่วยงาน ตรวจสอบในประเทศไทยมาแล้ว ให้กลับไปทำอีกก็ไม่ทำแล้ว
-สมัยก่อนเรียนจบกลับมา ทะเลาะกับคุณพ่อคุณแม่ตลอดว่า Bitcoin คืออะไร อธิบายยังไงก็ทะเลาะกัน
-พ่อแม่บอก จบ Oxford กลับมาฟอกเงินหรอ จะไปเรียนทำไม (โคตรฮา 5555)
-ทำธุรกิจ 10 เดือนแรกก็ไม่ได้รับเงินเดือน
-คำแนะนำที่ดีที่สุดที่อยากให้ทุกคนท่องไว้คือ “นอนให้พอ” มันคือยาเม็ดเดียวที่เราต้องพกไว้ตลอดเวลา (พี่ยอดแซวว่า พอแก่แล้วนอนไม่พอ)
-คุณท๊อปบอกว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดกับคนในทีมคือ “Earn Trust” ความเชื่อใจสำคัญที่สุด เราต้องแชร์ความจริงทุกอย่าง โปร่งใส ไว้ใจได้
-หลัก ๆ คือต้องสื่อสารกับผู้ถือหุ้นตลอด และต้อง Treat People right คือดูแลคนให้ถูกทาง
//////////////////
[เคยคิดจะเลิกไหม?]
-คุณท๊อปบอกว่าที่เห็นว่าตอนแรก ๆ เริ่มทำที่ไม่เลิก ไม่ใช่ไม่ท้อนะ มันท้อตลอดเวลา แต่มันคือความรับผิดชอบ ที่เราพาทุกคนมาถึง
-ถ้าเราเลิกแล้ว เราจะทำยังไงต่อ ตอนนี้มีคนเอาเงินมาฝากเป็นแสนล้าน แล้วเงินตรงนี้ฝากไว้จะทำยังไง
-คุณท๊อปบอกว่า ถ้าทำช้ากว่านี้ก็ไม่ใช่ Bitkub แล้ว ช้าไปหรือไม่ไปเลย
-คุณท๊อปบอกว่าตัวเองเป็น Crypto face แล้ว แต่ยังไม่มี AI face หรือ Longevity เลย
-คุณท๊อปบอกว่า ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์กับฮ่องกงมาชวนให้ไป IPO ไปเข้าตลาดหลักทรัพย์ เดี๋ยว support ให้ทุกอย่าง
-แต่โดนตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทยไม่ต้อนรับเลย (โดนรังแกหลายอย่าง)
-คุณท๊อปบอกว่า เคยได้ยินเรื่องหินไหม หินอยู่ในตลาดสด หรือหินอยู่ในพิพิธภัณฑ์ มันต้องรู้ว่าเราเป็นหินอยู่ที่ไหน ต้องรู้ Value ของตัวเอง
-คุณท๊อปบอกว่าตัวเองจะมองโลกตามความจริงมากขึ้น ไม่มองโลกในอุดมคติบ้างแล้ววว
-คุณท๊อปแชร์ว่า ตอนเด็กๆก็ฝันอยากเป็นนักฟุตบอล อยากเล่นให้แมนยู
-แล้วก็อยากทำ Startup อยากทำยูนิคอร์น จริง ๆ ตอนนี้ก็อยากทำอะไรที่มันยั่งยืน เป็นจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์
[Startup = หลายยุคสมัย] บริษัทแต่ละช่วงจะไม่เหมือนกัน
-ช่วงแรกคือ War Time → ทำยังไงก็ได้ให้รอด
-ช่วงที่สองคือ Growth → ต้องทำให้โตให้ได้
-ช่วงที่สามคือ Sustain → ทำให้ยั่งยืน เป็นสถาบัน ทำยังไงให้มันอยู่ตลอดไป ทำยังไงให้คนเชื่อถือ สร้าง Trust กับสถาบันการเงิน
