ความสุขก็เป็นสิ่งที่เพ้อได้เหมือนกับเงิน ทำไมพอเราได้สิ่งนึงมา สักพักทำไม เราถึงเบื่อ

ความสุขก็เป็นสิ่งที่เพ้อได้เหมือนกับเงิน ทำไมพอเราได้สิ่งนึงมา สักพักทำไม เราถึงเบื่อ

สมองเราดันออกแบบมาให้เบื่อ “ความสุข”
.
มือถือใหม่ รถใหม่ คอนโดใหม่ ตำแหน่งงานใหม่ๆ
ตอนแรกมันทำให้ dopamine(ฮอร์โมนความสุข) พุ่งเหมือนติด turbo
แต่ไม่กี่สัปดาห์…มันกลายเป็น baseline ใหม่ที่ธรรมดา
.
ปัญหา คือ ถ้าเรากลับไปใช้ มือถือเครื่องเก่า ที่ตอนแรกเราเฉยๆ ไม่ทุกข์ไม่สุข แต่พอกลับไปใช้ป๊ป เราทุกข์ทันทีเลย เพราะ Baseline เราเปลี่ยน
.
ทำไมมันเป็นแบบนั้น บทความนี้จะมาหาคำตอบ และ แก้ปัญหานี้ไปด้วยกัน
#อ่าจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป#ReadToFocus
———————————
[1] สมองทำไมต้องเบื่อความสุข?
.
เงินเฟ้อคือการที่ “เงินเยอะขึ้น แต่ซื้อได้น้อยลง”
ความสุขเฟ้อก็ไม่ต่างกัน เสพประสบการณ์เยอะขึ้น แต่รู้สึกน้อยลง

สมองเราคือเครื่องจักรที่ถูกดีไซน์มาเพื่อ “เอาตัวรอด” ไม่ใช่เพื่อ “สุขตลอดไป” มันจงใจ reset ความสุขลงมาให้อยู่ระดับเดิม
.
เพราะถ้าเราสุขกับการได้กล้วยลูกแรกจนตลอดชีวิต…เราคงไม่ลุกไปหากล้วยลูกถัดไป
.
นักจิตวิทยา Philip Brickman กับ Donald Campbell อธิบายปรากฏการณ์นี้ไว้ตั้งแต่ปี 1971 เรียกว่า Hedonic Adaptation หรือ Hedonic Treadmill

—————-
[2] Hedonic Treadmill – ลู่วิ่งแห่งความสุข
.
Philip Brickman บอก ฉันไม่เชื่อ55555 เลยเอาใหม่! ทดลองอีกที!
.
ปี 1978 เขาเลย จับคนมาสองคน มาเปลี่ยนเทียบกัน
คนแรก 1.คนถูกหวยล็อตเตอรี่ กับ 2.ผู้พิการจากอุบัติเหตุ
.
ช่วงแรก คนถูกหวยโครตมีความสุข คนพิการทุกข์มากๆ เครียดสุดๆ
แต่เวลาผ่านไปไม่นาน…ทั้งสองกลุ่มกลับมามีระดับความสุขใกล้เคียงกันเฉย
.
ต่อให้คุณเจอเหตุการณ์ใหญ่แค่ไหน
ได้โบนัสก้อนโต หรือเจออุบัติเหตุร้ายแรง
เราทุกคนติดอยู่บนลู่วิ่ง แห่งความสุขนี้ ยิ่งวิ่งไวก็ยิ่งต้องวิ่งไวขึ้นไปอีก