-ความไว้ใจมันใช้ไม่ได้ มันเหมือนแก้วที่แตกไปแล้ว ความไว้ใจกับสถาบันการเงิน มันใช้แบบนั้นไม่ได้
-ทุกอย่างไม่มีสูตรสำเร็จ One size cannot fit all ทุกคำแนะนำในนี้ไม่ต้องทำทุกอย่างก็ได้
//////////////////////
[Deal ล่มกับ SCB]
-ตอนนั้นคุณท๊อปบอกว่า มีแต่คนส่งข้อความมาแสดงความเสียใจ แต่จริง ๆ รู้ก่อนอยู่แล้ว
-คุณท๊อปบอกว่า วันที่ Deal กับ SCB ยกเลิก (ทาง Bitkub เป็นคนบอกยกเลิกก่อนด้วย เพราะไม่งั้นอีกฝ่ายจะโดนปรับ)
-เรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านมาในชีวิตมันเยอะมาก จนเรื่องนี้คือเรื่องเล็กน้อย เรื่องอื่นเจ็บกว่านี้เยอะ
-โอกาสยังมีเสมอ พอเราพลาดโอกาสไปเรื่องนึง ก็จะมีโอกาสใหม่ ๆ เข้ามาเสมอ
-เรื่อง SCB ถือว่าเบาแทบจะที่สุดแล้ว ถ้าเทียบกับเรื่องอื่น ๆ ที่ผ่านมา
-พอเราโดนอะไรมาเยอะ ๆ มันทำให้เราไม่โลกสวยเหมือนเมื่อก่อน
-คุณท๊อปบอกว่าถ้าจะเป็นผู้บริหารที่เก่งขึ้น เราต้องแข่งกันนอกสนาม ซึ่งนั่นก็คือ “สุขภาพ”
-พอมาดูเรื่องสุขภาพ เลยกลายเป็นผู้บริหารที่เก่งขึ้น
/////////////////////
[Partner]
-1 ในสิ่งที่สำคัญมาก ๆ คือการมี Partner ที่ดี
– คุณท๊อปบอกว่าตอนแรกที่กัดก้อนเกลือกิน เราจะมองเห็นธาตุแท้ของ Partner เรา ว่าเป็นคนยังไง
-ทุกวันนี้อยากสร้างความทรงจำให้คนได้จดจำมากกว่าเงินแล้ว
-อย่างคุณท๊อปบอกว่าไม่เหมือนคุณยอด Wongnai เพราะผมไล่ออก Co-Founder ออกไปหลายคนแล้ว เราอย่า “Mistreat” ดูแลใครผิดวิธี
[กุญแจที่จะไปสู่ความสำเร็จคือ?]
1.อย่าหน้าใหญ่ ให้หน้าด้านไว้ก่อน อย่าไปกลัวล้มเหลว กลัวเสียฟอร์ม กลัวทุกอย่าง ทำให้ชินเข้าไว้
2.ต้องกัดไม่ปล่อย ล้มลุกไม่เลิก เล่นไม่เลิก กว่าจะมาถึงจุดนี้ ต้องไม่เลิกเลย
———————————-
Part C : คุณคมสันต์ [บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด]
-สิ่งที่ทำให้คุณคมสันต์มาถึงตรงนี้คือ “ความไม่รู้”
-ถ้าให้ผมย้อนกลับไปทำใหม่ คุณคมสันต์บอก
“ผมไม่ทำแล้ว แม่งเหนื่อยชิบหาย 55555”
-วันนั้นเห็นแค่ว่าที่จีนทำสำเร็จ ก็เลย Copy and adapt ไปเลย (ถ้ารู้ขนาดนี้คงไม่ทำเพราะมันยากมาก)
-คุณคมสันต์บอกว่า หลายคนรู้ว่าผมเกิดที่เชียงราย แต่ผมเกิดที่ดอยวาวี (ติดชายแดนพม่า)
-ถ้าผมไม่ทำ Flash ขนส่งพัสดุ ผมน่าจะไปทำขนส่งยาเสพติด 555555 (เพื่อนคุณคมสันต์อยู่ในเรือนหลายคนมาก)
-ถ้าวันนี้ไม่ได้ทำ Flash คงจะไปเป็นคนรับจ้างวินมอไซค์ เพราะคุณคมสันต์ชอบมอเตอร์ไซค์มากกก แค่ฟังเสียงก็รู้เลยว่าตรงไหนพัง
-คุณคมสันต์ดีใจมากที่วันนี้มีวัยรุ่นน้อง ๆ มาสนใจ Startup เยอะมาก
-แต่อยากจะเตือนทุกคนว่า ถ้ามีทางเลือก อย่าพึ่งรีบทำ Startup ไปอยู่กับ Corporate ใหญ่ ๆ ก่อน
-เพราะความไม่มืออาชีพ ความไม่รู้ ราคาตั๋วนี้แพงมาก ๆ
-คุณคมสันต์บอกว่า ผมมีคดีความฟ้องร้องเยอะแยะมาก ๆ เยอะกว่าคนในห้องนี้เอง
[จงเรียนรู้กับเหล่ายอดฝีมือก่อน]
-คุณคมสันต์บอกว่า ตัวเองเคยเหลือ 2 เดือนสุดท้ายก่อนเงินจะหมด
-ปัญหาใหญ่ของคุณคมสันต์กับ Flash คือ เป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่ ผู้ลงทุนก็เลยสนใจ
-เงินเลยเข้ามาเยอะมาก แต่ปัญหาคือ ใช้เงินไม่เป็น
-พอเงินมีเยอะแล้วใช้ไม่เป็น มันเละกว่าตอนไม่มีเงินอีก
-ครั้งแรกได้เงินมา 300-400 ล้าน ใครขออะไรให้หมดเลย 55555 รู้อีกที “ที่บ้านไม่มีข้าวกินแล้วจ้าาา”
-คุณคมสันต์บอกว่า ถ้าอยากทำบริษัท Startup ต้องบริหารตับให้ดี ทุกคนที่ทำธุรกิจด้วยกันจะบอกว่า “มึงใจกับกูป้าววว” ชวนกันดื่มยับ ๆ 555
/////////////////
[จงเชื่อจนกว่าจะเห็น]
-จริง ๆ คำพูดนึงที่คุณคมสันต์เชื่อตลอดคือ “จงเชื่อแล้วจะเห็น”
-ในโลกของ Startup เราจะไม่มีทางเห็นมันได้เลย คุณต้องเชื่อก่อน ถึงจะได้เห็นมันจริง ๆ
-คุณต้องเชื่อแบบฝังเข้าไปใน DNA เลย แบบไม่สงสัยเลยว่าผมจะสำเร็จ
-ตอนนั้นคุณคมสันต์มีคนแค่ 3 คน แต่ไปโม้กับนักลงทุนหมดเลยว่าจะเป็นที่ 1 ในประเทศไทย
-โม้จนเชื่อมั่นในตัวเอง โม้จนเราเชื่อหมดใจ
////////////////////
[เคยอยากเลิกไหม?]
-คุณคมสันต์บอกว่า เลิกไม่ได้เพราะหนี้มันเยอะ 555
-หนี้ที่ใหญ่ที่สุดคือหนี้ที่เราลุยกับผู้ลงทุนมา และการรับปากกับคนในทีม มันคือความรับผิดชอบและหน้าที่ของเรา
-คุณคมสันต์บอกว่า เสี่ยคณินในหนังบอกว่า เงินมันลอยอยู่ในอากาศ
[ประเทศไทยยังมีโอกาสอยู่ไหม]
-คำถามที่เราควรถามคือ ประเทศไทยเป็นตลาดที่ดีหรือเปล่า ถ้าถามว่ายังดีเราก็ต้องลงทำ
-วันนี้คนที่จะชนะตัวใหญ่ไม่ใช่ตัวใหญ่อีกคนนึง ต้องเป็นคนที่เขาไม่รู้ว่าตัวใหญ่
-วันนี้คุณปฏิเสธไม่ได้ว่าจีนจะมาบุกไทย ไหน ๆ เราก็รู้อยู่แล้วว่ามันจะมาบุกอยู่แล้ว
-ถ้าคนเหล่านี้เขาจะเอาไอเดียดี ๆ เข้ามา เราจะ Take idea จากเขาได้ยังไง เราจะตักตวง ตรงนี้ได้ยังไง?