——————
[3] เมื่อความสุขทำงานเหมือนยาเสพติด
.
ทุกครั้งที่เราวิ่งหาความสุขแบบสุดโต่ง ไม่ว่าจะเป็น ทำงานหาเงินจนหัวแทบแตก ไล่ตามความรวยให้เร็วที่สุด หรือแม้แต่ ดูซีรีส์ยาวยันเช้า
.
สมองเราจะปล่อย dopamine ออกมาเหมือนโดน “ฉีดยา”
ฟินสุดๆ เลย แต่ปัญหาคือ… มันเหมือนคนติดยา Doze เดิมไม่เคยพอ !
เราจะขออีกขึ้นไปเรื่อยๆ
.
ทำงานหนัก → โบนัสก้อนแรก = เหมือนเสพยาครั้งแรก โอ้โหพุ่งสุด ๆ แต่ปีต่อมา baseline เปลี่ยน โดสนี้ไม่พอ ต้องได้ก้อนใหญ่กว่า
.
ดูซีรีส์ → ตอนแรก 2 ตอนติดก็ว้าวแล้ว พอชิน ต้อง 6 ตอนรวดถึงจะอิน (แล้วมานั่งถามตัวเองตอนตี 4 ว่า “เราดูไปทำไมวะเนี่ย”)
.
ช้อปปิ้ง → เมื่อก่อนซื้อกระเป๋า 1 ใบก็ดีใจทั้งเดือน ตอนนี้ต้อง 3 ใบ + รองเท้าคู่ใหม่ ถึงจะยังรู้สึกอะไร
.
เราอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ว่ากำลังกลายเป็น “ผู้ติดความสุข”
เพียงแต่ยาเสพติดของคุณ…คือมือถือ, ซีรีส์, ชานมไข่มุก, หรือแม้แต่ยอดไลก์ในSocial media
—————-
[4] วิธีวิ่งลู่วิ่งนี้ให้ช้าลง
.
ถ้าสมองถูกออกแบบมาให้เบื่อความสุข
ทางออกไม่ใช่ “วิ่งให้เร็วขึ้น” แต่คือ ชะลอจังหวะ ให้ treadmill หมุนช้าลง
.
1. Gratitude Reset
การขอบคุณสิ่งเล็ก ๆ คือการ reset dopamine ให้กลับมารู้สึกกับ baseline ที่มีอยู่แล้ว
– เขียน journal สั้น ๆ ว่าวันนี้คุณดีใจที่มีอะไร
– หรือแค่กินข้าวแล้วบอกกับตัวเองว่า “โคตรดีเลยที่ยังได้กินของดีๆและอิ่ม”

2. Slow Consumption
อย่าเสพจนเลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ ของกิน หรือความสำเร็จ
– ดูตอนเดียวแล้วพอ ให้สมองโหยหา
– ซื้อของเท่าที่จำเป็น ให้รสชาติของการได้ “ใหม่จริง ๆ” อยู่กับเรานานขึ้น

3. Focus on Meaning, not Thrill
ความสุขจาก thrill (ตื่นเต้นชั่วคราว) อยู่ไม่นาน
แต่ความสุขจาก meaning (การเติบโต, ความสัมพันธ์, การให้) อยู่ได้นานกว่า
– การทำสิ่งที่มีความหมายเพื่อคนอื่นจะมีความหมายมากกว่าทำเพื่อตัวเอง

4. Design Small Joys

ไม่ต้องรอสิ่งใหญ่ → ลอง “ปลูกความสุขเล็ก ๆ” ให้ตัวเองทุกวัน
– ฟังเพลงโปรดตอนเดิน
– ดื่มกาแฟแก้วเล็กแต่ตั้งใจลิ้มรส
– ออกกำลังกาย 10 นาทีให้เหงื่อซึมบ้างถ้าไม่มีเวลา

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)

/////////////
#สรุปแบบลงดาบ

สมองเราถูก Design มาไม่ให้ “สุขไปตลอด” และให้ “อยากเสมอมา”

นั่นคือเหตุผลที่มือถือใหม่ รถใหม่ หรือโบนัสก้อนแรก
สุดท้ายก็กลายเป็นสิ่งธรรมดาในชีวิตของเรา
.
ยิ่งเราวิ่งหาความสุขแรง ๆ มันยิ่งเหมือนการเสพยา
โดสเดิมไม่เคยพอ ต้องหาหนักกว่านี้ เพื่อให้รู้สึกเท่าเดิม (ซาดิส์5555)
.
ทางรอดจึงไม่ใช่วิ่งให้เร็วขึ้น แต่คือ “หยุดหายาแรง” แล้วหัดซึมซับ baseline เล็ก ๆ ที่เรามีอยู่
.
เพราะความสุขจริง ๆ ไม่ได้อยู่ในสิ่งใหม่เสมอไป
แต่ซ่อนอยู่ในสิ่งเดิม…ที่เราไม่เคยหยุดมอง
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • 7 Skills ที่ผู้นำระดับโลกเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องรู้ (44% ของ Skill เราจะใช้ไม่ได้ในอีก 5ปี)

  • ถ้าปีนี้(2024) คุณไม่รู้จะเพิ่ม Skill ด้านไหนผมขอแนะนำ จิตวิทยา(Psychology)

  • Stolen Focus (เรากำลังถูกขโมยโฟกัสของเราตลอดไป)


ความเห็น

ใส่ความเห็น