-เราเป็นคนตัวเล็ก ขยับได้คล่องกว่า เร็วกว่า ดังนั้น Business model หลาย ๆ ตัวที่เราคิดว่ามันสุดแล้ว
-มันใหญ่แล้วจริง ๆ เราสามารถล้มได้ง่ายมากกว่า
-โลกวันนี้ในการทำ Startup หรือไอเดียในการทำธุรกิจง่ายกว่าสมัยก่อน เพราะ AI มา
-โอกาสยังมีอยู่เสมอ อย่าพึ่งหมดฝัน
-คนทุกคนมีความกลัว แต่อย่างที่ผมบอกว่าคนไม่รู้ ผมเลยไม่กลัว
-สำหรับคุณคมสันต์คิดว่า เราต้องมีแผน B เสมอ เพราะไม่เคยมีสักครั้งในชีวิตเลยที่ผมวางแผนไว้แล้วมันเกิดขึ้นจริง ๆ
-ขอแค่ให้ไปถึงปลายทาง มันก็แค่ How วิธีการ มันไม่ใช่ Why ว่าทำไมเรามาถึงตรงนี้
-คุณคมสันต์คิดว่าทุกคนทำธุรกิจมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไหนก็ตาม มันต้องมีรางวัลให้ตัวเอง
/////////////////////
[ถ้าท้อทำยังไง?]
-คุณคมสันต์บอกว่า ถ้ารางวัลมันใหญ่พอเราไม่ท้อหรอก
-คุณคมสันต์บอกว่า ใครจะมาด่าพ่อผม เอามา 100 ล้านเอามาเลย เดี๋ยวให้ด่าเลย
-รางวัลนั้นมันต้องใหญ่พอ มันถึงจะทำให้เราต้องกล้าที่จะเสียสละเวลาส่วนตัวเพื่อรางวัลที่ยิ่งใหญ่
-คุณคมสันต์บอกว่า Partner ที่สนิทสุดคือ คุณ “เว๋ยเจี๋ย” คุยเยอะกว่าที่บ้านอีก55555 (ภายในหนังโผ่ลมาเลย)
-คุณคมสันต์อยากจะให้คำแนะนำ นิดเดียว “พวกมึงอย่าเชื่อพวกกูเยอะมาก 555555”
-สิ่งที่เราพูดทั้งหมด มันถูกในวันที่เป็นเรา แต่มันอาจจะไม่ถูกในวันของพวกคุณ
-ทุก Stage ของการเติบโตล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย
-ถ้าวันนี้เติบโตมาถึงตอนนี้ สุขภาพมันสำคัญมาก แต่วันที่คุณไม่มีเวลา ไม่มีทางเลือก คุณต้องลุย ALL IN ทำเอง รู้จริง รู้ลึก
-ถ้าวันที่คุณสบายแล้ว พอแล้ว อย่าเอาชีวิตคุณไปเหนื่อยเลย
-ถ้าย้อนกลับไปสมัยก่อน ตอนนั้นต้องดื่มแอลกอฮอล์เพราะเครียด เพราะต้องค้าขาย แต่ตอนนี้ดื่มเพราะชอบครับ 555555
-สูบบุหรี่กับดื่มเหล้า จะเสียปอดและตับ แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย เราจะเสียใจ ! (ทุกคนตบมือกันหมด 5555)
-ตับ ไต รักษาได้ แต่ใจเรารักษาไม่ได้
[เรื่องเกี่ยวกับหนังความจริง]
1.ผมไม่ได้จ้างเขามาทำหนังโว้ย 5555555
2.ถ้าผมรู้ว่ามันคือ Netflix จะขอค่าตัวด้วย ตอนนั้นเล่นฟรี 5555
3.ได้ดูหนังพร้อมกันทุกคนเหมือนกัน พอดูเสร็จแล้วรู้สึกอึดอัดโว้ย เพราะไม่รู้อันไหนจริง อันไหนปลอม เพราะสัมภาษณ์ติดต่อกัน 1 ปี
4.อันสุดท้ายคือในหนังสือ ตัวเอกดันไม่มีแฟน 555555 แต่ตัวจริงมีภรรยาแล้ว !
5.ปัญหาต่อมาคือ คนอื่นเรียกสันติหมดแล้ว แต่กูชื่อคมสันต์โว้ย 5555 หนังทำพังมาก
6.คนเกลียดผมก็จะเกลียดผมเลย (เพราะผมเป็นคนไม่ระวังตัว)
7.ก็ดีใจที่หนังออกมาแบบนี้ โครงสร้างทั้งหมดมาจากเรื่องจริง
8.พอดูซีรีส์ว่า เข้าใจตัวเองมากขึ้น เพราะพึ่งรู้ว่าตัวเองมีปัญหาซึมเศร้าเหมือนกัน (และเป็นมาตลอด)
9.เวลาเราอยู่หน้าเวทีเราบอกลุยโว้ย แต่พอมองเห็นข้างหลังคือเราโล่งมาก เรามองเห็นมุมที่อ่อนแอของเรา
-คุณคมสันต์เคยไปถึงจุดที่ติดแอลกอฮอล์ขนาดว่าไม่ดื่มแล้วมือสั่น ตอนนี้ก็ต้องลดลงบ้างแล้ว
[กุญแจที่จะไปสู่ความสำเร็จคือ]
1.ก่อนที่จะไปถึงจุดสำเร็จคือ การโทรไปยืมเงินทุกคนที่รู้จัก ยืมไว้ก่อนเลย ได้ใช้แน่
-ถ้าเขาไม่ให้ ก็ไม่ต้องไปโกรธเขา แต่ถ้าวันนึงเรารวยแล้ว ก็อย่ามาขอยืมกันนะ 55555
2.จงมีแผน สอง รองรับเสมอ อย่ามีแค่แผนเดียว
คุณคมสันต์ มีบอกว่า ทุกอย่างที่พวกเราพูดมาทั้งหมดอย่าไปเชื่อเยอะ 555555555
– เพราะบางทีมันอาจจะใช่กับพวกเรา สามคนในเวลานี้ แต่เวลาของพวกคุณอาจจะไม่ใช่ก็ได้
—————————–
ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)
#สรุปแบบลงดาบ
สิ่งที่ได้จากเวทีนี้มันเหมือนเสียงเดียวกัน…
การทำ Startup ไม่ใช่ภาพหรู ๆ ในสไลด์พรีเซนต์ แต่มันคือ เลือด เนื้อ หนี้ และความดื้อสุดๆของมนุษย์ที่มีศรัทธาในสิ่งที่ตัวเองทำ
คุณจะเริ่มจากความไม่รู้ → ล้มเหลวเพราะใช้เงินไม่เป็น → ถูกกดดันจนอยากเลิกทุกวัน
แต่ถ้ายัง “เชื่อ” และ “ไม่เลิก”
สุดท้ายมันจะกลายเป็นพลังที่พาคุณผ่านได้
Startup ไม่มีสูตรสำเร็จ มีแต่การลุย ถางป่าไปข้างหน้า
แต่สิ่งที่เหมือนกันทุกคนบนเวทีนี้คือ…
“เจ็บได้ แต่ห้ามเลิก”
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ





ใส่ความเห็น